เขียน ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ
กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. เผย วางให้ระบบคลังหน่วยกิตเป็นตลาดวิชาที่ไม่ว่าใครก็สามารถเลือกลงทะเบียนเรียนได้ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดระยะเวลาเรียนปริญญาตรี-โท
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. ให้สัมภาษณ์ว่า ระบบคลังหน่วยกิต (credit bank) ของ มธ. ที่กำลังเตรียมเสนอกับสภา มธ. เป็นระบบที่ใช้ในการสะสมหน่วยกิตหรือผลการศึกษาจากการเรียนออนไลน์ (e-Learning) บนเว็บไซต์ SkillLane โดยผู้ลงทะเบียนเรียนไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นนักศึกษา มธ. และไม่จำกัดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนมัธยมปลาย บุคคลทั่วไป หรือข้าราชการเกษียณก็สามารถเรียนรู้และสะสมหน่วยกิตของรายวิชานั้นๆ ไว้ได้ โดยหน่วยกิตที่สะสมเอาไว้จะมีอายุ 10 ปี และผู้ลงทะเบียนเรียนจะได้รับสถานะที่เรียกว่าศิษย์ธรรมศาสตร์
ดำรงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบคลังหน่วยกิต มธ. จะใช้ชื่อโครงการว่าตลาดวิชา ดังนั้นใครที่ต้องการเข้ามาแสวงหาความรู้จาก มธ. ก็สามารถลงทะเบียนเป็นศิษย์ธรรมศาสตร์ได้เลย ซึ่งค่าเล่าเรียนจะชำระแค่ค่าหน่วยกิต 800 บาทต่อหน่วยกิต หรือถ้ามีสถานะเป็นนักศึกษา มธ. แล้วต้องการเรียนควบคู่ไปกับการลงทะเบียนเรียนตามปกติก็ชำระเพิ่มแค่ค่าหน่วยกิต 550 บาทต่อหน่วยกิตแยกจากค่าเทอมปกติที่เป็นแบบเหมาจ่าย
“ลักษณะการเรียนคล้ายกับพรีดีกรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ที่ผู้เรียนจะมีสถานะเป็นนักศึกษาพรีดีกรี เมื่อทำให้ตัวเองมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นนักศึกษา หรือก็คือเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วผ่านระบบการคัดเลือกของมหาวิทยาลัย ตอนนั้นถึงจะได้สถานะนักศึกษาแล้วโอนหน่วยกิตจากที่เรียนพรีดีกรีมาอีกที” ดำรงค์กล่าว
รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการกล่าวเพิ่มเติมว่า รายชื่อหลักสูตรที่เข้าร่วมยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจว่าหลักสูตรใดประสงค์จะเข้าร่วมเพิ่มเติมเนื่องจากคาดหวังไว้ว่าจะไม่เปิดสอนเพียงเฉพาะวิชาศึกษาทั่วไปเท่านั้น แต่ยังคิดไปถึงการนำวิชาแกนของคณะต่างๆ 2-3 วิชามาเปิดสอน เพื่อให้นักเรียนหรือบุคคลทั่วไปรู้ว่าคณะหรือสาขาวิชานั้นๆ ตรงตามที่สนใจหรือไม่
“มัน (การเรียนในระบบคลังหน่วยกิต) เป็นการเรียนตามอัธยาศัย เพราะฉะนั้นแปลว่า เขา (ผู้เรียน) รู้ว่าเขามีความพร้อมที่จะเข้ามาเรียน มีความประสงค์ที่จะมาแสวงหาความรู้เพิ่มเติมตรงนั้น ก็สามารถดำเนินการได้ ยกตัวอย่างเช่น วิชาที่เราเปิดตัวอยู่ในรายวิชาศึกษาทั่วไป เน้นในเรื่องของสมรรถนะ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต ถ้าเขาเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ เขามีความรู้พื้นฐานมากพอที่จะเข้ามาเรียนได้เพื่อเสริมสมรรถนะของเขา ก็ดำเนินการตามนั้น หรือวิชาในหมวดที่ 2 ก็จะเป็นวิชาที่พูดถึงเรื่องของการพัฒนาทางด้าน การพัฒนาตนเอง (Self-development) ซึ่งเป็นวิชาที่จัดสอนโดยคณะแพทย์ หรือว่าของทางทีมสหเวชที่เข้ามาร่วมกันทำรายวิชาก็จะเป็นประโยชน์ คิดว่าไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นคนที่จบการศึกษา ม.6 อาจจะเป็น ม.4 ม.5 แล้วเห็นว่าอันนี้ช่วยพัฒนาทางด้านกายและจิตได้ ก็สามารถมาลงเรียนได้ครับ” ดำรงค์กล่าว
รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการกล่าวเพิ่มเติมว่า นักเรียนที่ได้รับสถานะศิษย์ธรรมศาสตร์สามารถเข้ามาเป็นนักศึกษา มธ. ได้ 2 ทาง คือ สอบเข้าตามระบบ TCAS โดยประมวลผลจากคะแนนสอบตามที่หลักสูตรกำหนด หรือคัดเลือกจากสถานะศิษย์ธรรมศาสตร์โดยมีคุณสมบัติในการรับสมัครคือ มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่เข้าร่วมระบบคลังหน่วยกิต มีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.50 และสะสมหน่วยกิตมาแล้วขั้นต่ำร้อยละ 20 ของหลักสูตร ก่อนทดสอบด้วยข้อสอบอัตนัยและสอบสัมภาษณ์ ซึ่งจะรับนักศึกษาในรูปแบบนี้ประมาณร้อยละ 5 ของจำนวนรับปกติในหลักสูตรที่เข้าร่วมระบบคลังหน่วยกิต และเมื่อแปลงสถานะเป็นนักศึกษา มธ. ได้แล้วจะสามารถโอนหน่วยกิตจากระบบคลังหน่วยกิตได้ไม่เกินร้อยละ 75 ของหลักสูตร
“หากศิษย์ธรรมศาสตร์ที่ต้องการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่สามารถเข้าเรียนที่ มธ. ได้ สามารถนำหน่วยกิตที่สะสมไว้ไปขอเทียบโอนหน่วยกิตกับสถาบันที่มีสถานะเป็นนักศึกษา โดยดุลยพินิจขึ้นอยู่กับหลักสูตรปลายทางว่ามีวิชาที่สามารถเทียบเคียงวิชาที่สะสมไว้ได้หรือไม่ พิจารณาจาก PLO (Program Learning Outcome) และ CLO (Course Learning Outcome) ที่เป็นเป้าหมายในการเรียนรู้ของรายวิชานั้นๆ” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการกล่าว
ดำรงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของนักศึกษาปริญญาตรีที่ต้องการสะสมหน่วยกิตเพื่อเตรียมพร้อมเรียนปริญญาโทต้องเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไปของ มธ. เท่านั้น โดยสามารถสะสมหน่วยกิตได้สูงสุดถึง 30 หน่วยกิตจาก 36 หน่วยกิตของหลักสูตรปริญญาโท โดยมีค่าหน่วยกิต 1,500 บาทต่อหน่วยกิตสำหรับภาคปกติ และค่าหน่วยกิตสำหรับปริญญาโทภาคพิเศษขึ้นอยู่กับค่าเทอมแบบเหมาจ่ายเมื่อหักลบค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงรักษาห้องสมุดแล้วเฉลี่ยกับจำนวนหน่วยกิตอีกที
“นักศึกษาปริญญาตรีสามารถไปนั่งเรียนกับพี่ๆ ปริญญาโทได้เลย แต่มีการจำกัดจำนวนนักศึกษาแบบใครมาก่อนได้ก่อนเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนการสอนที่เป็นการเรียนรู้เชิงรุกหรือ active learning เช่นเดียวกับการสอนระดับปริญญาตรี จากที่สำรวจมาหลายๆ คณะก็มีความเชื่อมั่นว่านักศึกษาปริญญาตรีของเรา (มธ.) ที่ต้องการเรียนล่วงหน้ามีศักยภาพมากเพียงพอที่จะเรียนได้” ดำรงค์กล่าวและว่า นักศึกษาปริญญาตรีที่เรียนล่วงหน้าจะไม่สามารถจบปริญญาโทก่อนได้ ต้องจบปริญญาตรีก่อนจึงมาเป็นนักศึกษาปริญญาโทและเรียนอีก 6 หน่วยกิตที่เหลือซึ่งเป็นวิชาการค้นคว้าอิสระหรือสารนิพนธ์ (Independent Study หรือ IS) แต่ทั้งนี้บางหลักสูตรอาจมีรายละเอียดที่ต่างกันออกไป
“ทิศทางการเรียนรู้มันเปลี่ยนไปมากอย่างที่พวกเราจะนึกไม่ถึง มันไม่ใช่แบบนี้ (เรียนตามที่หลักสูตรกำหนดไปพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่น) แล้ว เขาเรียกว่า personalize learning เป็นการเรียนรู้ตามลักษณะหรือความต้องการของผู้เรียน คือผู้เรียนจะเป็นศูนย์กลางมากขึ้น คุณอยากเรียนอะไร คุณเลือกได้ตามความสนใจ ซึ่งแปลว่าสถานศึกษา มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวมากขึ้นที่จะตอบสนองต่อลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียน” ดำรงค์กล่าว











