เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง และ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์
เรียบเรียง สุตาภัทร มาลาพร, ธีรภัทร กมล, รณรต วงษ์ผักเบี้ย, กัลย์สุดา ทองดี, ธาวิน กิตติพงศ์พิทยา และ สรินรัตน์ ตั้งสิริมงคลกุล
ภาพถ่าย สุตาภัทร มาลาพร
กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์

“พอออกมาแล้วยังไม่ชิน เข้าเซเว่นยังเผลอถอดรองเท้าอยู่เลย”
คนหนึ่งคนที่ต้องเข้าไปรับผลจากความผิดพลาดของตัวเอง เป็นเวลาหลายเดือน หลายปี หรืออาจจะนับสิบปีที่ไม่ได้ออกมาพบเจอกับโลกนอกกำแพงนั้น เมื่อถึงวันสิ้นสุดการรับโทษ การกลับไปใช้ชีวิตนอกเรือนจำที่เฝ้ารอมานานไม่ได้หมายความทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมทันที…
สำหรับคนที่อยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน โลกภายนอกอาจเปลี่ยนไปมากกว่าที่คาดคิด ครั้นได้ออกมาจึงจำต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ ใหม่อีกครั้ง เรียนรู้ทุกอย่างจากโลกภายนอกที่เปลี่ยนไป เรียนรู้การใช้ชีวิตธรรมดา หรือเรียนรู้แม้กระทั่งการเข้าใช้บริการร้านสะดวกซื้อ
คำพูดนี้สะท้อนถึงความไม่คุ้นเคยในโลกปัจจุบันของพี่ต้อย (นามสมมติ) หญิงผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำยาวนานกว่า 13 ปี
เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้พ้นโทษผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและ Workshop ของกลุ่มวิชาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
13 ปี หลังกำแพงเรือนจำของพี่ต้อย สถานที่ที่คนในนั้นต้องถอดรองเท้า เธอเล่าว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นเพียงเพราะเธอรับฝากของจากเพื่อนที่ไว้ใจ นำไปสู่คดีครอบครองยาเสพติดกว่า 16,000 เม็ด ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยฉุดรั้งพี่ต้อยเอาไว้
เมื่อเวลาพ้นผ่านไปกว่าหนึ่งทศวรรษ สถานะของเธอก็ถึงเวลาเปลี่ยนเป็น ‘ผู้พ้นโทษ’ ขณะเดียวกัน โลกภายนอกกำแพงนั้นก็ได้ผันแปรไปอย่างมาก พี่ต้อยจึงต้องค่อยๆ ใช้เวลาเรียนรู้เพื่อการกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
พี่ต้อยเล่าให้เราฟังว่า ความเป็นธรรมคือสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด แต่ในการต่อสู้คดีจะต้องใช้เงินมหาศาล ในตอนนั้น การพิสูจน์ความบริสุทธิ์นั้นมีค่าใช้จ่ายที่หนักเกินกว่าครอบครัวเธอจะรับไหว เธอจึงไม่ได้ต่อสู้คดีต่อ และได้รับโทษจำคุก 50 ปี และเธอบอกกับตัวเองไว้ว่า “นี่คือสิ่งที่เธอจะต้องยอมรับให้ได้จากความผิดพลาดที่ไว้ใจเพื่อนตัวเอง” พี่ต้อยบอกกับเรา
“พี่ออกมา พี่ไม่กล้ามองหน้าใครเลย ตอนที่อยู่ข้างในคุก เรามองหน้าเจ้าหน้าที่ทัณฑสถาน เขาก็ถามแล้วว่ามึงมองอะไร”
เสียงจากพี่เมย์ หญิงผู้ใช้เวลาราว 10 ปีในโลกหลังกำแพง
การโดนต่อว่า โดนกดขี่และถูกตีตรา เป็นสิ่งที่พี่เมย์ต้องเผชิญ เธอเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่คาดหวังจะใช้ชีวิตธรรมดาๆ อย่างการทำงานหาเงินเพื่อคนที่รัก
แต่ชีวิตของเธอกลับต้องพลิกผัน และเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังอดีตคนรักเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด จนพี่เมย์ต้องเข้ารับโทษในคดีเดียวกัน และต้องจากลาแม่กับลูกของเธอไป เพื่อเดินทางเข้ารับผิดในที่ที่ไม่คุ้นเคย
เธอบอกกับเราว่าการเข้าไปอยู่ในเรือนจำก็เป็นสิ่งสมควรที่กลายเป็นบทเรียนให้กับการตัดสินใจที่พลาดพลั้ง แต่ถึงอย่างนั้นการใช้ชีวิตในกำแพงที่ว่า ก็มาพร้อมกับประสบการณ์มากมายที่เธอต้องเจอ ทั้งการโดนกดขี่ ถูกตีตรา และลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
พี่เมย์เล่าว่า เพื่อนของเธอที่ออกมาจากเรือนจำ มีน้อยคนนักที่จะหางานธรรมดาทำได้ บ้างถูกเชิญออกหลังพบประวัติ บ้างถูกตัดสิทธิ์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร และท้ายที่สุด เมื่อไร้งาน ก็พาลให้ไร้เงิน หนทางที่พอมีให้เลือกคือการย้อนกลับไปเส้นทางเดิมที่เคยผิดพลาด ทำให้เห็นว่าการพ้นโทษไม่ได้หมายความว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่จะเกิดขึ้นได้ทันที
แม้สถานะทางกฎหมายจะเปลี่ยนจากผู้ต้องขังเป็นผู้พ้นโทษแล้ว แต่อดีตที่ติดตามพวกเขาไม่ห่างก็อาจยังส่งผลต่อการรับรู้ของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อผู้คนยังเลือกที่จะมองพวกเขาผ่านประวัติในอดีต
แม้การตัดสินในชั้นศาลจะสิ้นสุดลงพร้อมการรับโทษ แต่สำหรับผู้พ้นโทษ การตัดสินอาจไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะยังต้องเผชิญกับสายตาและทัศนคติของผู้คนในสังคม การหยิบยื่นโอกาสให้ใครสักคนอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป แต่กลับไม่ง่ายนักสำหรับคนที่เคยต้องโทษจำคุก
สังคมไทยเรา เปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษมากแค่ไหน?
เมื่อการกลับมาใช้ชีวิตของผู้พ้นโทษได้เริ่มต้นขึ้น การพูดถึงการให้โอกาสจึงเป็นสิ่งที่สังคมยังคงเกิดการตั้งคำถาม ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ระบุว่า ผู้พ้นโทษร้อยละ 30 มีการกระทำผิดซ้ำภายในระยะเวลา 3 ปี
ขณะที่ข้อมูลจากสารนิพนธ์เรื่อง ‘อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ’ ได้ระบุว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ผู้พ้นโทษไม่สามารถหางานทำได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการถูกตีตราและทัศนคติในทางลบที่มีต่อผู้พ้นโทษ เนื่องจากสังคมไม่ยอมรับและไม่ให้โอกาส ส่งผลให้ผู้พ้นโทษไม่มีที่ยืนในสังคม เกิดเป็นความคิดที่ว่าตนเองนั้นไม่มีคุณค่า ถูกผู้อื่นมองในทางลบและไม่เห็นหนทางในอนาคต จึงวนกลับเข้าสู่วงจรการกระทำผิดซ้ำ
“ไปอยู่ไหนมา หลังเขาเหมือนเพิ่งออกมาจากคุก” ประโยคที่พี่เมย์ได้รับจากคนแปลกหน้าในตอนที่เธอแสดงออกว่าไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ “โห แทงใจกูมากเลย” เธอบอกเราเสียงสั่นๆ
แม้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากความตั้งใจ แต่กลับเห็นการผลิตซ้ำและการตีตราที่แทรกซึมอยู่ในสังคมที่สร้างบาดแผลให้พวกเขาได้ไม่เว้นแต่ละวัน
รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้เสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปิดรับผู้พ้นโทษในสังคมไทยแก่พวกเราว่า การตีตราไม่ได้มาจากโลกความเป็นจริงเพียงอย่างเดียว แต่สื่อโซเชียลมีเดียต่างก็มีผลในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ตอกย้ำความผิดพลาดของผู้พ้นโทษ สิ่งนี้ทำให้ผู้พ้นโทษที่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้รับผลกระทบจากการฉายภาพของสื่อที่นำเสนอมุมมองในแง่ลบมากกว่าแง่บวก สายตาคนภายนอกจึงหวาดกลัวและหนีห่างจากพวกเขา (ผู้พ้นโทษ) มากขึ้น
นอกจากนั้น ‘ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์’ ก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน เช่น คดีบัญชีม้า ที่บางครั้งพวกเขาอาจไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดกฎหมายอย่างไร บางคนที่เข้าคุกไปแล้ว ก็ส่งผลต่อการทำงาน เพราะผู้ประกอบการหวาดกลัวที่จะจ้างงานผู้พ้นโทษ เนื่องจากสืบได้ว่ามีประวัติอาชญากร แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าได้รับโทษจากการกระทำผิดใด โทษการฆ่าผู้อื่น โทษการฉ้อโกง หรือโทษการเป็นบัญชีม้า อาจารย์อัจฉรากล่าว
โอกาสในการทำงานที่ถูกสะกัดไว้ เมื่อต้องตรวจประวัติอาชญากรรม
“หน่วยงานราชการมันก็ต้องเป็น Role Model ให้คนอื่นก่อนไหม”
อาจารย์อัจฉราพูดด้วยอารมณ์ขัน พร้อมเสริมว่าแม้กระทั่งในหน่วยงานราชการเองก็ยังมีการตรวจประวัติเช่นกัน ชวนให้เราฉุกคิดและตั้งคำถามไปยังภาครัฐกับกรณีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของคนที่มาสมัครงาน นำไปสู่คำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน
“ถ้าเกิดผู้ก้าวพลาดไปสมัครงาน อยากให้เปิดใจรับเขาสักนิด ถ้าเกิดว่าเขาได้มีงานทำเขาจะไม่ไปกระทำความผิดซ้ำเลย”
พี่ต้อยผู้พ้นโทษเล่าให้เราฟัง ด้วยความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อดูแลครอบครัว ทว่าก็มาพร้อมกับความกลัวต่อการกลับไปสู่สังคมภายนอก เพราะอดีตที่ติดตัวเธอนั้น ยากเกินกว่าจะได้รับการยอมรับจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะการสมัครเข้าทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เธอจึงพยายามไขว่คว้าทุกโอกาส แม้ว่าจะโดนปฏิเสธหรือโดนเอาเปรียบจากนายจ้าง ด้วยประวัติการต้องโทษที่ติดตัวเธออยู่ เธอก็จะสู้ต่อไป
อาจารย์อัจฉรากล่าวว่า เมื่อเริ่มสมัครงาน การยื่นเรซูเม่ก็คงเป็นสิ่งแรกที่เราทุกคนต้องทำกัน แต่สิ่งที่พิเศษและเป็นที่น่ากังวลใจกับพวกเขา (ผู้พ้นโทษ) ก็คือการมีช่องว่างไว้ให้กรอกประวัติอาชญากรรม
อาจารย์อธิบายต่อว่า ประเด็นปัญหาการตรวจสอบข้อมูลของผู้พ้นโทษที่อาจส่งผลให้เกิดการจ้างงานยากขึ้น ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองทะเบียนประวัติอาชญากร ควรทำอย่างไรกับประวัติอาชญากร
ข้อมูลจากกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ในปัจจุบันมีโครงการ ‘ลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตให้ประชาชน’ โดยจะมีการลบหรือคัดแยกประวัติอาชญากรรมให้แก่บุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบ โดยการจัดเก็บประวัติบุคคลออกเป็น 3 ทะเบียน ได้แก่ 1) ทะเบียนประวัติผู้ต้องหา 2) ทะเบียนประวัติอาชญากร 3) ทะเบียนประวัติผู้กระทำความผิดที่มิใช่อาชญากร และปรับปรุงหลักเกณฑ์การถอนประวัติออกจากฐานข้อมูลของกองทะเบียนประวัติอาชญากร เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลประวัติอาชญากรให้เป็นปัจจุบัน
อาจารย์อัจฉราเพิ่มเติมอีกว่า ข้อเสนอเหล่านี้อาจช่วยให้หน่วยงานหรือภาคเอกชน ไม่ตีตราผู้พ้นโทษจากประวัติอาชญากรรม และเป็นอีกหนึ่งข้อเสนอในการลดผลกระทบจากประวัติอาชญกรรมต่อการสมัครงานของผู้พ้นโทษ
อาจารย์ให้ความเห็นว่า ผู้พ้นโทษบางส่วนมีทักษะงานช่างและงานบริการที่ได้ฝึกฝนมาจากช่วงที่อยู่ในเรือนจำ ซึ่งอาจนำไปใช้ประกอบอาชีพหลังพ้นโทษได้ การกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานขึ้นอยู่กับโอกาสในการได้รับการยอมรับจากนายจ้างและคนรอบข้าง
อาจารย์อัจฉราเสนอว่า รัฐควรเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีให้ภาคเอกชนที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน โดยเทียบเคียงกับกลไกการจ้างงานคนพิการ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องจ้างคนพิการตามสัดส่วน หรือใช้ทางเลือกอื่นตามมาตรา 34–35
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มาตรา 33, 34 และ 35 จะเห็นว่ากฎหมายได้เปิดทางเลือกให้สถานประกอบการไว้ 3 ทางหลักๆ คือ การรับคนพิการเข้าทำงานตามสัดส่วน (มาตรา 33) การส่งเงินเข้ากองทุนหากไม่พร้อมรับเข้าทำงาน (มาตรา 34) หรือเลือกให้สัมปทานและฝึกอบรมอาชีพแทน (มาตรา 35) จะเป็นส่วนช่วยให้หลายฝ่ายได้รับผลประโยชน์
นอกจากนี้ อาจารย์เสนอเพิ่มเติมว่า การจัดระบบพี่เลี้ยงในที่ทำงานจะช่วยสร้างแรงใจและแนะนำทักษะอาชีพจริง เพราะคนที่ติดคุกนาน 10–20 ปี ต้องปรับตัวกับโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
อาจารย์อัจฉราเสริมว่า การมีพี่เลี้ยงจะช่วยส่งเสริมทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการทำเรซูเม่และการสมัครงานที่เรือนจำไม่เคยอบรมมาก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสได้งาน ช่วยให้ไม่ต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม และลดการกระทำผิดซ้ำ
สามผู้ประกอบการ สามมุมมอง

ทัศนคติจากผู้ประกอบการเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ส่งผลอย่างอ้อมๆ แก่เหล่าผู้พ้นโทษ และเป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อโอกาสในการ ‘ได้งานทำ’ ของเหล่าผู้เคยพลาดพลั้งด้วยเช่นกัน
ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ อายุ 21 ปี
เขามองว่า การจ้างงานในผู้พ้นโทษในธุรกิจขนาดเล็กอาจมีความเสี่ยงที่รับไม่ได้ เนื่องจาก SME ต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี ทำให้ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ ส่วนเรื่องของฐานเงินเดือนนั้นไม่ต่างกัน คือจ่ายตามเกณฑ์ปกติที่มี แต่จะต้องมี KPI ในการประเมินผ่านงานที่เข้มงวดมากกว่าและต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ในด้านทัศนคติที่บุคคลรอบตัวมี ทั้งเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าที่ผ่านเข้ามา อาจเกิดความไม่สบายใจ ไม่อยากยุ่ง หรือไม่อยากอยู่ด้วยตามลำพัง และอาจรู้สึกไม่ปลอดภัย หากรู้ว่าเคยกระทำผิดมาก่อน เพียงแต่ผู้ประกอบการคนนี้ก็ยังมองว่าหากผู้พ้นโทษทำงานได้ดีก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหา แต่ถ้ารู้ว่าเคยกระทำความผิดจนต้องรับโทษมาก็จะเกิดความระแวงและไม่ไว้วางใจ
ในส่วนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเขาเสนอว่า การให้องค์ความรู้และทักษะที่เท่าทันโลก พร้อมใช้งานได้จริงผ่านหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะช่วยให้ผู้พ้นโทษมีโอกาสได้กลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง และการมีงานทำอย่างถูกต้องจะช่วยลดปัญหาสังคมในระยะยาวได้
กรรมการผู้จัดการบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อายุ 61 ปี
เขามองว่า การจ้างงานในพนักงานทั่วไปและผู้พ้นโทษใช้อัตราจ้างเดียวกัน รวมถึงกฎระเบียบและมาตรการด้านความปลอดภัยก็ใช้เหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างใดๆ
บรรยากาศในที่ทำงานก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากพนักงานทั่วไปมากนัก เพราะบริษัทไม่ได้มีการเปิดเผยประวัติแก่ผู้อื่น อีกทั้งเขายังมองว่า ด้านความสามารถและความไว้วางใจก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากพนักงานทั่วๆ ไปเช่นกัน
ในส่วนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของผู้พ้นโทษ เขาเสนอว่า กรมราชทัณฑ์และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ควรปลูกฝังแนวคิดและทักษะในงานอุตสาหกรรมเพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้พ้นโทษสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานมากขึ้น
เจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตลูกบิดประตู อายุ 61 ปี
เธอมองว่า การรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน คือหนึ่งในโอกาสที่จะช่วยต่อลมหายใจให้กับพวกเขา และผู้พ้นโทษไม่ได้แตกต่างจากพนักงานคนอื่น ทุกคนสามารถเข้าทำงานได้เหมือนกันหมด
ส่วนมุมมองเรื่องความไว้ใจ เธอมองว่าการวางตัวของผู้พ้นโทษอาจมีผลกับเพื่อนร่วมงานได้ แต่ทั้งนี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบุคคลด้วย
ในด้านการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าทำงานของผู้พ้นโทษ เธอเสนอว่า ควรมีการสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่ผู้พ้นโทษ และมีการควบคุมความประพฤติอยู่เป็นระยะๆ โดยอาจใช้ผ่านเครื่องมือให้ความเห็นจากฝ่ายบุคคลหรือผู้ประกอบการ
เธอมองว่า การมีชื่อว่าเป็นผู้พ้นโทษไม่ได้ส่งผลต่อการสมัครงานมากนัก เพราะการสมัครงานจะพิจารณาเป็นบุคคลไป โดยไม่ได้ตัดสินจากการเป็นผู้พ้นโทษ ไม่อาจตัดสินคนจากภูมิหลังได้ เพราะเธอเชื่อว่าคนสามารถเปลี่ยนได้เสมอ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงตัวอย่างมุมมองจากเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจที่แตกต่างกัน มุมมองต่อผู้พ้นโทษและโอกาสในการทำงานนั้นมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตีตราและตัดสินตัวตนที่ผ่านมาของเหล่าผู้พ้นโทษก็ยังมีให้เห็นอยู่
ให้ชีวิตได้มี ‘โอกาสครั้งที่สอง’
“มีแต่คนเหมือนกับรังเกียจเรา แบบมองเราตั้งแต่หัวถึงเท้า เรารู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เราทำผิดไปแล้ว แต่เราก็สามารถที่จะกลับมาเป็นคนดีได้นะ” พี่ต้อยในปัจจุบัน แม้จะออกมาจากเรือนจำกว่า 1 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงมีความกังวลใจเสมอว่าสังคมภายนอกจะไม่ยอมรับเธอ
รวมถึงพี่เมย์เอง ในตอนที่ก้าวออกมา ความรู้สึกแรกของเธอก็คือความกดดัน “วันแรกที่ออกมาจากคุก พี่นั่งร้องไห้” พี่เมย์กล่าว
อาจารย์อัจฉรา ผู้ที่พยายามผลักดันประเด็นของผู้พ้นโทษ ชวนให้เรามองเห็นเหตุแห่งความกลัว รวมถึงเรื่องของสุขภาพจิตว่า ในความเป็นจริง ผู้พ้นโทษอยากทำให้คนภายนอกเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำผิดนั้น ได้รับการชดใช้ผ่านการถูกคุมขังเรียบร้อยแล้ว ใครๆ ล้วนไม่อยากถูกตัดสินเป็นครั้งที่สอง ทั้งเรื่องความเครียด ความวิตกกังวล เช่น ถูกคนที่รักทิ้ง ญาติพี่น้องไม่เอา ส่งผลให้ผู้พ้นโทษเหล่านี้มีความกลัวตั้งแต่อยู่ในเรือนจำ และพอออกจากเรือนจำมา พวกเขาก็มีความกังวลอีกว่าจะปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกยังไง อาจารย์อัจฉรากล่าว
การพ้นโทษอาจหมายถึงการได้รับอิสรภาพจากหลังกำแพงเรือนจำ แต่ไม่ได้หมายถึงการหลุดพ้นจากสายตาและทัศนคติที่มองไปยังตัวพวกเขาไปพร้อมกัน
สำหรับพี่ต้อยและพี่เมย์ การกลับมาใช้ชีวิตภายนอกจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร แต่ยังมีอีกคำถามว่า สังคมพร้อมเปิดพื้นที่ให้พวกเธอเริ่มต้นใหม่มากแค่ไหน
เพราะการพ้นโทษอาจเป็นจุดสิ้นสุดของการรับโทษตามกฎหมาย แต่สำหรับบางคน มันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสายตาของสังคม
อ้างอิง
กุลชาติ รังสิมันต์. (2566). อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ. (สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย). Chulalongkorn University Intellectual Repository. https://digital.car.chula.ac.th/cgi/viewcontent.cgi?article=11849&context=chulaetd
กองควบคุมวัตถุเสพติด. (ม.ป.ป.). คู่มือการปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานคนพิการสำหรับนายจ้างหรือเจ้าของประกอบการ ตามพระราชบัญยัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม. https://narcotic.fda.moph.go.th/penalty-narco-phycho-volatile-head/category/narcotic-type1
กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ. (2566, 16 พฤศจิกายน). สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดให้บริการประชาชน ตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการ “ลบประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตให้ประชาชน”. https://saranitet.police.go.th/uncategorized_16112023_48241/
TIJ. (24 กุมภาพันธ์ 2566). ถอดบทเรียน “การกระทำความผิดซ้ำ” สู่การส่งเสริมการ “ไม่ตีตรา” ผู้พ้นโทษ. https://knowledge.tijthailand.org/th/article/detail/47











