SocietyWritings

ว่าด้วยการเมืองเรื่องความทรงจำ: บาดแผลสงครามเย็นกับการจัดการอดีตของรัฐ

เขียน รณรต วงษ์ผักเบี้ย

กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง

      ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษแล้วนับจากเหตุการณ์ 6 ตุลา หนึ่งในโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากห่ากระสุนและระเบิดจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าปิดล้อมแล้ว ฝูงชนที่กรูเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พร้อมที่จะรุมประชาทัณฑ์เหล่าผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 คน บาดเจ็บ 145 คน และถูกจับกุม 3,094 คน

      อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนี้กลับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก อาจมีสาเหตุจากความรุนแรงของเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมจนทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่อยากพูดถึง รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนความอัปลักษณ์ของสังคมไทยในหลายด้านจนทำให้ผู้คนไม่อยากนึกถึงหรือรื้อฟื้นขึ้นมา เพราะมันอาจทำลายภาพมายาคติ ‘สยามเมืองยิ้ม’ หรือความเป็นเมืองพุทธของไทย ถึงขั้นว่าเหตุการณ์นี้อาจไม่มีวันถูกบรรจุให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในแบบเรียนและทำการเรียนการสอนเพื่อถอดบทเรียนได้

      เมื่อเลือกจะไม่พูดถึง 6 ตุลา ภารกิจในการจดจำจึงตกอยู่กับภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ งานรำลึกครบรอบ 20 ปี 6 ตุลา ในปี 2539 จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวซึ่งเคยถูกเก็บงำเริ่มได้รับการบอกเล่าในพื้นที่สาธารณะ ผ่านนิทรรศการ และกิจกรรมรำลึกหลากหลายรูปแบบ ทว่าแม้ความทรงจำจะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ความยุติธรรมกลับยังไม่เกิดขึ้น เพราะนับจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีแม้แต่คนเดียว

      ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องเผชิญบาดแผลจากสงครามเย็น  ในอีกหลายประเทศทั่วโลก รัฐก็เคยมีบทบาทในการปราบปรามผู้เห็นต่างไม่ต่างกัน คำถามคือเมื่อเวลาผ่านไปประเทศเหล่านั้นจัดการกับอดีตที่น่าอึดอัดเหล่านี้อย่างไร

จากเกสตาปูสู่การกวาดล้างคอมมิวนิสต์

      หากเหตุการณ์ 6 ตุลา คือบาดแผลที่สังคมไทยยังถกเถียงกันว่าจะจดจำหรือหลงลืม อินโดนีเซียเองก็เคยเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือเหตุการณ์เกสตาปู (Gestapu) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 1965 เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การสังหารหมู่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในวงกว้าง มีการประมาณการจำนวนผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 500,000-2,000,000 คน จนได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดของยุคสงครามเย็น

      ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1960 พรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหภาพโซเวียตและจีนเท่านั้น ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดีซูการ์โน (Sukarno) ผู้นำสายชาตินิยม ผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม ขณะเดียวกันซูการ์โนก็ทำหน้าเป็นเกราะคุ้มครองพรรค PKI ท่ามกลางกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในประเทศ

      ในอีกด้าน กองทัพอินโดนีเซียเริ่มรู้สึกไม่พอใจประธานาธิบดีซูการ์โน ที่ถูกมองว่าทำให้ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ และให้การสนับสนุนพรรค PKI มากเกินไป กองทัพจึงค่อย ๆ สร้างแนวร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์พร้อมกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ผ่านความร่วมมือทางทหารและการศึกษาของนายทหาร

      ความขัดแย้งระหว่างกองทัพและฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งในวันที่ 30 กันยายน 1965 คณะนายทหารจากกองอารักขาประธานาธิบดีก็ได้นำกองทัพพร้อมสรรพาวุธเข้าก่อการรัฐประหารที่เมืองจาการ์ตา พร้อมกับจับตัวนายทหารระดับนายพล 7 นาย ผู้ถูกพบภายหลังว่าโดนสังหารและทิ้งศพไว้ในบ่อน้ำร้าง 

      ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม 1965 พลตรีซูฮาร์โต (Suharto) นายพลจากฝ่ายกองทัพอินโดนีเซีย ได้นำกองกำลังเข้าปราบปรามขบวนการดังกล่าวและทำรัฐประหารซ้อนจนยึดอำนาจได้สำเร็จ โดยเหตุการณ์ความพยายามก่อการรัฐประหารครั้งนี้เป็นที่มาของชื่อ ‘Gerakan September Tigapuluh’ ที่แปลว่าขบวนการวันที่ 30 กันยายน และถูกเรียกอย่างย่อว่า ‘เกสตาปู’ หรือ ‘G30S/PKI’

      เหตุการณ์เกสตาปูก็มีการถกเถียงคาดเดาต่างๆ นานา ว่าต้นตอของการรัฐประหารมาจากฝ่ายใดกันแน่ ระหว่างกองทัพอินโดนีเซียหรือฝ่ายคอมมิวนิสต์ ฝ่ายซูฮาร์โตและกองทัพอินโดนีเซียกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของฝ่ายคอมมิวนิสต์ หลังจากซูฮาร์โตได้รับมอบอำนาจในการดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ เขาสั่งยุบพรรค PKI อีกทั้งมีการออกกฎหมายให้การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้การออกใบอนุญาตให้มีการกวาดล้างสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรค PKI ส่งผลให้เกิดการสังหารและจับกุมคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศ ผู้ต้องขังถูกทรมานด้วยวิธีการที่ทารุณ ทั้งทุบตีด้วยอาวุธ ล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนสมาชิกและผู้สนับสนุนที่ไม่ถูกจับ ก็จะถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นคอมมิวนิสต์และกีดกันออกจากสังคม และถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐ

ความทรงจำเกสตาปูในยุคระเบียบใหม่

      หลังขึ้นสู่อำนาจจากเหตุการณ์เกสตาปู ซูฮาร์โตพยายามสร้างความชอบธรรมให้ระบอบการปกครองของตนผ่านการควบคุมทรงจำเกี่ยวกับอดีต กองทัพอินโดนีเซียจัดตั้งศูนย์ประวัติศาสตร์ของกองทัพและทำงานร่วมกับนักวิชาการ จัดทำแบบเรียน พิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์ และสื่อหลากหลายรูปแบบ เพื่อวางเรื่องเล่าชุดใหม่ให้กับสังคมอินโดนีเซีย เรื่องเล่าชุดนี้ยกให้กองทัพเป็นผู้กอบกู้ชาติ ขณะที่คอมมิวนิสต์ถูกวาดภาพเป็นปิศาจร้ายที่ทรยศประเทศชาติ

      ความทรงจำดังกล่าวถูกฝังอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างอนุสาวรีย์ปัญจสีลาในกรุงจาการ์ตา ไปจนถึงเนื้อหาในแบบเรียนและหนังสือประวัติศาสตร์ของรัฐ นายทหารทั้งเจ็ดที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เกสตาปูได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ผู้พลีชีพของชาติ’ (Martyr) ขณะที่พรรค PKI ถูกระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้บงการเหตุการณ์ โดยแบบเรียนจำนวนมากกำหนดให้ใช้คำว่า G30S/PKI ทุกครั้ง เพื่อเชื่อมเหตุการณ์วันที่ 30 กันยายนเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์โดยตรง

      ใช่ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะมั่นใจว่าเรื่องเล่าของพวกเขาจะอยู่ค้ำฟ้า ปี 1990 ที่สหภาพโซเวียตใกล้ล่มสลายเต็มที รัฐบาลอินโดนีเซียเกิดความกังวลว่า เรื่องเล่า ‘ปิศาจคอมมิวนิสต์’ ของพวกเขาจะเสื่อมความขลังลง จึงมีการจัดแสดงแบบจำลองสามมิติแสดงภาพการทรมานทหารนายพล และมีส่วนจัดแสดงการทรยศของคอมมิวนิสต์ (Museum of Communist Treachery) ตั้งเด่นหราอยู่กลางพิพิธภัณฑ์อนุสาวรีย์ปัญจสีลา เพื่อเน้นย้ำถึงความชอบธรรมในการปกครองของกองทัพต่อไป

      อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าของรัฐไม่ได้ดำรงอยู่โดยปราศจากการท้าทาย หลังการสิ้นสุดอำนาจของซูฮาร์โตในปี 1998 การเซนเซอร์สื่อค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ผู้รอดชีวิตจากการกวาดล้างคอมมิวนิสต์เริ่มออกมาเล่าประสบการณ์ของตนเองมากขึ้น พวกเขาพูดถึงการจับกุมโดยไม่มีข้อกล่าวหา การถูกทรมาน การสูญเสียครอบครัว และการถูกตีตราจากสังคมมานานหลายสิบปี นักข่าว นักเขียน และนักวิชาการจำนวนไม่น้อยก็มีส่วนช่วยบันทึกความทรงจำเหล่านี้ให้ปรากฏในพื้นที่สาธารณะ

         นอกจากผู้รอดชีวิตแล้ว เหล่าผู้เสียชีวิตก็เป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้เพื่อความทรงจำเช่นกัน ในปี 1999 กลุ่มผู้รอดชีวิตได้รวมตัวกันก่อตั้งมูลนิธิ Foundation for the Research into Victims of the 1965–1966 Killings (YPKP) เพื่อบันทึกคำบอกเล่าจากผู้รอดชีวิต และค้นหาตำแหน่งหลุมศพหมู่ที่ใช้ฝังคอมมิวนิสต์ที่ถูกสังหารในช่วงการกวาดล้าง ขุดร่างผู้เสียชีวิตและนำไปทำพิธีและฝังใหม่อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์

      ศิลปะกลายเป็นอีกสนามหนึ่งของการต่อสู้เพื่อทรงจำ ภาพยนตร์ สารคดี นิยาย และการแสดงที่กล่าวถึงเหตุการณ์ปี 1965 เริ่มปรากฏมากขึ้นหลังสิ้นสุดยุคซูฮาร์โต งานเหล่านี้ไม่ได้มุ่งถกเถียงว่าเหยื่อเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ หากแต่พยายามคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้คนที่เคยถูกทำให้เหลือเพียงตัวเลขหรือคำกล่าวหา และเรียกร้องให้สังคมหันกลับมาทบทวนความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงความยุติธรรมที่ยังไม่เคยได้รรับการสะสางอย่างแท้จริง

ปฏิบัติการคอนดอร์ เครือข่ายกำจัดผู้เห็นต่างในยุคเผด็จการอเมริกาใต้ 

      ขณะเดียวกันในอีกฟากหนึ่งของโลก สงครามเย็นได้ทิ้งร่องรอยความรุนแรงไว้ในอเมริกาใต้ไม่ต่างจากเอเชียตะวันออก ในช่วงทศวรรษ 1960 แนวคิดชาตินิยม สังคมนิยม และแนวคิดฝ่ายซ้ายได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาค สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สหรัฐอเมริกามองว่าอิทธิพลของตนใน ‘สวนหลังบ้าน’ กำลังถูกท้าทาย จึงเข้าแทรกแซงการเมืองในภูมิภาคอย่างเข้มข้น ทั้งผ่านการสนับสนุนกองทัพ การช่วยเหลือด้านข่าวกรอง และการสนับสนุนรัฐบาลที่มีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์

ตลอดช่วงทศวรรษ 1960-1970 รัฐบาลฝ่ายซ้ายหลายแห่งถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร ขณะที่ผู้นำเผด็จการทหารที่ขึ้นสู่อำนาจในหลายประเทศต่างดำเนินนโยบาบการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างหนัก ความร่วมมือดังกล่าวค่อยๆ พัฒนาไปสู่เครือข่ายลับข้ามพรมแดนที่มีชื่อว่า ‘ปฏิบัติการคอนดอร์’ (Operation Condor)

ปฏิบัติการคอนดอร์ถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 1970 จากความร่วมมือระหว่างเผด็จการทหารในอเมริกาใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินา โบลิเวีย ชิลี เอกวาดอร์ บราซิล ปารากวัย เปรู อุรุกวัย โดยมีสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน เป้าหมายของเครือข่ายนี้มีเพียงอย่างเดียวคือการติดตาม จับกุม และกำจัดผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อระบอบการปกครอง

      เครือข่ายดังกล่าวเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ก่อนจะขยับขยายไปสู่การลักพาตัวผู้เห็นต่างที่หนีออกจากประเทศของตน ส่งกลับประเทศต้นทาง และการลอบสังหารผู้เห็นต่างที่ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้นำทางการเมืองคนสำคัญผู้เป็นศัตรูกับรัฐบาล

      เบื้องหลังปฏิบัติการลับนี้คือเครือข่ายคุกลับและศูนย์ทรมานที่กระจายอยู่ในภูมิภาค หนึ่งในสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายคือ Automotores Orletti ในบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เป็นโรงงานเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นสถานที่คุมขังและทรมานเหยื่อ ขณะที่ในอุรุกวัย บ้านสองชั้นหลังหนึ่งที่ชื่อ Casona de Punta Gorda ก็ถูกใช้เป็นสถานที่กักขังเหยื่อในลักษณะเดียวกัน

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ มีการคาดการณ์ว่าความสูญเสียอาจสูงถึงหลายหมื่นคน ก่อนที่ปฏิบัติการจะค่อยๆ ยุติลงในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 พร้อมกับการเสื่อมอำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหารอาร์เจนตินา

      ปฏิบัติการคอนดอร์ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงผู้สูญหายนับหมื่นคนหรืออาคารคุมขังเก่าแก่ แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญว่าพวกเขาจะจัดการกับอดีตอันเจ็บปวดเหล่านี้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ความรุนแรงเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นอีก

“ไม่เอาอีกแล้ว” การคืนความยุติธรรม สู่เส้นทางประชาธิปไตย

      หลังการล่มสลายของปฏิบัติการคอนดอร์ อาร์เจนตินากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่พยายามเผชิญหน้ากับอดีตอย่างจริงจัง แตกต่างจากอินโดนีเซียที่กองทัพยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดความทรงจำของสังคม ในกรณีอาร์เจนตินาเหล่าผู้ก่อความรุนแรงสูญเสียอำนาจทางการเมือง พร้อมกับความพ่ายแพ้ของระบอบเผด็จการทหาร

      ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังอาร์เจนตินาพ่ายแพ้อังกฤษในสงครามเกาะฟอล์กแลนด์ (หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า มัลบินัส) ที่สั่นคลอนความชอบธรรมของรัฐบาลทหารอย่างรุนแรง ในปี 1983 เลโอโปลโด กัลติเอรี (Leopoldo Galtieri) ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา และหนึ่งในผู้นำเผด็จการทหารฆุนตา (junta -คำที่ใช้เรียกคณะเผด็จการทหารในอาร์เจนตินา) ประกาศลาออกและเปิดทางสู่การเลือกตั้ง แต่ก่อนลงจากอำนาจ รัฐบาลได้พยายามลบล้างร่องรอยของตนเอง ทั้งการนิรโทษกรรมและการทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อไว้ 

      ภายใต้แรงกดดันจากประชาชนและเครือญาติของผู้สูญหาย ราอูล อัลฟอนซิน (Raúl Alfonsín) ประธานาธิบดีคนใหม่ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการ National Commission on the Disappearance of Persons (CONADEP) เพื่อทำหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอุ้มหาย กักขัง ทรมาน และสังหารประชาชนในช่วง Dirty War ระหว่างปี 1976-1983

      ในปี 1984 คณะกรรมการได้เผยแพร่รายงานชื่อ Nunca Más (ไม่เอาอีกแล้ว) รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกความจริง หากยังกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้นำเผด็จการทหาร

นี่เป็นครั้งแรกในอเมริกาใต้ที่ทหารถูกไต่สวนในศาลพลเรือน ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายของการเข้าสู่สังคมประชาธิปไตยที่แข็งแรง

      หลายสถานที่ที่เคยเป็นศูนย์กักขังและทรมานในยุคเผด็จการไม่ได้ถูกทุบทิ้ง แต่ถูกเก็บรักษาไว้ในฐานะพยานของประวัติศาสตร์ เช่น โรงงานรถ Orletti ที่กลายเป็นอนุสรณ์สถานให้ผู้คนเข้าชมได้ หรือสนามกีฬาแห่งชาติชิลีที่เคยเป็นสถานที่กักขังทรมานผู้คนนับหมื่นคน มีการติดป้ายขนาดใหญ่ว่า “Un pueblo sin memoria es un pueblo sin futuro” (ประชาใดที่ไร้อดีต คือประชาที่ไร้อนาคต) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้นั้น ต้องเริ่มจากการ ‘จำ’ เสียก่อน

      การต่อสู้เพื่อความทรงจำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในศาลหรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หากยังดำเนินต่อในงานศิลปะด้วย เช่น ผลงานของชูเอา ปินา (João Pina) ชุดภาพถ่ายสารคดีชื่อ Condor ที่เล่าเรื่องความรุนแรงในช่วงปฏิบัติการคอนดอร์ โดยมีภาพจากหลายประเทศที่เข้าร่วมปฏิบัติการ ภาพผู้รอดชีวิตจากการถูกทรมาน ภาพศูนย์กักขังทรมาน หรืองานศพของเหยื่อ ซึ่งงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและบาดแผลที่ปกคลุมไปทั่วทั้งภูมิภาค

หากอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของสังคมที่รัฐพยายามผูกขาดการตีความอดีต อาร์เจนตินาก็เป็นตัวอย่างของสังคมที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ความจริงหลายด้านถูกบอกเล่า ความแตกต่างสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่อยู่ที่เงื่อนไขทางการเมืองหลังเหตุการณ์นั้นว่าผู้มีอำนาจยังสามารถกำหนดความหมายของอดีตได้ต่อไปหรือไม่

      เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แม้จะมีความพยายามรื้อฟื้นความทรงจำอย่างต่อเนื่องจากภาคประชาชน ทั้งผ่านการจัดงานรำลึก การจัดทำคลังข้อมูลออนไลน์ และการส่งเสียงของผู้รอดชีวิตหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ความพยายามเหล่านี้กลับก็ได้รับเพียงความเงียบงันจากรัฐ นับตั้งแต่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม พ.ศ. 2521 ซึ่งมีผลให้จำเลยคดี 6 ตุลา ทั้ง 18 คน ได้รับการนิรโทษกรรม ขณะที่ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์และหนึ่งในจำเลยในคดีนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวอาจส่งผลเสมือนการ ‘ล้างบาป’ ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข่นฆ่า ทรมาน และการกระทำอันย่ำยีศักดิ์ศรีของผู้เสียชีวิตด้วย แม้ตัวบทกฎหมายจะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรงก็ตาม 

      หลังการปล่อยตัวจำเลยคดี 6 ตุลา เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กล่าวขอให้ผู้พ้นโทษปล่อยวางอดีต และเริ่มต้นใหม่เพื่อความสามัคคีของชาติ อีกทั้งยังขอให้มหาวิทยาลัยและกลุ่มนักศึกษาลดขนาดกิจกรรมรับขวัญผู้พ้นโทษ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นความพยายามในการคลี่คลายคายความขัดแย้งผ่านการก้าวข้ามผ่านอดีต มากกว่าการสืบค้นความจริงหรือแสวงหาความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

      ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เหตุการณ์ 6 ตุลา ยังคงอยู่ในภาวะที่ข้อเท็จจริงหลายด้านไม่ได้รับการคลี่คลาย ไม่มีคณะกรรมการค้นหาความจริง ไม่ปรากฏกระบวนการเอาผิดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง และไม่มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด

      หากประเทศไทยต้องการจะก้าวพ้นจากวงจรความรุนแรงทางการเมือง การสืบค้นความจริงจากอดีตอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

      บทเรียนจากอาร์เจนตินาอาจไม่ได้อยู่ที่การลงโทษผู้กระทำผิดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยืนยันว่าความทรงจำและความจริงเป็นเงื่อนไขสำคัญของสันติภาพ ที่ระหว่างการกล่าวปิดคดีฆุนตา ฆูลิโอ สตราสเซรา (Julio César Strassera) อัยการผู้รับผิดชอบการไต่สวนได้กล่าว ประโยคที่ยังคงถูกจดจำมาจนถึงปัจจุบันว่า

      “Fundar una paz basada no en el olvido, sino en la memoria.” 

      การสร้างสันติภาพนั้น ไม่ได้สร้างด้วยการลืม แต่อยู่บนฐานแห่งการจำ


อ้างอิง

ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล. (10 เมษายน 2566). Never Again: ‘เปลี่ยนผ่าน’ ให้พ้นความรุนแรงและความยุติธรรมแบบไทยๆ – ว่าด้วยความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านการเมือง กับ ประจักษ์ ก้องกีรติ. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก The 101.World: https://www.the101.world/prajak-kongkirati-transitional-justice-interview/

ทวีศักดิ์ เผือกสม. (2555). ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย: รัฐจารีตบนหมู่เกาะ ความเป็นสมัยใหม่แบบอาณานิคม และสาธารณรัฐแห่งความหลากหลาย. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.

ธงชัย วินิจจะกูล. (2568). ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 (สุภัตรา ภูมิประภาส, ผู้แปล). สำนักพิมพ์มติชน. (ผลงานต้นฉบับตีพิมพ์ในปี 2563)

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ. (2 ตุลาคม 2569). ย้อนเส้นเวลา 50 ปี 6 ตุลา ผ่านสายตา ‘รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ’. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก BBC News ไทย: https://www.bbc.com/thai/articles/cq0klkzpd7n6o

อรอนงค์ ทิพย์พิมล. (21 กันยายน 2563). 55 ปีเหตุการณ์เกสตาปู: การสังหารหมู่คอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย (1). เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก The 101.World: https://www.the101.world/indonesian-mass-killings-1/

เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์. (8 กันยายน 2563). การอุ้มหายในลาตินอเมริกาในช่วงสงครามเย็น: กรณีศึกษา Operation Condor (1). เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก The 101.World: https://www.the101.world/operation-condor-1/

เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์. (4 ตุลาคม 2563). การอุ้มหายในลาตินอเมริกาในช่วงสงครามเย็น: กรณีศึกษา Operation Condor (2). เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก The 101.World: https://www.the101.world/operation-condor-2/

Argentina.gob.ar. (2020, September 18). “Fundar una paz basada no en el olvido, sino en la memoria.” Ministerio de Justicia y Derechos Humanos. https://www.argentina.gob.ar/noticias/fundar-una-paz-basada-no-en-el-olvido-sino-en-la-memoria

Israr, I., Anatona, A., & Midawati, M. (2024). Sukarno, the Army, and the PKI during the Guided Democracy Era: A Complex Triangular Relationship. Analisis Sejarah: Mencari Jalan Sejarah, 15(2), 185–191. https://doi.org/10.25077/jas.v15i2.153

McGregor, K. (2016). Cold War scripts: Comparing the military’s version of 30 September 1965 with that of the communist party. South East Asia Research, 24(2), 242–260. https://doi.org/10.1177/0967828X16649310

Plan Cóndor. (n.d.). Automotores Orletti. Retrieved October 2026, from Plan Cóndor: https://plancondor.org/en/taxonomy/term/235

Plan Cóndor. (n.d.). Casona de Punta Gorda. Retrieved October 2026, from Plan Cóndor: https://plancondor.org/en/taxonomy/term/204

Plan Cóndor. (n.d.). Estadio Nacional de Chile. Retrieved October 2026, from Plan Cóndor: https://plancondor.org/en/taxonomy/term/175

Preda, C. (2020). The transnational artistic memorialisation of Operation Condor: Documenting a “distribution of the possible.” Journal of Latin American Cultural Studies, 29(2), 251–269. https://doi.org/10.1080/13569325.2020.1801398

Wikipedia contributors. (2026, September 17). National Commission on the Disappearance of Persons. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. Retrieved 06:34, October 10, 2026, from https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=National_Commission_on_the_Disappearance_of_Persons&oldid=1375328101

Wikipedia contributors. (2026, September 27). Operation Condor. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. Retrieved October 10, 2026, from https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Operation_Condor&oldid=1377077448

Wikipedia contributors. (2026, September 30). Dirty War. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. Retrieved October 10, 2026, from https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Dirty_War&oldid=1377592534

Wikipedia contributors. (2026, September 30). Trial of the Juntas. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. October 10, 2026, from https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Trial_of_the_Juntas&oldid=1377596679

Winward, M. (2018). Capture from Below: Civil–Military Relations during Indonesia’s Anticommunist Violence, 1965–66. Indonesia 106(1), 111-136. https://dx.doi.org/10.1353/ind.2018.0017.

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Society

Features

โอกาสใหม่ นอกกำแพงสูง : เมื่อการพ้นโทษ ไม่ได้แปลว่าพ้นจากการถูกตีตรา

เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง และ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ เรียบเรียง สุตาภัทร มาลาพร, ธีรภัทร กมล, รณรต วงษ์ผักเบี้ย, กัลย์สุดา ทองดี, ...

Articles

ความเลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์เลือกที่จะหยุด ‘คิด’

เรื่อง: สิทธิเดช สายพัทลุง ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในเกมแนว MOBA ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องสิ่งปลูกสร้างของทีมตัวเองและทำลายสิ่งปลูกสร้างของทีมอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนไม่ส่งผลกระทบอะไร หรืออาจใหญ่โตถึงขนาดทำให้แพ้ได้เลย และยิ่งถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความผิดพลาดของเรา มันมักจะต้องตามมาด้วยถ้อยคำก่นด่าที่จะเด้งขึ้นมาตรงมุมของจออยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าส่งมาจากใครสักคนในหมู่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือ ...

Articles

อำนาจที่ 4 และรัฐธรรมนูญที่ถูกแช่แข็ง

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ผลการออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 4 มีนาคม ระบุว่า มีประชาชนถึง 21,621,638 ...

Articles

“สงกรานต์” แสนแพง: เมื่อรัฐเอื้อทุนพลังงาน แก้วิกฤตด้วยการสงเคราะห์

เรื่อง: ธาวิน กิตติพงศ์พิทยา ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา “สงกรานต์” ควรเป็นช่วงเวลาที่คนบ้านไกลได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวอันเป็นที่รัก ทว่าปีนี้กลับเป็นปีที่หลายคนคิดหนัก คนที่เคยกลับก็ชั่งใจ ส่วนคนที่มีสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวยยิ่งชั่งใจกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ทุนในการเดินทางและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ...

Articles

เปลี่ยนจาก ‘สาดน้ำ’ เป็น ‘อ้อมกอด’: คืนความเรียบง่ายให้สงกรานต์ยุคน้ำมันแพง

เรื่อง: ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา สงกรานต์ปีนี้ คิดยังไงก็คงไม่สนุกสุดเหวี่ยงแบบตัวเปียกทุกพื้นที่ที่น้ำเข้าถึง ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ หรืออำเภอใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดที่มีการจัดงานคงไม่เห็นความแตกต่างจากทุกปีมากนัก แต่พอไม่ใช่เมืองใหญ่ การเล่นน้ำสงกรานต์อาจจะเหลือแค่การรอสาดน้ำประแป้งคนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านตัวเองแบบเหงา ๆ ...

Articles

ในวันที่ระเบียบโลกสั่นคลอน ระเบียบไทยกลับเข้าสู่จุดเดิม

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเผชิญกับภาวะสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจ ประเทศไทย — จากชัยชนะการเลือกตั้งของภูมิใจไทย — กลับแสดงปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะเลือกเส้นทางที่ย้อนกลับไปสู่ ‘จุดเดิม’ อีกครั้ง ชัยชนะของภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งในสภาถึง ...

0 %