เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง

“ข้าจะเชือดหมูเลี้ยงดูเจ้าเอง”
ประโยคแสนจริงใจจาก ฝานฉางอวี้ สาวเชือดหมู ผู้เป็นเจ้าของกิจการร้านขายหมูในเมืองเล็กๆ เอ่ยกับ เซี่ยเจิง (หรือเหยียนเจิ้ง) สามีของเธอ
อาจฟังดูแปลกตาไม่มากก็น้อย เมื่อผู้พูดประโยคนี้กลับเป็นฝ่ายหญิงที่เติบโตมาในกรอบความคิดทางเพศแบบเดิม ที่เชื่อว่า ผู้ชายนั้นเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นผู้เลี้ยงดูฝ่ายหญิง เป็นคนที่ต้องออกไปทำงานหาเงิน และเป็น ‘ผู้นำ’ ครอบครัว
ล่าหยก (Pursuit of Jade) (2026) ซีรีส์โทรทัศน์สัญชาติจีนแนวย้อนยุค โรแมนติกและสงคราม ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างล้นหลาม โดยเพียง 6 วันหลังการออกอากาศครั้งแรก ก็มีเรตติ้งทะลุ 10,000 จุด บนแพลตฟอร์ม iQIYI โดยซีรีส์ล่าหยกถูกดัดแปลงมาจากนิยายออนไลน์ชื่อดัง จู๋อวี้ หรือ Chasing Jade เขียนโดย ถวนจื่อไหลสี (团子来袭 Tuánzi Láixí)
ล่าหยก เล่าเรื่องผ่าน ฝานฉางอวี้ (รับบทโดย เถียนซีเวย) สาวเชือดหมู ผู้รับช่วงต่อกิจการร้านขายหมูจากครอบครัว เธอสูญเสียพ่อแม่ และต้องอาศัยอยู่กับน้องสาวเพียงสองคน การใช้ชีวิตในแต่ละวันจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ในวันหนึ่งที่หิมะตกหนัก เธอได้ช่วยชีวิต เซี่ยเจิง (รับบทโดย จางหลิงเฮ่อ) โดยที่ไม่รู้เลยว่าเขาคือแม่ทัพใหญ่ผู้มีบรรดาศักดิ์ อู่อันโหว ซึ่งเป็นตำแหน่งพระราชทานจากกษัตริย์แก่แม่ทัพผู้เก่งกาจ เซี่ยเจิงเลือกใช้นามสมมุติ เหยียนเจิ้ง กับเธอ เพื่อปกปิดตัวตนหลังรอดชีวิตจากการถูกลอบทำร้ายโดยศัตรู ในตอนนั้นเซี่ยเจิงบาดเจ็บเจียนตาย ด้วยจิตใจเมตตา ฉางอวี้จึงตัดสินใจพาเซี่ยเจิงกลับมารักษาที่บ้าน
หลังพ่อแม่จากไปกะทันหัน แม้ฉางอวี้จะกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวไปโดยปริยาย แต่ตามกฎหมายต้าอิ้น (ชื่อราชวงศ์สมมติและระบบกฎหมายในล่าหยก) ในครอบครัวที่ไม่มีทายาทชาย ทรัพย์สินที่มีอยู่จะตกเป็นของญาติไป และเพื่อรักษาบ้านของครอบครัว ฉางอวี้จึงได้ขอร้องให้เซี่ยเจิง ชายหนุ่มปริศนาที่ช่วยเหลือจากกองหิมะแต่งงานกับเธอ และกลายเป็น ‘เขยแต่งเข้า’ ของสกุลฝาน
เมื่อผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้นำครอบครัว
ในสังคมเอเชียตะวันออก มีแนวคิดหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างมากและฝังรากลึกมาอย่างยาวนานกว่า 2,000 ปี นั่นก็คือ แนวคิดขงจื๊อ ที่มุ่งเน้นคำสอนไปที่การพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ผ่านหลักต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แนวคิดการศึกษาไม่ควรจำกัดชนชั้น แนวคิด ‘เหริน’ (仁) ความมีเมตตา คุณธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ ‘หลี่’ (礼) การเคารพกฎระเบียบและมีมารยาท ‘เซี่ยว’ (孝) การกตัญญูต่อบรรพบุรุษ รวมถึงหลักความสัมพันธ์ทั้ง 5 ที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 5 รูปแบบ อันได้แก่ 1.ผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง 2.บิดามารดาและบุตร 3.พี่และน้อง 4.สามีและภรรยา และ 5.เพื่อนและเพื่อน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีการจัดระเบียบทางสังคมตามแนวคิดของขงจื๊อ
ในงานสัมมนาวิชาการ ‘ผู้หญิงในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก : พลวัตสังคม อดีต ปัจจุบัน’ เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุวรรณา สถาอานันท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนมองถึงอีกหนึ่งแนวคิดในวัฒนธรรมจีนที่มีความสัมพันธ์กับแนวคิดขงจื๊อก็คือ แนวคิดเรื่องการสืบสกุลฝ่ายชาย (Patrilineal)
แนวคิดเรื่องการสืบสกุลฝ่ายชาย (Patrilineal) มองว่า การสืบเชื้อสายเป็นหน้าที่ของลูกชาย และลูกชายมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ (ตามหลักเซี่ยวและความสัมพันธ์ทั้ง 5 ของขงจื๊อ) ในทางกลับกัน ลูกสาวเมื่อแต่งงานแล้ว จะต้องย้ายไปอยู่บ้านฝ่ายชาย และจะไม่ถูกบันทึกอยู่ในสายตระกูล
อาจารย์ยังให้ความเห็นอีกว่า บทบาท ฝานฉางอวี้ ผ่านซีรีส์ล่าหยก มีการใช้ท่าที ‘ท้าทาย’ ขนบจารีตของขงจื๊อ และใช้วิธีการกระเซ้าเย้าแหย่แนวคิดแบบเดิมที่มี การก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวของฝานฉางอวี้ จึงเหมือนเป็นสิ่งที่ขัดกับแนวคิดการสืบสกุลฝ่ายชาย (ที่มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดขงจื๊อ) ที่ว่า “หญิงอยู่ในบ้าน แต่อยู่นอกสกุล ชายอยู่นอกบ้าน แต่อยู่ในสกุล” ซึ่งหมายความว่า ผู้หญิงให้อยู่แต่ในบ้าน ส่วนโลกข้างนอก (พื้นที่การค้า การเมือง การทหาร ฯลฯ) นั้นเป็นของผู้ชาย และผู้ชายจะอยู่ในสายสืบสกุล ดังนั้น การที่ฝานฉางอวี้ออกไปทำงานนอกบ้านด้วยอาชีพสาวเชือดหมู จึงเปรียบเสมือนการล้อเล่นกับแนวคิดการสืบสกุลฝ่ายชาย
การรับเขยแต่งเข้าของฝานฉางอวี้
ในสกุลที่ไร้ทายาทชาย หรือมีแต่บุตรสาว การสืบสายสกุลฝ่ายชายจะขาดหายไป หากแต่ฝานฉางอวี้รับเซี่ยเจิงเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน เพื่อสืบสายสกุลฝานของตนเองให้สามารถคงอยู่ต่อไปได้ตามแนวคิดนั้น
สุวรรณากล่าวว่า เป็นเรื่องพบได้ยากที่ฝ่ายชายจะยอมแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง เพราะหากเทียบกันแล้ว การแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงจะเท่ากับว่าตนไม่ได้ช่วยเหลือตระกูล (เนื่องจากปกติผู้หญิงจะเป็นฝ่ายแต่งออกเพื่อสืบสกุลฝ่ายชาย) นอกจากนี้ เมื่อมีลูก ก็ต้องใช้แซ่สกุลของแม่ การที่เซี่ยเจิงยอมแต่งเข้าบ้านฝานฉางอวี้ จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยนัก
“นับจากนี้ไป ทุกเรื่องราวเชื่อฟังภรรยาผู้เพียบพร้อม ปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง” เซี่ยเจิงกล่าว
“วันหน้าหากมีเรื่องใด เราจะปรึกษากัน ตัดสินใจร่วมกัน” ฝานฉางอวี้กล่าว
อาจารย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝานฉางอวี้ ทำให้เรามองเห็นความเป็นภาพตัวแทนของผู้หญิงในศตวรรษที่ 21 ที่มองว่า การใช้ชีวิตครอบครัวจะต้องใช้การปรึกษาหารือกัน ไม่จำเป็นต้องให้ใครสักคนเป็นผู้นำครอบครัวอยู่เสมอไป คำพูดของฝานฉางอวี้ในฉากแต่งงานนี้ จึงเปรียบเสมือนการกะเทาะเปลือกความเชื่อเดิมที่ว่า ผู้หญิงต้องคอยพึ่งพาผู้ชาย อีกทั้ง แม้แต่เขยแต่งเข้าอย่าง เซี่ยเจิง ก็ยังคงใช้ตรรกะเดิมเพียงเปลี่ยนเป็นผู้ชายต้องเชื่อฟังผู้หญิงเท่านั้น และสิ่งนี้ก็คือตรรกะเดิมของระบบปิตาธิปไตย (หรือชายเป็นใหญ่) ที่ฝังลึกอยู่ในสังคม
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เขียนยังมองว่า จริงๆ แล้ว การกลับด้านของอำนาจระหว่างเพศที่เกิดขึ้นในล่าหยก อาจไม่ได้หมายความว่า แนวคิดเพศหนึ่งเป็นผู้นำ เพศหนึ่งเป็นผู้ตาม จะมลายหายไป แต่สิ่งนี้กลับเป็นเพียงการสลับตำแหน่งของตัวละครฝานฉางอวี้และเซี่ยเจิงเท่านั้น
แม้ว่าบทบาทในสังคมของฝานฉางอวี้ อาจไม่ได้เขย่าแบบแผนเดิมของโลกปิตาธิปไตยมากนัก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความเป็น ‘ฝานฉางอวี้’ สาวเชือดหมู หัวหน้าสกุลฝาน ก็เย้าแหย่ความเชื่อเดิมอยู่ไม่น้อย เพราะภายใต้กรอบโลกเดิมที่ฝ่ายชายเป็นเสาหลักของครอบครัว การที่ฝานฉางอวี้กลับกลายเป็นผู้ให้ที่พึ่งพิงแก่เซี่ยเจิง จึงเปรียบเสมือนการกลับด้านของบทบาทระหว่างหญิง-ชาย อีกด้วย
เพศใดยิ่งใหญ่ อาจไม่ใช่สิ่งที่เฝ้าฝันหา
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ฝานฉางอวี้ ก็เป็นดั่งภาพแทนของความสัมพันธ์ระหว่างหญิง-ชายในปัจจุบันที่มีความเสมอภาคและทัดเทียมกันในสังคมมากขึ้น
และท้ายที่สุดแล้ว การพยายามมองว่าเพศใดยิ่งใหญ่กว่ากัน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถาม บางทีนี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็น เพราะแม้การสลับบทบาทระหว่างหญิงและชายจะมีให้เห็นอยู่กลายๆ ในซีรีส์เรื่อง ล่าหยก และมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอันใดที่เราจะมองเช่นนั้น แต่หากมองลึกลงไปอีกครั้งกับฉากแต่งงานในประโยคสั้นๆ ที่ได้ใจความจากฉางอวี้ที่ว่า เมื่อเกิดปัญหาใดในครอบครัว เราจะปรึกษากันและกัน สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ชวนผู้อ่านคิดต่อไปว่า แท้จริงแล้ว เราไม่ได้กำลังมองหาบทบาทความยิ่งใหญ่ หรือการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ใดๆ เพียงแต่สิ่งที่เรามองหาจริงๆ อาจเป็นการที่ไม่ต้องมีใครเป็นผู้นำ หรือใครเป็นผู้ตาม แต่เป็นคำถามที่ว่า เรายังจำเป็นจะต้องมีเพศที่ยิ่งใหญ่ในสังคมที่แสนกว้างใหญ่นี้หรือเปล่า?
อ้างอิง
Adhikan D. (21 กันยายน 2561). เลือดข้นคนจาง: ความคลั่งลูกชายของสังคมจีนที่กำลังเปลี่ยนแปลง. เข้าถึงได้จาก Sanook: https://www.sanook.com/news/7514146/
Feminista. (29 มกราคม 2563). “ระบบชายเป็นใหญ่”คืออะไรนะ? เข้าถึงได้จาก https://www.feminista.in.th/post/patriarchy
Nuttida Wongputtarungsee. (25 ตุลาคม 2567). ปรัชญาว่าด้วย “ศาสตร์แห่งการปกครอง” ของขงจื่อ. เข้าถึงได้จาก ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: https://sclc.mfu.ac.th/sclc-5677/sclc-6265/detail/News/33393.html
Nuttida Wongputtarungsee. (26 กันยายน 2568). พลวัตการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวจีน. เข้าถึงได้จาก ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: https://sclc.mfu.ac.th/sclc-5677/sclc-6265/detail/News/40869.html
Zeng Qingjie. (Director). (2026). Pursuit of Jade [Series]. iQiyi, Tencent Video and Vast Entertainment.
Trust News. (27 มีนาคม 2569). 4 สถิติ “ล่าหยก” ทุบประวัติศาสตร์ ครองใจผู้ชม 191 ประเทศทั่วโลก. เข้าถึงได้จาก https://www.trustnews.news/content/2642
เดียวดายพันลี้. (1 ตุลาคม 2567). คำสอนของขงจื๊อที่สำคัญที่สุด คือเรื่องใดบ้าง. เข้าถึงได้จาก Punlie: https://www.punlie.com/5158/
ผู้จัดการออนไลน์. (8 มีนาคม 2569). เรื่องย่อ ซีรีส์จีน “ล่าหยก •Pursuit of Jade” [2026]. เข้าถึงได้จาก https://mgronline.com/drama/detail/9690000022899











