เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง และ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์
เรียบเรียง ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ และ ภัสส์ณิชา ทัศสุริยวงศ์
ภาพถ่าย สรินรัตน์ ตั้งสิริมงคลกุล
กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ ธีรภัทร กมล

หมายเหตุ : สารคดีชิ้นนี้มีการกล่าวถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
คุณเคยจินตนาการถึงเรื่องราว ของคนที่เคยกระทำผิดและติดคุกไหม ?
ท่ามกลางโลกกว้างใหญ่ มีอิสระ เสรี และเต็มไปด้วยมนุษย์มากมายที่เดินขวักไขว่อยู่ในสังคม แล้วถ้าหากวันหนึ่งโลกที่กว้างใหญ่กลับคับแคบลง
เพียงเพราะคนๆ หนึ่งที่เคยทำผิดพลาด กลับต้องถูกจำกัดอิสรภาพ และโอกาสที่มีอยู่นั้นก็ยากเกินกว่าที่พวกเขาจะย้อนกลับคืนสู่สังคม
เรามักคิดว่าคุกจะต้องเป็นสถานที่ที่คอยกักขังผู้คนที่อันตรายออกจากสังคมเป็นแน่ แต่การโดนจำกัดที่ว่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราได้ทำความผิดอะไรบางอย่าง และเหตุของการทำผิดก็อาจต่างกันไปตามปัจเจก บ้างขโมยของ บ้างครอบครองยาเสพติด และสถานที่ที่กลายเป็นพื้นที่รองรับเหล่าผู้กระทำผิดนั้นก็คือ ‘คุก’
ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดสามารถหยั่งรู้ถึงจิตใจของคนได้ เราไม่อาจรู้หรอกว่า แท้จริงแล้ว เหล่ามนุษย์ผู้กระทำผิดเป็นคนเช่นไร ใช้ชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และมองเห็นชีวิตของตนเองเป็นอย่างไรในอนาคต
เช่นเดียวกันกับชีวิตของคนๆ หนึ่งที่เติบโตอยู่บนโลกกว้าง แต่เมื่อความผิดพลาดกลับทำให้เธอต้องโดนกักขัง แล้วภายใต้การจำกัดอิสระและเสรีภาพนั้น เธอจะเป็นเช่นไร
พี่ลู่ ผู้ ‘เคย’ หลับใหลไปพร้อมขวดเหล้าข้างหมอน
“พี่ติดคุกเพราะขโมยเบียร์ 2 กระป๋อง”
ประโยคบอกเล่าจากพี่ลู่ ผู้พ้นโทษอายุ 44 ปี ผู้เกิดและเติบโตในพัทยา เมืองแห่งสีสันที่ไม่มีวันหลับใหล
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้พ้นโทษอย่างพี่ลู่ ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและ workshop ของกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
พี่ลู่เล่าว่า ครอบครัวของเธอทำธุรกิจโรงน้ำแข็ง พื้นที่บ้านจึงมักเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่เสมอ เธอเป็นคนร่าเริง รักสนุก และมีอารมณ์ขัน
ด้วยนิสัยส่วนตัวที่มีอัธยาศัยดีและชอบพูดคุยกับผู้คน แม้พี่ลู่จะช่วยทำงานในกิจการโรงน้ำแข็งของที่บ้านอยู่เป็นประจำ แต่อาชีพแรกที่เธอเลือกทำด้วยตัวเองคือ การเป็นไกด์นำเที่ยวในบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในพัทยา
พี่ลู่เป็นคนรักความสนุก การเป็นไกด์จึงทำให้เธอได้ดื่มเหล้าและสังสรรค์เป็นประจำ นอกจากนี้ เมื่อกลับมาบ้านพี่ลู่ยังได้ร่วมก๊งเหล้ากับเหล่าพี่ๆ ในโรงงานน้ำแข็งอีกด้วย
เธอเริ่มต้นดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 18-19 ปี และดื่มอยู่เรื่อยมาด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชอบและรักสนุกของตัวเอง
ในบางวัน พี่ลู่เล่าว่า เธอกินเหล้า เมา และหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมา มือก็เลื่อนไปใต้หมอน ควานหาเหล้าค่อนขวดที่หลงเหลือจากการดื่มเมื่อคืน จากนั้นเธอได้หยิบเหล้ามาดื่มก่อนจะลืมตาขึ้นเสียอีก เธอวนลูปกับการ ‘ตื่น กินเหล้า เมา นอน’ นี้อยู่เรื่อยมา นี่อาจทำให้กล่าวได้กลายๆ ว่าพี่ลู่นั้นรักการดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ
ทว่า สิ่งที่เธอชื่นชอบกลับทำให้เธอติดคุก
พี่ลู่ติดเหล้าอย่างหนักจนชีวิตของเธอวนเวียนอยู่กับการติดคุกไป 3 รอบด้วยกัน และในทุกๆ คดีก็มี ‘เหล้า’ เป็นตัวเอกอยู่ทั้งหมด อันได้แก่
ครั้งที่ 1 ในคดีเมาแล้วขับ อีกทั้งชนคน ในตอนที่ยังวัยรุ่น
ครั้งที่ 2 ในคดีครอบครองยาเสพติด โดยระหว่างการเดินทางไปสังสรรค์กินเหล้า เพื่อนของพี่ลู่มียาเสพติดอยู่กับตัว ทำให้พี่ลู่ที่เดินทางไปด้วยโดนพ่วงความผิด เช่นกัน
และครั้งที่ 3 ในคดีขโมยเบียร์จากร้านสะดวกซื้อ 2 กระป๋อง สาเหตุที่เธอต้องทำเช่นนี้ เป็นเพียงเพราะใจที่ยังไม่กล้าเผชิญโลกภายนอกมากพอ และการติดเหล้าอย่างเลิกขาดไม่ได้ ทำให้เธอใช้คุกเป็นพื้นที่บำบัดความอยากและความกลัวของตัวเอง
มอง ‘สภาพแวดล้อม’ รอบกายของ ‘พี่ลู่’ ให้สัมพันธ์กับการทำผิด
โลกภายนอกกับความพยายามเลิกเหล้า
ใช่ว่าพี่ลู่จะไม่เคยพยายามเลิกเหล้าด้วยตัวเองมาก่อน แม้เธอจะเป็นคนที่รักการกินเหล้ามาก แต่ก็มีอยู่หลายครั้งเช่นกันที่เธอคิดจะเลิกอย่างจริงจัง
เราถามพี่ลู่ไปว่า เคยไปบำบัดอาการติดเหล้าที่ไหนมาก่อนไหม และคำตอบที่ได้ก็คือ เธอก็เคยไปเยือนสถานบำบัดมาก่อน
“ตอนนั้นที่ไปสถานบำบัด เรายังออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้ปกติ ตอนกลางวันอยู่ข้างใน ไม่ได้เห็น ไม่ได้กิน ก็ไม่ได้นึกถึง แต่พอตกเย็นออกมา เราก็ยังออกไปซื้อเหล้าได้เหมือนเดิม”
การอยู่ในสถานบำบัดของพี่ลู่ยังทำให้เธอได้รู้ว่า ที่ที่ช่วยบำบัดให้เลิกเหล้าได้ กลับไม่ได้ช่วยทำให้เธอเลิกเหล้าได้จริง แต่กลับกลายเป็นสถานที่สังสรรค์แห่งใหม่แทน
ที่สถานบำบัด พี่ลู่รวมตัวกันกับเพื่อนๆ นำผลไม้ที่เหลือจากโรงครัว ยีสต์ที่ได้จากแผนกเบเกอรี่ หมักพร้อมกันกับเอทิลแอลกอฮอล์ จากนั้นซ่อนไว้ในแทงค์น้ำ ทำ ‘เหล้าเถื่อน’ ที่กลายเป็นเครื่องดื่มที่มักถูกหยิบออกมาในโอกาสพิเศษ
กลางวันบำบัด ตกเย็นสังสรรค์ ขอบเขตที่ไม่ได้จำกัดมากพอ เป็นไปได้ว่ามีส่วนช่วยที่ทำให้ความพยายามเลิกเหล้าของพี่ลู่นั้นไม่สัมฤทธิ์ผลเสียที
อยากเลิกเหล้าแต่เหล้าดันมีอยู่ทุกที่
จากคนที่ติดเหล้าเป็นปกติสู่การเลิกเหล้าเพื่อกลับมาเป็นคนปกติ มันช่างใช้เวลาและแรงใจอย่างมากสำหรับพี่ลู่
ในประเทศไทย ร้านขายของชำตั้งตระหง่านอยู่ในทุกมุมเมือง แถมยังมีขวดเหล้าคอยส่งสายตาปิ๊งๆ ให้พี่ลู่อย่างเย้ายวนชวนเชยชิมเสมอ และในพื้นที่ที่มีประชากรแน่นหนา จะมีร้านค้าที่ขายเหล้าถึง 1.2 แห่ง ในทุกๆ 1 ตร.กม. ร้านค้าที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 5 นาที เราก็สามารถซื้อน้ำเมาได้อย่างง่ายดาย และสิ่งที่ตามมาในสังคมที่มีการดื่มเหล้าอย่างกว้างขวางนั่นก็คือ อุบัติเหตุเมาแล้วขับ รวมถึงการก่ออาชญากรรมมากมาย ซึ่งพี่ลู่ก็นับเป็นหนึ่งในนั้น
หลังออกจากคุกครั้งที่ 2 พี่ลู่ก็ตัดสินใจเด็ดขาดอีกครั้งที่จะเลิกเหล้าให้ได้ เธอพยายามไปสมัครงาน หางานทำเพื่อไม่ให้ตัวเองมีเวลา ‘ว่าง’ ในการคิดถึงเหล้า
แต่โลกภายนอกที่เราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่อาจทำให้พี่ลู่เลิกเหล้าได้ อีกทั้งการไปอยู่สถานบำบัดก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไร
พี่ลู่ผู้เดินโซซัดโซเซ เป๋ไปเป๋มา ไม่อาจเอาชนะใจตัวเองได้ การกักขังตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่จึงเป็นหนทางที่เธอเลือกเดิน
“เอาผมเข้าคุกที ผมอยากเลิกเหล้า”
พี่ลู่ตัดสินใจเข้าคุกอีกครั้ง ด้วยแผนการ ‘ขโมยเบียร์’ เพียง 2 กระป๋องจากร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วทุกมุมถนน เธอเลือกใช้คุกเป็นเครื่องมือฝึกความยับยั้งชั่งใจของตัวเธอเอง
หลังออกมาจากเรือนจำ ผู้พ้นโทษหลายๆ คนรวมถึงพี่ลู่เองอาจเริ่มต้นชีวิตด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้ว่าตัวเองควรใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป เมื่อที่อยู่ในการปรับตัวเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตนั้น ไม่เอื้อ งานไม่มี เงินไม่มี
บำบัดคนด้วย ‘บ้านกึ่งวิถี’
ถึงแม้ว่าพี่ลู่จะก้าวขาออกจากเรือนจำและได้สถานะใหม่เป็น ‘ผู้พ้นโทษ’ แต่เธอยังคงขาดภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตบนโลกภายนอกอยู่
ทางเราจึงได้เชิญ รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มาร่วมพูดคุยถึงวิธีการแก้ไขในการบำบัดผู้พ้นโทษที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตภายนอก
อาจารย์อัจฉรายังมีข้อเสนอดีๆ ที่ในประเทศไทยเองก็มีหนึ่งโมเดล ที่เป็นดั่งพื้นที่ที่จะช่วยเหลือให้เหล่าผู้พ้นโทษสามารถตั้งตัวได้ เมื่อโอกาสครั้งที่สองมาถึง โมเดลนั้นมีชื่อว่า ‘บ้านกึ่งวิถี’
บ้านกึ่งวิถี จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องอยู่ในการคุมประพฤติ ผู้ติดยาเสพติด รวมถึงผู้พ้นโทษอย่างเช่นพี่ลู่ บ้านหลังนี้จึงเปรียบเสมือนบ้านพักชั่วคราวที่ต้อนรับพวกเขาหลังการปล่อยตัว เพราะที่นั้นมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ และเป็นที่ที่นำทางผู้คนเหล่านี้กลับเข้าสู่สังคม เป็นภูมิคุ้มกันให้พวกเขากล้าเผชิญกับโลกภายนอกได้อีกครั้ง และยังช่วยลดการกระทำผิดซ้ำอีกด้วย
ข้อมูลจาก TIJ เมื่อปี พ.ศ. 2566 บอกไว้ว่า ประเทศไทยมีสถานที่ให้การดูแลผู้พ้นโทษในความดูแลของรัฐ 140 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นบ้านกึ่งวิถี 69 แห่ง และเป็นสถานที่ให้การสงเคราะห์ (บ้านกึ่งวิถีที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559) จำนวน 71 แห่ง
อาจารย์อัจฉรากล่าวถึงบ้านกึ่งวิถีไว้ว่า ที่นั่นเป็นระบบเครือข่ายที่สามารถช่วยเหลือชีวิตหลังพ้นโทษได้จริง ยกตัวอย่างในสิงคโปร์ ผู้รับบริการจะได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของเขา ผ่านการมีนักสังคมสงเคราะห์ที่ช่วยให้คำปรึกษา มีพื้นที่สำหรับการพัฒนาทักษะอาชีพ และมีเครือข่ายที่ช่วยเหลือผู้พ้นโทษ ให้พวกเขาที่เข้ามาในบ้านหลังนี้ได้งานจริงๆ และมีความพร้อมที่สามารถนำไปใช้ในการเริ่มต้นใหม่ได้
นอกจากนี้ อาจารย์ยังเสนอให้บ้านกึ่งวิถีในไทยควรที่จะมีระบบมากขึ้น เพราะในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีมากนัก อีกทั้งจำนวนบ้านก็มีค่อนข้างน้อย และงบจากการสนับสนุนของทางรัฐก็มีไม่มากพอ อาจารย์ยังบอกอีกว่า
“ควรมีเครือข่ายที่เป็นที่อยู่อาศัยที่คนทั่วไปเขาอยู่กันจริงๆ เพื่อการทำงานจริงๆ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็มีเครือข่ายสนับสนุน เช่น ที่อยู่อาศัย การหางาน และส่วนสำคัญคือการที่สังคมช่วยเขาในการปรับตัว เขาจะได้ไม่ต้องกลับไปสู่วงจรเดิมอีก”
เมื่อไม่ไร้งาน อัตราการทำผิดซ้ำของเหล่าผู้พ้นโทษก็จะลดลง ไม่อยู่ในวังวนของการกระทำผิดซ้ำไป
นอกจากการมีสถานที่รองรับให้กับผู้พ้นโทษแล้ว แต่สถานที่ภายในที่เรียกว่า ‘จิตใจ’ ยังคงต้องการที่พักพิงเช่นกัน
ในวันที่พี่ลู่ก้าวขาออกจากเรือนจำ เธอยังคงมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อย ทั้งสายตาจากคนรอบข้าง การมีงานทำเพื่อเลี้ยงชีพ และโอกาสในการเริ่มต้นใหม่
แม้เรือนจำจะเป็นสถานที่ที่ผู้คนมาเยือนมากมาย แต่สิ่งที่ขาดหายนั่นคือ ‘นักบำบัดจิตใจ’ พี่ลู่ยังบอกอีกว่า ในระหว่างที่อยู่ข้างในเรือนจำ ก็มีเพียงเพื่อนๆ และน้องๆ ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันเท่านั้น ที่คอยประคับประคองและให้กำลังใจ
สุขภาพจิต อุปสรรคสำคัญ แต่เรากลับลืมไป
ในมุมมองจากนักสังคมสงเคราะห์ อาจารย์อัจฉราเล่าว่า การเพิ่มโอกาสให้กับนักโทษที่เคยก้าวพลาด ในเรื่องการสร้างเสริมทักษะนั้นมีมากมายจากแหล่งฝึกอาชีพต่างๆ แต่ว่าสิ่งที่ขาด นั่นคือการดูแลในเรื่องของ ‘สุขภาพจิต’
“ส่วนใหญ่คนที่เป็นนักโทษ เขาค่อนข้างมีปัญหาสุขภาพจิตค่อนข้างมาก และเป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล เช่น ถูกเมียทิ้ง ญาติพี่น้องไม่เอา ซึ่งพวกเขาเหล่านี้มักมีความกลัวตั้งแต่อยู่ในเรือนจำแล้ว พอออกจากเรือนจำ เขาก็มีความวิตกกังวลอีกว่า จะปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอกได้อย่างไร” อาจารย์อัจฉรากล่าว
ดังเช่นพี่ลู่ที่เธอต่างก็อยากได้กำลังใจในการเริ่มต้นใหม่ไม่แพ้กับผู้คนที่ต่อสู่ดิ้นรนอยู่ภายนอกเช่นกัน เพราะข้างนอกอาจมีหมอหรือนักจิตวิทยาคอยให้คำแนะนำ แต่ภายในเรือนจำนั้น นักสังคมสงเคราะห์อาจเป็นที่พักพิงใจสำคัญให้พวกเขาได้
นักสังคมสงเคราะห์ ผู้เป็นฟันเฟืองหลักในการช่วยผลักดันเรื่องสุขภาพจิตของผู้พ้นโทษ จึงเข้ามาเป็นสื่อกลางและคอยช่วยให้พวกเขาเหล่านี้ไม่เคว้งคว้างในโลกภายนอกต่อไป
ซึ่งเมืองไทยเรามีนักสังคมสงเคราะห์ค่อนข้างน้อย คิดเป็นอัตราส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อกลุ่มนักโทษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 2,000 คนเท่านั้นเอง ทำให้แนวทางการติดตามนักโทษทำได้ยาก
โดยหน้าที่หลักของนักสังคมสงเคราะห์ก็เป็นหัวใจสำคัญในการรับเรื่องร้องเรียน ประสาน ส่งต่อและมีส่วนช่วยในการเยียวยาจิตใจ และการฟื้นฟูทักษะด้านอาชีพ เพื่อให้ผู้พ้นโทษมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต เพราะไม่งั้นเขาก็จะกลับไปอยู่ในวงจรเดิมซ้ำ อาจารย์อัจฉรากล่าว
คนใหม่ด้วยแรงใจที่แข็งแรง
“พอติดคุกหลายรอบ กลับไปที่บ้านก็ไม่เอาแล้ว”
นี่คือ ประโยคที่พี่ลู่พูดด้วยความรู้สึกที่เป็นปกติ หลังจากผ่านเรื่องราวร้ายๆ มากมายในชีวิตมา
ถึงแม้ว่าคุกอาจจะเป็นที่เซฟโซนสำหรับเธอ แต่การเข้าออกที่นั่นมาครึ่งค่อนชีวิต ตอนนี้จึงทำให้เธอเข้าใจแล้วว่า ‘เราต้องมีเป้าหมาย และเปลี่ยนตัวเป็นคนใหม่เสียที’
พี่ลู่บอกว่า “จากที่อยู่ไปวันๆ ไม่สนใจอะไร ก็คิดว่าเราควรมีเป้าหมายในชีวิต ล้มบ้างลุกบ้าง ก็พยายามต่อไป จากเคยใช้ชีวิตง่ายๆ ก็พยายามตั้งใจ เหนื่อยบ้างท้อบ้าง ก็พยายามเริ่มใหม่” คำพูดของพี่ลู่ที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนทุกวันนี้เธอสามารถก้าวข้ามความกลัว และเผชิญหน้าจากสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตได้อย่างเต็มอก
ปัจจุบันถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตข้างนอกจะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่หัวใจที่เต็มไปด้วยเป้าหมาย ทำให้เธอเปิดรับและพร้อมเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกความเป็นจริง
“หลังจากเป็นผู้พ้นโทษได้สักระยะ ตอนนี้ก็กล้าออกนอกบ้านมากขึ้น กล้าคุย กล้าพูด กล้าเดินตลาด ไม่ต้องกลัวว่าเวลาแนะนำตัวเองจะต้องบอกว่าเคยติดคุกหรือเปล่า” พี่ลู่เล่าด้วยความสบายใจ
แม้พี่ลู่จะสามารถเผชิญโลกภายนอกด้วยใจที่เข้มแข็งได้แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘กำลังใจจากเพื่อน’ เฉกเช่นตอนที่อยู่ในเรือนจำ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เธอประคองชีวิตที่มืดหม่น จนก้าวออกมาสู่ข้างนอกที่สดใสได้เช่นกัน
การจัดตั้งกลุ่ม Support Group จากข้อเสนอของอาจารย์อัจฉรา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คอยช่วยเหลือกันและเป็นพื้นที่ปลอดภัยช่วยเสริมสร้างแรงใจให้คนที่เคยก้าวพลาด โดยให้ผู้พ้นโทษที่เคยก้าวข้ามความยากลำบาก จนทุกวันนี้ประสบความสำเร็จ และพร้อมส่งต่อเรื่องราวดีๆ มาทำหน้าที่เป็น ‘เมนเทอร์’ (mentor) คอยสร้างแรงบันดาลใจ
เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้าใจความรู้สึกและสร้างความสบายใจได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์รับโทษมาก่อน ทำให้ผู้พ้นโทษคนอื่นๆ กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
โดยในปัจจุบันเริ่มมีผู้พ้นโทษหลายคนที่ผันตัวไปทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจในลักษณะนี้แล้วดังเช่น ‘พี่ลู่’ ที่ตอนนี้พี่ลู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คนกำลังเริ่มต้นใหม่เท่านั้น แต่วันนี้เธอกลับได้ให้กำลังใจกับใครหลายๆ คน รวมถึงพวกเรานักศึกษา ที่ได้รับบทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตของพี่ลู่ มาเป็นสิ่งย้ำเตือนใจในวันที่เรานั้นท้อแท้ เพราะเราอาจได้รับโอกาสในวันที่หนทางริบหรี่ได้เช่นเดียวกัน
โอกาสที่เฝ้าคอย ให้ชีวิตได้ตั้งต้นใหม่

“ได้พบกับ TIJ นี่แหละครับ ที่เข้าไปให้กำลังใจพวกเราข้างใน ทำให้มีความหวัง ออกมาข้างนอกก็ยังเป็นที่พึ่งพิงและให้กำลังใจพวกเราตลอด”
พี่ลู่ได้รับโอกาสที่สองในการเริ่มต้นใหม่ที่ ครัวตั้งต้นดี หรือโรงเรียนฝึกอาชีพการทำอาหารและพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับผู้พ้นโทษในโครงการ ‘โรงเรียนตั้งต้นดี’ ที่ก่อตั้งโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โครงการนี้เป็นพื้นที่ให้ผู้พ้นโทษได้มีโอกาสประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคง เพื่อช่วยไม่ให้เกิดการกลับไปกระทำความผิดซ้ำเพราะขาดรายได้
พี่ลู่รู้จักโครงการตั้งต้นดีตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในคุกผ่านกิจกรรมประชาสัมพันธ์ โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่จะให้โอกาสผู้พ้นโทษได้ทำงานและเสริมสร้างทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร งานครัว ช่างทำผม ไปจนถึงหมอนวด
ถึงแม้ว่าพี่ลู่จะไม่เคยรับหน้าที่ทำอาหารใดเลยในครัว แต่นี่ก็ยังเป็นโอกาสอันดีในการตั้งต้นชีวิตใหม่นอกเรือนจำ แม้จะมีพี่เลี้ยงช่วยสอนงาน แต่สัปดาห์แรกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่เคยทำอาหารแต่ต้องรับหน้าที่เป็นคนครัว
พี่ลู่เล่าว่าในทีแรกเธอไม่กล้าช่วยทำอาหารนัก ทุกวัตถุดิบมีมูลค่า เป็นของซื้อของขาย และพี่ลู่ก็ไม่อยากให้ความผิดพลาดของตัวเองเป็นตัวถ่วงของเพื่อนร่วมงาน เธอใช้เวลาและกำลังใจอยู่สักพักเลยทีเดียว กว่าเธอจะเริ่มกล้าหั่นผัก
สำหรับเธอคนที่เคยติดเหล้ามาก่อน แค่ ‘ต้มไข่’ ได้ก็ดีใจแล้ว ความสุขเล็กๆ ที่มอบคุณค่าให้กับตัวพี่ลู่เอง และเป็นสิ่งย้ำเตือนเธอว่า ความสำเร็จเพียงนิดเดียว นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ จากการเอาชนะใจตัวเอง

เธอยอมรับว่าผลของการดื่มสุราอย่างหนักมาหลายปียังคงส่งผลต่อตัวเธอในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกสดชื่นกว่าตอนที่ติดสุรามาก
เราลองถามพี่ลู่ว่าเธอมองเห็นอนาคตตัวเองหลังจากนี้ไว้ว่าอย่างไร เธอตอบเราพร้อมรอยยิ้มที่สดใสว่า เธอคงจะทำงานอยู่ในโครงการนี้ไปอีกสักพัก และหากเป็นไปได้ อีกสัก 4 ปีข้างหน้า เธอก็อยากจะมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง
เมื่อผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้ คงได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตอันแสนโชกโชนของผู้พ้นโทษคนหนึ่ง และประสบการณ์เหล่านี้เอง จะคอยเป็นสิ่งย้ำเตือนใจของพี่ลู่ไปตลอดชีวิต
คำพูดสุดท้าย ก่อนเราได้จากลากับเธอคือ เธอได้ขอบคุณตัวเอง ขอบคุณที่เธอเอาชนะใจตัวเองได้จากการเลิกเหล้า ขอบคุณที่เอาชนะใจตัวเองกับการเริ่มต้นใหม่ เพราะเมื่อมีคนให้โอกาสเธอแล้ว เธอเองก็ควรให้โอกาสตัวเองในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกสักครั้งเช่นกัน
อ้างอิง
กฤตยา อาชากุล. (8 พฤศจิกายน 2566). บ้านกึ่งวิถี (Halfway House) – สร้างเส้นทางเริ่มชีวิตใหม่ให้ผู้พ้นโทษ. TIJThailand. https://knowledge.tijthailand.org/article/detail/%E0%B9%89halfway-house-podcast
กฤตยา อาชากุล. (20 มิถุนายน 2566). ส่องหลังโรงเรียน “ตั้งต้นดี” เพื่อก้าวใหม่ของผู้พ้นโทษ. TIJThailand. https://www.tijthailand.org/article/detail/restart-academy-interview
อาจารย์ ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด. (ม.ป.ป.). งานสังคมสงเคราะห์ในระบบงานยุติธรรม: บทบาท หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบสุข และลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579). https://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/file_research/research_Split/7.pdf
healthstation. (15 กุมภาพันธ์ 2565). ทุก 1 ตร.กม. ของ ‘ไทย’ มีร้านขายเหล้าตั้งอยู่ 1 แห่ง นี่คือสถานการณ์ความมึนเมา จาก ‘การออกใบอนุญาต’ ที่หละหลวม!!?. https://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/file_research/research_Split/7.pdf











