Art & CultureArticlesSociety

ตีตั๋วทัวร์งานศพไปกับหนังสือ จากดับสูญสู่นิรันดร์

เรื่อง: รณรต วงษ์ผักเบี้ย

‘ตายแล้วไปไหน?’ เป็นคำถามที่มักผุดขึ้นมาในหัว เมื่อผมไปเข้าร่วมงานศพหรือต้องพูดคุยเรื่องความตาย และคำตอบที่ได้คงมีอยู่ไม่กี่แบบ ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก เป็นวิญญาณเร่ร่อนล่องลอยไปมา หรือไม่ไปไหนเลย สูญมลายไปในความว่างเปล่าของความไร้ตัวตน

ทว่าเรื่องความตายไม่ได้มีแค่ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย แต่ยังเต็มไปด้วยแง่มุมเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ ซึ่งพอผมได้อ่านหนังสือที่ชื่อ จากดับสูญสู่นิรันดร์: ส่องวิถีความตายจากหลากหลายวัฒนธรรม ก็ทำให้มุมมองที่มีต่อเรื่องความตายเปลี่ยนไป

จากดับสูญสู่นิรันดร์ฯ เป็นหนังสือแนวสารคดี เขียนโดย Caitlyn Doughty ผู้ทำงานเป็นสัปเหร่อและเป็นเจ้าของสถานประกอบพิธีศพในสหรัฐฯ หนังสือตีพิมพ์ในฉบับภาษาไทยครั้งแรกในปี 2564 แปลโดย กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บุ๊คสเคป

หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านไปสำรวจวัฒนธรรมงานศพจากทั่วโลก ทั้งพิธี ‘มาเนเน’ ซึ่งเป็นพิธีกรรมของชาวโทราจาในอินโดนีเซีย พวกเขาจะขุดร่างคนตายขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ใส่เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมให้ บ้างก็ถ่ายรูปครอบครัว เพื่อแสดงความเคารพผู้ตายและเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างคนสองโลก หรือจะเป็นการฝังศพบนฟ้าของชาวทิเบต ที่จะนำร่างผู้ตายให้นกแร้งจัดการ หรือจะเป็นการบรรจุอัฐิในโกศเรืองแสงสุดล้ำในญี่ปุ่น

ผู้เขียนใช้น้ำเสียงในการเล่าที่เป็นกันเอง ทำให้อ่านได้แบบเพลิน ๆ เหมือนเพื่อนเล่าสู่กันฟัง นอกจากนี้ ในส่วนของพิธีศพยังอัดแน่นไปด้วยรายละเอียด เราจะได้เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการศพจนถึงเชิงตะกอน หลุมศพ หรือคืนสู่ธรรมชาติตามแต่วัฒนธรรมของผู้ล่วงลับ

รายละเอียดของพิธีศพยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการมองโลกของวัฒนธรรมที่ต่างกัน เช่น ในงานศพแบบอเมริกันที่ต้องรีบนำศพไปแช่ฟอร์มาลีน อาจสะท้อนว่าวัฒนธรรมนี้มองศพเป็นของเน่าเปื่อย สกปรก ต้องรีบจัดการ ในขณะที่การบรรจุอัฐิในโกศเรืองแสงที่โตเกียวอาจสะท้อนชีวิตที่ผสานเทคโนโลยีของชาวญี่ปุ่น

นอกจากความ ‘ว้าว’ และ ‘โอ้โห’ เมื่อได้รู้พิธีกรรมการจัดการศพที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนแล้ว ผู้เขียนยังได้วิจารณ์การจัดงานศพในแบบตะวันตก โดยเฉพาะแบบอเมริกัน ที่งานศพได้แปรเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจ ทำให้การจัดงานศพมีราคาแพงหูฉี่

มีการศึกษาเมื่อปี 2020 พบว่า การจัดงานศพเต็มรูปแบบในสหรัฐฯ ที่รวมค่าดองศพ ดูแลศพ ค่าโลง ค่าจัดงานในโบสถ์ ไปจนถึงพิธีฝัง จะมีค่าบริการเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 8,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.6 แสนบาทเลยทีเดียว หรือการตั้งกฎเกณฑ์มากมายที่เอาเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยมาบังหน้า เช่น การดองศพ  ซึ่งไม่ได้มีกฎหมายบังคับแต่อย่างใด อันที่จริงเพียงแค่แช่เย็นศพไว้ก่อนฝังก็เพียงพอแล้ว แต่สถานประกอบพิธีศพมักทำให้ดูเหมือนเป็นข้อบังคับเพื่อเรียกเก็บเงินเพิ่ม นอกจากนี้ ศพที่ไม่ได้ดองก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่ากับน้ำยาดองศพ ที่ทำให้สัปเหร่อหลายคนเสี่ยงเป็นมะเร็งจากการสูดดมสารเคมี

และข้อที่ ‘เป็นเลิศ’ ที่สุดคือ การพรากครอบครัวและญาติที่กำลังโศกเศร้าออกจากผู้ล่วงลับ ผู้เขียนได้เล่าในหนังสือว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่ตัดสินใจเรื่องการจัดการศพที่เพิ่งตายคือ สถานพยาบาลหรือสถานประกอบพิธีศพ ซึ่งพวกเขาจะรีบนำศพไปจัดการภายในหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ได้มีเวลาให้ครอบครัวได้ใช้เวลาครั้งสุดท้ายกับคนที่รัก

นอกจากการพาไปทำความรู้จักกับพิธีศพแล้ว ในแต่ละบทผู้เขียนก็จะพาไปพบผู้คนหลากหลาย บ้างก็เป็นญาติผู้ตาย บ้างก็เป็นคนในชุมชน ผู้อ่านจะได้เรียนรู้วิธีคิดของคนเหล่านี้ที่เพิ่งผ่านการสูญเสีย ได้เห็นพวกเขารับมือกับการจากไปของคนที่รัก

การได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของญาติมิตรผู้ตาย ทำให้ผมมองงานศพเสียใหม่ เดิมทีผมมองงานศพผ่านมุมมองของคนตาย ทำให้คนตายไปสู่สุขคติ หรืองานศพเป็นการเคารพคนตาย แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ผมก็เปลี่ยนมุมมองจากฝั่ง ‘ผู้ล่วงลับ’ มาเป็นฝั่ง ‘ผู้ที่ยังอยู่’

งานศพเป็นพิธีกรรมที่คนเป็นใช้ในการรับมือกับความเศร้า เป็นการพยายามรักษาสายสัมพันธ์กับผู้ตาย ไม่ให้เชือกเส้นนั้นขาดลง เหมือนกับพิธีกรรมมาเนเนที่มีการขุดร่างผู้ตายขึ้นมา ทำความสะอาดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ บ้างก็เอาบุหรี่ให้ ทำราวกับว่าผู้ล่วงลับเหล่านี้ยังไม่ไปไหน

หนังสือเล่มนี้ยังทำให้ผมเริ่มหลงใหลในงานศพ เริ่มมองงานศพเป็นพิธีกรรมที่บรรจุคุณค่าทางวัฒนธรรมซึ่งสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และทำให้ผมเริ่มมองประเพณีของชุมชนในวัฒนธรรมต่างๆ โดยปราศจากอคติ

แต่ส่วนที่ส่งผลต่อผมอย่างมากในช่วงหลังมานี้คือ หน้าตาของงานศพของผมเอง

สำหรับผมที่เป็นคนไม่นับถือศาสนา ผมเคยวาดฝันไว้ว่างานศพของผมอยากให้จัดในแบบเรียบง่าย อาจมีการฉายหนังที่ผมชอบดู เปิดเพลงที่ผมชอบฟัง แต่ที่สำคัญ ผมอยากให้เป็นงานที่เหล่าแขกเหรื่อได้มาพบปะพูดคุยกันรำลึกความหลังเสียมากกว่า

นอกจากเรื่องงานศพแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังเปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อ ‘ความตาย’ อีกด้วย แม้ผู้เขียนไม่ได้ให้คำตอบว่า ‘ตายแล้วไปไหน?’ ที่ผมถามตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต แต่ทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับความตายมากขึ้นด้วยการตีตั๋วรถไฟพาไปชมพิธีศพอันหลากหลายจากทั่วโลก ได้เห็นการมองความตายในมุมใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่จุดจบ หรือเป็นเรื่องที่ห้ามพูดถึง

มันทำให้ผมกล้ามองหน้ากับความตายตรง ๆ หลังจากที่ผมหลบหน้ามันด้วยความกลัว ผมมองความตายเป็นสิ่งปกติสามัญมากขึ้น          ราวกับหนังสือเล่มนี้จะบอกว่า ‘ความตายไม่ใช่คนแปลกหน้า’ อันที่จริง ‘ความตายเป็นเพื่อนสนิทของมนุษย์เสียด้วยซ้ำไป’

มีประโยคเปิดเรื่องของหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบมาก ผู้เขียนยกคำพูดของจิตแพทย์ เออร์วิน ยาลอม เขียนไว้ว่า

‘ผู้ใหญ่ที่เจ็บปวดจากความหวาดกลัวความตายไม่ได้แปลกหรือติดโรคประหลาด ครอบครัวและวัฒนธรรมที่ฟูมฟักชายและหญิงเหล่านี้ต่างหาก ที่ไม่สามารถถักทอเสื้อผ้าอาภรณ์ที่หนาพอให้พวกเขาทนต่อความหนาวเย็นของความตายได้’


อ้างอิง

Nicole Archer. (25 พฤษภาคม 2563). Funerals are expensive, broken and exploitative. They have to change. เข้าถึงได้จาก cnet: https://www.cnet.com/culture/features/funerals-are-expensive-broken-exploitative-they-have-to-change/

funeralocity. (ม.ป.ป.). Average Funeral Cost in the US. เข้าถึงได้จาก funeralocity: https://www.funeralocity.com/average-funeral-price

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0
Writings

Original Character: เรื่องราวตัวละครต้นฉบับของ 9 ผู้สร้างสรรค์

เรื่องและภาพ:  วรัชยา สุริยะพันธุ์  ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เหล่า ‘สายผลิต’ ซึ่งเป็นศัพท์สแลงที่ใช้เรียกกลุ่มนักเขียน นักวาดและนักทำงานฝีมืออิสระต่างตั้งตารอมาออกบูธในงาน ‘Comic Avenue’ อีเวนต์เกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนและอนิเมะที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักวาดและนักทำงานฝีมือซื้อขายผลงานและพบปะกลุ่มศิลปินด้วยกันเอง รวมทั้งแฟนคลับที่ติดตามพวกเขาผ่านโซเชียลมีเดีย หรือกับลูกค้าจรที่เดินผ่านมาและสะดุดตาผลงานของพวกเขาจนสนใจซื้อสินค้าของผู้ออกบูธกลับบ้านไปด้วย หนึ่งในสีสันที่ทำให้งานนี้แตกต่างจากงานอื่นคือการปรากฏตัวของกลุ่มตัวละครที่เรียกว่า ‘Original Character’ หรือตัวละครต้นฉบับของเหล่าศิลปินที่ได้รับการสร้างสรรค์ตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ประวัติของตัวละครไปจนถึงโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่ หลายครั้งตัวละครเหล่านั้นถูกนำไปผลิตเป็นสินค้ามากมายเพื่อวางขายในงานเช่น Comic Avenue แม้บางครั้งจะไม่ได้รายได้มากก็ตาม  Varasarn Press จะพาไปพบกับเรื่องราวจากปลายปากกาศิลปิน ...

Writings

ในเมื่อไม่มีอะไรเป็นต้นฉบับอีกต่อไป เรายังต้องเคารพต้นฉบับอยู่ไหม?

เขียน: ปานชีวา ถนอมวงศ์ ภาพประกอบ: ภัชราพรรณ ภูเงิน “ไม่มีอะไรเป็นต้นฉบับที่แท้จริงหรอก จงขโมยจากอะไรก็ตามที่สะท้อนถึงแรงบันดาลใจ หรือจุดประกายจินตนาการของคุณ และเลือกขโมยแค่จากสิ่งที่สื่อสารกับจิตวิญญาณอย่างตรงไปตรงมา ถ้าคุณทำตามนี้ ผลงาน (และการขโมย) ของคุณก็จะเป็นของแท้ ความจริงแท้เป็นสิ่งที่ล้ำค่า ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ไม่มีจริง ...

Writings

‘ปล่อยวาง’ พูดง่าย แต่ทำยาก?: การปล่อยวางกับสังคมในยุคปัจจุบันจากมุมมองของนักวิชาการ

เขียน: แพรพิไล เนตรงาม ภาพ: ภัชราพรรณ ภูเงิน เคยรู้สึกเหนื่อยไหมที่ต้องพยายามทำหรือควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ใจต้องการ? ในสังคมที่เร่งรีบและมีการแข่งขันสูง คนเราอาจเคยพบเจอความสัมพันธ์ที่ไม่สมหวัง ไม่ผ่านสัมภาษณ์งาน มีหน้าที่ที่ต้องดูแลคนในครอบครัว หรือแม้แต่ความผิดที่เคยก่อยังคงวนเวียนอยู่ในใจไม่จางหาย เราคาดหวัง เราโกรธ เราโลภ ...

Writings

Queen of Arts and Crafts พระพันปี ผู้ฟื้นฟูศิลปะไทย

เขียน: กองบรรณาธิการวารสารเพรส ภาพประกอบ: สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนานับประการ และหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำอย่างมากคือพระราชปณิธานในการฟื้นฟูศิลปะและวัฒนธรรมไทย จนได้รับการยกย่องให้เป็น ‘Queen of Arts and ...

Writings

จากศูนย์สู่เซียน(?): จะเป็นอย่างไรเมื่อธรรมศาสตร์สอนพระเครื่อง

เขียน: วรัชยา สุริยะพันธุ์ ภาพประกอบ: ภัชราพรรณ ภูเงิน   จากกรณีถกเถียงของสองเซียนพระเครื่องชื่อดัง บอย ท่าพระจันทร์ และ โอ๊ต บางเเพ เรื่องมาตรฐานการพิจารณาพระเครื่องจริง-ปลอมของ เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ปี 2508 ปลุกกระแสให้วงการพระเครื่องกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง มีกลุ่มผู้สนใจพระเครื่องรุ่นใหม่ที่ต้องการหาความรู้ก่อนเข้าวงการเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับพระเครื่องในกลุ่มเฟซบุ๊ก ผู้ชื่นชอบพระเครื่องและเพจเซียนพระ สถาบันเสริมศึกษาฯ หรือ TU NEXT แหล่งรวมหลักสูตรออนไลน์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ...

Writings

ศิลปิน VS AI : ศิลปินผู้สร้างดนตรีจะทำอย่างไร เมื่อ AI (อาจ) แต่งเพลงสื่อสารทางใจแทนมนุษย์ด้วยกันได้

เรื่องและภาพประกอบ: เปรมชนก พฤกษ์พัฒนรักษ์ วันนี้ วันที่ 25 ตุลาคม เป็นวันศิลปินนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชิดชูศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานผ่านศิลปะทุกแขนงทั่วโลก ทว่าในปัจจุบันทุกๆ วงการ ไม่เว้นวงการศิลปะทางดนตรี กลับถูกปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วงชิงพื้นที่การประกอบอาชีพ ...

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save