DataFeaturesWritings

ผู้สูงอายุไทยกับวิกฤตสถานดูแลผู้สูงอายุที่ไม่เพียงพอ

เรื่อง: ผู้สูงอายุไทยกับวิกฤตสถานดูแลผู้สูงอายุที่ไม่เพียงพอ

ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศในโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุหรือสังคมสูงวัย (Aging Society) ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 ตามนิยามขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิดและจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง โดยประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุเมื่อปี พ.ศ. 2548 และในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14

รายงานของกรมกิจการผู้สูงอายุเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ พบว่าประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 65,773,086 คน มีผู้สูงอายุจำนวน 14,247,715 คน คิดเป็นร้อยละ 21.66 ขณะที่เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุจำนวน 13,064,929 คิดเป็นร้อยละ 20.08 หมายความว่าสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มจากร้อยละ 20.08 มาเป็นร้อยละ 21.66 ในระยะเวลา 2 ปีเศษ

ด้วยการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุนี้ส่งผลให้ประเทศไทยเกิดปัญหาในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน สวัสดิการ สาธารณสุข รวมไปถึงด้าน “สถานดูแลผู้สูงอายุ” ที่มีปริมาณไม่เพียงพอ เห็นได้จากจำนวนสถิติและข่าวการรอคิวเข้าสถานดูแลฯ ของรัฐบาลที่อาจจะต้องรอถึงหลัก 10-20 ปี เพื่อที่จะได้เข้ารับบริการ

สถานดูแลผู้สูงอายุคืออะไร

จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการสังคม ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค และบ้านวาสนะเวศม์ สถานดูแลฯ คือสถานที่ให้การพักพิงแก่ผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและความต้องการที่จะอาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีคนดูแลอย่างครบวงจร ไม่ต้องอยู่คนเดียว มีสังคม มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือเป็นผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ไม่มีรายได้ มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ โดนทำร้ายร่างกาย ถูกทอดทิ้ง โดยสามารถแบ่งสถานดูแลฯ ออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ สถานดูแลฯ ของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า “ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ” และสถานดูแลฯ ของเอกชน

ความแตกต่างของจำนวนสถานดูแลฯ ของภาครัฐบาลและเอกชน

ขณะนี้ประเทศไทยมีสถานดูแลฯ ของรัฐบาลจำนวน 12 แห่ง และมีสถานดูแลฯ ของเอกชน 1,109 แห่งทั่วประเทศ  แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของสถานดูแลฯ ของเอกชนที่มีจำนวนมากกว่าถึง 92 เท่า โดยสถานดูแลฯ ของรัฐบาลจะสามารถรองรับผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาทางด้านการเงินได้ แต่ก็สามารถรองรับได้ในจำนวนจำกัด ในขณะที่สถานดูแลฯ ของเอกชนมีให้เลือกสรรในจำนวนที่มากกว่า แต่ก็จำเป็นต้องใช้เงินในจำนวนที่สูงกว่าหลายเท่าตัว โดยทั่วไปสถานดูแลฯ ของรัฐบาลเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 บาทต่อคนต่อเดือนในกรณีที่เข้ารับบริการแบบที่พักพิเศษ แต่สามารถอยู่ได้ฟรีหากเป็นผู้สูงอายุที่ขาดรายได้และไม่สามารถดูแลตนเองได้ ส่วนสถานดูแลฯ ของภาคเอกชนมักมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 18,000 บาทต่อเดือน และอาจสูงกว่า 34,000 บาทต่อเดือน

สัดส่วนสถานดูแลฯ ต่อจำนวนประชากรผู้สูงอายุ 10 จังหวัด

จากการเรียงลำดับ 10 จังหวัดแรกที่มีจำนวนประชากรสูงอายุมากที่สุด พบว่ากรุงเทพมหานครครองแชมป์ที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดและมีการกระจุกตัวของสถานดูแลฯ มากที่สุดในประเทศ โดยมีจำนวนผู้สูงอายุ 1,323,343 คน และมีจำนวนสถานดูแลฯ 365 แห่ง หากเทียบอัตราส่วนของสถานดูแลฯ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดจะพบว่า กรุงเทพมหานครมีสถานดูแลฯ 1 แห่งต่อผู้สูงอายุประมาณ 3,625 คน

จุดที่น่าสังเกตคือ สองจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและนนทบุรีซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคกลางครอบครองจำนวนสถานดูแลฯ 493 แห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 44 ของจำนวนสถานดูแลฯ ทั้งประเทศ แต่ในทางกลับกัน เมืองใหญ่อย่างนครศรีธรรมราชที่มีผู้สูงอายุ 329,958 คน กลับมีสถานดูแลฯ รองรับเพียง 2 แห่ง คิดเป็นอัตราส่วน 1 : 164,979 หรือในจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีผู้สูงอายุกว่า 310,000 คน และศรีสะเกษที่มีจำนวนผู้สูงอายุเกือบ 300,000 คน แต่กลับมีสถานดูแลฯ เพียงจังหวัดละ 1 แห่งเท่านั้น ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของจำนวนสถานดูแลฯ กับจำนวนผู้สูงอายุ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุพุ่งสูงขึ้น แต่สถานที่รองรับผู้สูงอายุกลับกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่จังหวัด นั่นจึงไม่เพียงพอต่อผู้สูงอายุที่เจ็บป่วย ยากไร้ หรือต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่

เมื่อที่ที่มีคนชรา (มาก) กลับมีสถานดูแลฯ ไม่เพียงพอ (Zero coverage )

ในการวิเคราะห์การกระจุกตัวของสถานดูแลฯ ในแต่ละจังหวัด ผู้เขียนมีการกำหนดเกณฑ์ทั้งหมด 3 ระดับ ผ่านการคำนวณอัตราส่วนสถานดูแลฯ ต่อผู้สูงอายุ 10,000 คน ซึ่งจะคำนวณจากจำนวนสถานดูแลฯ หารด้วยจำนวนผู้สูงอายุ และนำมาคูณกับ 10,000 หากผลของจังหวัดใดได้น้อยกว่า 0.5 จัดเป็นระดับวิกฤต หรือสีแดง          ผล 0.5-1.0 จัดเป็นระดับขาดแคลน หรือสีเหลือง และผลมากกว่า 1.0 จัดเป็นระดับเพียงพอ หรือสีเขียว ในที่นี้ ระดับวิกฤตหมายถึงขาดแคลนสถานดูแลฯ ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมาก ผู้สูงอายุในพื้นที่เข้าถึงบริการได้ยากหรือไม่มีที่พึ่งพิงยามจำเป็น ระดับขาดแคลนหมายถึงมีสถานดูแลฯ จำกัด แม้จะมีสถานดูแลฯ เปิดให้บริการอยู่ แต่สัดส่วนยังคงน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรสูงอายุในพื้นที่ และระดับเพียงพอหมายถึงอยู่ในระดับที่ดี มีการกระจายตัวของสถานดูแลฯ ในสัดส่วนที่ครอบคลุมกับจำนวนประชากรสูงอายุในพื้นที่

          ขณะที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ผู้สูงอายุเช่นนี้ “สถานดูแลฯ” ควรเป็นสถานที่ที่ให้ความหวังกับคนที่ประสบปัญหาเรื่องชีวิตวัยเกษียณของตนเอง แต่ในปัจจุบันมีเพียง 13 จังหวัดเท่านั้น ที่มีจำนวนสถานดูแลฯ ในระดับเพียงพอสอดคล้องกับความหนาแน่นของประชากรผู้สูงอายุในพื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และภูเก็ต ทั้งนี้จังหวัดที่มีสถานดูแลฯ ในระดับสีเขียวอยู่ในภาคกลางไปแล้วถึง 6 จังหวัด จาก 13 จังหวัด

ส่วนของพื้นที่ในระดับขาดแคลนสถานดูแลฯ พบว่ามีจำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน พิจิตร ขอนแก่น สระบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี นครนายก สมุทรปราการ และสงขลา แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่คืออีก 55 จังหวัดที่เหลืออยู่ หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีความวิกฤตในด้านสถานดูแลฯ มากที่สุด ทำให้ผู้สูงอายุที่มีความต้องการหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของตนเองไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จะรองรับพวกเขาได้ดีพอ

พัฒนาการของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ

เมื่อปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 6,335,988 คน คิดเป็นร้อยละ 10.35 ของจำนวนประชากรในขณะนั้นที่มีจำนวน 61,237,143 คน ในขณะที่นับจากปี พ.ศ. 2496 หรือช่วงระหว่างเวลา 52 ปีก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ก่อตั้งศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ หรือสถานดูแลฯ ทั้งหมด 8 แห่ง เป็นรูปแบบดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว 7 แห่ง และรูปแบบ Day care หรือศูนย์ดูแลฯ ที่ให้บริการแบบไปเช้า-เย็นกลับ จำนวน 1 แห่ง คือศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดขอนแก่น และหลังจากเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้ว 21 ปี มีการก่อตั้งสถานดูแลฯ เพิ่มทั้งหมด 4 แห่ง

หากเทียบอัตราส่วนการสร้างศูนย์ฯ จะพบว่าก่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อัตราการสร้างสถานดูแลฯ 1 แห่งจะใช้เวลาเฉลี่ย 6.5 ปี และหลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วมีอัตราการสร้างสถานดูแลฯ 1 แห่งเฉลี่ย 5.25 ปี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขระยะห่างของการสร้างสถานดูแลฯ 1 แห่งหลังจากปี พ.ศ. 2548 จะใช้ระยะเวลาที่น้อยกว่า แต่หากดูที่ปี พ.ศ. ที่ก่อตั้งจะเห็นได้ว่าการสร้างสถานดูแลฯ ทั้ง 4 แห่งของรัฐบาลนั้นกระจุกตัวอยู่ที่ปี พ.ศ. 2548-2550 ซึ่งทิ้งช่วงในการก่อสร้างสถานดูแลฯ จนกระทั่งถึงปัจจุบันมานานกว่า 19 ปีแล้ว

หรือมีอีกจุดที่น่าสังเกตคือกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ รวมถึงพัฒนานโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกลับก่อตั้งขึ้นหลังจากที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาแล้ว 10 ปี นี่อาจเป็นการตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลไทยเริ่มแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุ “ช้า” เกินไปหรือไม่?

1 สถานดูแลฯ ของรัฐบาล ต้องรองรับกี่จังหวัด

โดยเฉลี่ยแล้วสถานดูแลฯ ของรัฐบาล 1 ศูนย์ต้องรองรับผู้สูงอายุประมาณ 6 จังหวัด โดยศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ บ้านบางแค กรุงเทพฯ ต้องรองรับมากถึง 9 จังหวัด เมื่อจำนวนสถานดูแลฯ ของรัฐบาลมีเพียง 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงต้องรองรับผู้สูงอายุจากหลาย ๆ จังหวัด ทำให้ในปัจจุบันผู้สูงอายุที่ต้องการเข้าไปอยู่ในสถานดูแลฯ จึงมีตัวเลือกหลักคือสถานดูแลฯ ของภาคเอกชนซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า

ทางเลือกของรัฐบาลที่รองรับไม่เพียงพอ

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ บ้านบางแค คือสถานดูแลฯ ของรัฐบาลแห่งแรกของประเทศไทย สามารถรองรับผู้สูงอายุครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 9 จังหวัด แม้จะมีขีดความสามารถในการรองรับตามเป้าหมายที่ 250 ราย แต่ความต้องการเข้าพักยังคงพุ่งสูงขึ้น  ในปัจจุบันบ้านบางแค มียอดคิวรอสะสมสูงถึง 6,702 คิว

สถานดูแลฯ ของภาครัฐบาลจะมีกลไกการคัดกรองตามเงื่อนไขความจำเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ ประเภทสงเคราะห์ (สามัญ) โดยพิจารณาจากกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแล ขาดรายได้ ตกงาน ถูกทอดทิ้ง หรือผู้พิการที่เจ็บป่วย ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ส่วนประเภทหอพักพิเศษและบ้านบังกะโล/บ้านเดี่ยว (เสียค่าบริการ) พิจารณาเรียงลำดับตามวันที่สมัคร ผู้พักประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณที่ต้องการสังคมและการดูแลสุขภาพครบวงจร มีอัตราการหมุนเวียนออกเพียง 30-40 คนต่อปี แต่มีผู้สมัครใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่ำปีละ 100 คน

หลังจากปี พ.ศ. 2563 หรือช่วงโควิด 19 อัตราการสมัครเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากบ้านบางแคมีการเปิดรับสมัครจากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทาง ทำให้ผู้สูงอายุสะดวกในการสมัครเข้ามามากยิ่งขึ้น แต่อัตราการระบายคิวกลับทำได้เพียงราว ๆ 30-40 คนต่อปีตามเดิม โดยมีปัจจัยหลักคือ ผู้พักเสียชีวิต สมัครใจลาออกเอง หรือครอบครัวรับกลับไปดูแล

เมื่อผ่านการคัดเลือกเข้าพักแล้ว ทีมสหวิชาชีพจะประเมินศักยภาพของผู้สูงอายุในการช่วยเหลือตนเอง (Barthel Activities of Daily Living :ADL) เพื่อแบ่งระดับการดูแล กล่าวคือ กลุ่ม A ช่วยเหลือตนเองได้ : เน้นกิจกรรมทางสังคมและการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงมากขึ้น กลุ่ม B ช่วยเหลือตนเองได้บางส่วน : เน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายโดยนักกายภาพและพยาบาลเพื่อให้กลับมาแข็งแรง และกลุ่ม C ช่วยเหลือตนเองไม่ได้/ติดเตียง : เน้นการดูแลด้านสุขภาพและกิจกรรมฟื้นฟูเฉพาะทางเป็นหลัก

จากข้อมูลคิวรอเข้ารับบริการของบ้านบางแคประเภทเสียค่าบริการแบบหอพักพิเศษ และบ้านบังกะโล/บ้านเดี่ยว (ข้อมูล ณ สิ้นเดือน มีนาคม ปี พ.ศ. 2566-2569) มีจำนวนคิวรอสะสมในระบบอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2569 มียอดคิวรอของทั้งสองประเภทรวมกันสูงถึง 5,634 คิว

คิวรอของหอพักพิเศษมีจุดที่น่าสนใจคือในปี พ.ศ. 2566 มียอดรอคิว 2,200 คิว และเพิ่มสูงในปี พ.ศ. 2568 ขึ้นไปที่ 3,727 คิว และถึงแม้ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 จะมีจำนวนคนรอคิวลดลงแต่ยอดรวมก็ยังคงมีกว่า 3,547 คิว

สำหรับคิวบ้านบังกะโล/บ้านเดี่ยวเป็นประเภทที่มีคิวรอสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี โดยยอดคิวสูงขึ้นจาก 976 คิว ในปี พ.ศ. 2566 มาเป็น 2,087 คิว ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 1 เท่าตัว แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความต้องการเข้ารับบริการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการเข้ารับบริการแบบประเภทสามัญ ทางสถานดูแลฯ จะพิจารณาจากกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนก่อน ซึ่งแตกต่างจากประเภทเสียค่าบริการที่จะเรียกผู้สูงอายุที่สมัครเข้ามาตามลำดับคิวเมื่อมีที่ว่าง โดยจากจำนวนตัวเลขผู้สมัครเข้าไปรอคิวเข้ารับบริการประเภทสามัญพบว่าปี พ.ศ. 2566 มีผู้สมัครรายใหม่ 277 ราย พ.ศ. 2567 มี 267 ราย พ.ศ. 2568 มี 205 ราย และล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 (ข้อมูล 5 เดือนแรกของปีนี้) มีผู้สมัครเข้าไป 143 ราย รวมแล้วนับจากปี พ.ศ. 2566 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีผู้สมัครประเภทสามัญรายใหม่รวม 892 ราย

ขณะที่เป้าหมายจำนวนรับของทางสถานดูแลฯ รองรับได้เพียง 250 คน รวมทั้งอัตราการหมุนเวียนผู้พักอาศัยออกจากสถานดูแลฯ เพียง 30-40 คนต่อปี เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครรายใหม่เฉลี่ยราว 250 รายต่อปี ทำให้แต่ละปีจะมีคิวที่สะสมอยู่ในระบบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงสะท้อนว่าแรงกดดันต่อคิวรอยังคงสูง

 ปัญหาและข้อจำกัดด้านงบประมาณของบ้านบางแค 

นอกเหนือจากประเด็นความหนาแน่นของผู้รอเข้ารับบริการในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแคแล้ว จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในสถานดูแลฯ บ้านบางแคเมื่อวันที่ 24 เมษายน ปัญญาพร ชนะสุข นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ และฤทธิเกียรติ งามสมศักดิ์ นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ ให้รายละเอียดว่า ขณะนี้บ้านบางแคกำลังประสบปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาทุก ๆ ส่วนภายในสถานดูแลฯ

เนื่องด้วยรายจ่ายที่สูงขึ้นแต่การจัดสรรงบประมาณที่ได้รับนั้นกลับไม่ต่างจากเดิมมากนัก นั่นทำให้ไม่สามารถทำอะไรใหม่ ๆ เพิ่มได้มาก อีกทั้งยังถูกตัดงบประมาณในส่วนของการดำเนินงานภายในศูนย์ เช่น ค่าอุปโภค บริโภค งบจัดโครงการกิจกรรมในชุมชนต่าง ๆ และจะส่งกระทบต่อการจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ภายในศูนย์ ทำให้ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือหรือทำงานควบคู่ไปกับประชาชน มูลนิธิ หรือหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อระดมเงินทุนและจัดการเกี่ยวกับนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น

 การเพิ่มขึ้นของสถานดูแลฯ ภาคเอกชน

จากสถิติสถานดูแลฯ ภาคเอกชนของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า นับจากปี พ.ศ. 2565 สถานดูแลฯ ของภาคเอกชนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่า 316 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 108 หรือเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 1 เท่าตัว และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา

 อัตราค่าบริการเฉลี่ยของสถานดูแลฯ ของภาคเอกชน

จากข้อมูลการวิเคราะห์อัตราค่าบริการเฉลี่ยของสถานดูแลฯ เอกชน ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปี พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นว่าแม้สถานดูแลฯ ของเอกชนจะมีจำนวนมากถึง 932 แห่ง และมีแนวโน้มที่จะเปิดให้บริการเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต แต่ปัญหาคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยค่าบริการเฉลี่ยต่ำสุดคือ 18,745 บาท/เดือน ทว่าเมื่อพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจผู้สูงอายุปี พ.ศ. 2567 จะพบว่า ผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 60 ไม่มีงานทำ สะท้อนว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ขาดรายได้หลักจากการทำงานด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากบุตร เงินออม และสวัสดิการภาครัฐบาลอย่างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้รับ 600-1,000 บาทต่อเดือน

จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยปี พ.ศ. 2567 จำนวน 14,027,411 คน ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า มีผู้สูงอายุกว่า 2,111,382 คน ที่ไม่ได้รับเงินจากบุตร และถึงแม้จะได้รับเงินจากบุตร แต่ก็มีผู้สูงอายุจำนวน 2,068,048 คน ที่ได้รับเงินจากบุตรน้อยกว่า 9,999 บาทต่อเดือน และผู้สูงอายุกว่า 6,208,060 คน หรือประมาณ ร้อยละ 44.26 ของผู้สูงอายุทั้งหมดในปี พ.ศ. 2567 ที่ไม่มีการออมเงิน

เมื่อนำตัวเลขข้างต้นไปเปรียบเทียบกับอัตราค่าบริการของสถานดูแลฯภาคเอกชน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นต่ำที่สุดในรูปแบบทาวน์เฮ้าส์อยู่ที่ 18,745 บาท/เดือน จะเห็นได้ว่าเงินที่ได้รับจากบุตรและสวัสดิการที่ได้จากรัฐบาลนั้นยังไม่เพียงพอต่อการเข้ารับบริการสถานดูแลฯ ภาคเอกชน ส่งผลให้ผู้สูงอายุกลุ่มที่ไม่มีงานทำเหล่านี้ หากไม่มีเงินออมก็จะไม่สามารถเข้าถึงการดูแลของสถานดูแลฯ ภาคเอกชนได้

สังคมผู้สูงอายุเป็นเรื่องของทุกคน

นอกจากสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่ส่งผลให้ประเทศไทยเกิดปัญหาในด้านสถานดูแลฯ ที่ไม่เพียงพอแล้ว อีกด้านหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องและอยากหยิบยกมาพูดถึงก็คือด้าน “กองทุนประกันสังคม” ซึ่งมีความใกล้ตัวกับกลุ่มวัยทำงานหรือเด็กจบใหม่เป็นอย่างมาก เพราะเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะสร้างความสั่นคลอนให้กับกองทุนประกันสังคมอย่างรุนแรง

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับ “อัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภาระที่ประชากรวัยทำงานร้อยคนที่ต้องรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุ ปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 10.7 ในปี พ.ศ. 2537 เพิ่มขึ้นเป็น 31.1 ในปี พ.ศ. 2567 หรือหมายถึงประชากรวัยทำงาน 100 คน รับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมประมาณ 31 คน นอกจากนี้ “อัตราส่วนเกื้อหนุน” ที่เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่ต้องให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ลดลง จาก 9.3 ในปี พ.ศ. 2537 เป็น 3.2 ในปี พ.ศ. 2567 หมายความว่าในปี พ.ศ. 2567 ประชากรวัยทำงานประมาณทุก 3 คน ต้องให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน

ขณะเดียวกัน กองทุนประกันสังคมในอนาคตกำลังส่อแวววิกฤต เห็นได้จากการวิเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับวิกฤตประชากรและสังคมสูงวัย พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่พบว่า มีแนวโน้มที่แรงงานจะจ่ายเงินสมทบประกันสังคมน้อยลงเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันคนอายุยืนมากขึ้น กองทุนต้องจ่ายบำนาญนานขึ้น นอกจากนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 พบว่าส่วนต่างระหว่างรายรับและรายจ่ายของภาพรวมสวัสดิการสังคมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสูงอายุ โดยส่วนต่างระหว่างรายรับและรายจ่ายลดลงจากที่เคยสูงสุดที่ร้อยละ 22 เหลือเพียงประมาณร้อยละ 7.5 – 10.1 แนวโน้มในอนาคตส่วนต่างนี้อาจลดลงไปอีกและจะส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบประกันสังคมจึงทำให้เกิดเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการบริหารจัดการของกองทุนในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

นอกจากนี้ประเทศไทยยังจำเป็นต้องวางแผนพร้อมไปกับการส่งเสริมให้คนในสังคมเตรียมความพร้อม และวางแผนก่อนเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีคุณภาพเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด โดยเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ไปแล้ว ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีในการนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสังคมไทย เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดให้มีการประกันการดูแลระยะยาว หรือ Long Term Care Insurance (LTCI) ที่จะให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปทุกคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านหน่วยงานภาครัฐบาลในแต่ละท้องถิ่น โดยจะมีผู้ดูแลเข้าไปให้คำแนะนำและช่วยวางแผนการดำเนินชีวิตซึ่งจะพิจารณาจากงบประมาณของแต่ละคน ร่วมกับองค์ความรู้ของหน่วยงานในชุมชนท้องถิ่น ทั้งภาครัฐบาล ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร

รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ลงทุนกับโครงการ Silver Human Resources Centers ซึ่งเป็นการจัดตั้งศูนย์จัดหางานให้กับผู้สูงอายุในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานพาร์ทไทม์และงานชั่วคราว โครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาให้ผู้สูงอายุได้ฝึกบริหารร่างกาย ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนชุมชนของตนเอง

ประเทศไทยในเวลานี้ยังคงประสบปัญหาในการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการมีสถานดูแลฯ เหล่านี้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน จังหวัด และประเทศให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น เช่น ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมากขึ้น พร้อมทั้งปรับมุมมองว่าผู้สูงอายุยังเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ หากผู้สูงอายุต้องการที่จะทำงานต่อด้วยความเต็มใจก็ควรจะมีพื้นที่ที่ให้การยอมรับในความสามารถที่พวกเขามีอยู่ เพื่อให้กลับมาเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาประเทศต่อได้ และขณะเดียวกันรัฐบาลควรปรับเงินสนับสนุนอย่างเบี้ยเลี้ยงชีพให้เหมาะสมเพื่อรองรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานแล้ว ขาดรายได้หลักจากการทำงานด้วยตนเอง และไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากครอบครัว

สังคมผู้สูงอายุนั้นส่งผลต่อคนทุกช่วงวัย การบริหารจัดการสถานการณ์จึงควรมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ สนับสนุนทั้งการดูแลสุขภาพกายและจิตใจให้เข้มแข็ง ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้นำทักษะ ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาต่อยอดในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับคนรุ่นใหม่ การทำประโยชน์เพื่อสาธารณะตามความสมัครใจ ทำให้ผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญต่อสังคมเสมอ นอกจากนี้ สถานดูแลผู้สูงอายุไม่ควรเป็นทางเลือกเพียงอย่างเดียวสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่พร้อมดูแลตนเอง แต่ต้องผลักดันให้เป็นทางเลือกหนึ่งจากหลายวิธีการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพยาบาลส่วนตัวดูแลที่บ้าน หรือการปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ และนั่นจะทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเลือกชีวิตวัยเกษียณในแบบที่ตัวเองต้องการและใช้ชีวิตบั้นปลายในพื้นที่ที่ตัวเองอยากอยู่ได้อย่างมีความสุข


รายการอ้างอิง

กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2569). ภาคผนวก จำแนกรายจังหวัด เดือนกุมภาพันธ์ 2569.        https://datastudio.google.com/u/0/reporting/e1c3ebfd-f42a-4b69-b86f-fcb77cc025fe/page/p_nobh8keqyd?s=s2tdrwtHF90#cd-hu9t0axqyd

กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2564). สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและเศรษฐกิจในประเทศไทย.https://www.dop.go.th/th/know/1/926

กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2568). สถิติผู้สูงอายุ ธันวาคม 2568.https://www.dop.go.th/th/statistics_page?cat=1&id=2587

กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2569). สถิติผู้สูงอายุผู้ใช้บริการภายในศูนย์พัฒนาการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ประจำเดือนมกราคม 2569 https://www.dop.go.th/th/statistics_page?cat=13&type=4&id=2585

กรมกิจการผู้สูงอายุ กองยุทธศาสตร์และแผนงานกรมกิจการผู้สูงอายุ. (3 กุมภาพันธ์ 2568). สถานประกอบการการดูแลผู้สูงอายุ กรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ. https://www.dop.go.th/download/knowledge/th1743570381-2609_0.pdf

กรมกิจการผู้สูงอายุ กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ. (ม.ป.ป.). แผนที่แสดงพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ 12 แห่ง. สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569, จากhttps://www.dop.go.th/download/implementation/work_th_20162305095031_1.pdf

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2567). สถานการณ์ ประเด็นท้าทาย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร. ข้อเสนอเชิงนโยบายวิกฤตประชากรและสังคมสูงวัย, (2567). 19-54.https://www.dop.go.th/download/laws/th1741667988-865_0.pdf

กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับการอนุญาต ด้านสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ 25มีนาคม 2569, จากhttps://esta.hss.moph.go.th/shop_passed.php

ปัญญาพร ชนะสุข. นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ. และ ฤทธิเกียรติ งามสมศักดิ์. นักพัฒนาสังคมการปฏิบัติการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ บ้านบางแค. (24 เมษายน 2569). สัมภาษณ์.

วนัทยา มงคล. (15 กันยายน 2564). สังคมสูงวัยในญี่ปุ่น…เรียนรู้เขาเพื่อย้อนดูเรา. Eisai. https://hhcthailand.com/japanese-aging-society/

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์. (2 ตุลาคม 2566). “เหลื่อมล้ำ-ส่อล้ม” กู้ “ระเบิดเวลา” ปัญหากองทุนประกันสังคม.TDRI. https://tdri.or.th/2023/10/interview-socialsecurity-reform/

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์. (30 ตุลาคม 2566). ผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี https://www.reic.or.th/Research/ResearchDetail/2

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์. (2 ธันวาคม 2567). ผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี https://www.reic.or.th/Research/ResearchDetail/5

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์. (20 พฤศจิกายน 2568). ผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศปี 2568. https://www.reic.or.th/Research/ResearchDetail/8

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขอนแก่น. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขอนแก่น.สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จาก https://khonkaen.dop.go.th/

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุบ้านทักษิณ จังหวัดยะลา. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุบ้านทักษิณ จังหวัดยะลา. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://bantaksin.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุภูเก็ต. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุภูเก็ต. สืบค้นเมื่อ 23มีนาคม 2569, จาก https://phuket.dop.go.th/

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จังหวัดลำปาง. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดลำปาง. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://olderlampang.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดนครพนม. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดนครพนม. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://nkpolder.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://pathumthani.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดสงขลา. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดสงขลา. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://songkhla.dop.go.th/

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จังหวัดเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จังหวัดเชียงใหม่. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จาก https://thammapakorn.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://banbangkhae.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง จังหวัดชลบุรี. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง จังหวัดชลบุรี. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://banbanglamung.dop.go.th/

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบุรีรัมย์. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบุรีรัมย์. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://banburiram.dop.go.th/th

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. (ม.ป.ป.). ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2569, จากhttps://watsanawet.dop.go.th/th

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (9 ธันวาคม 2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567.https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2025/20241209145003_27188.pdf

Rocket Media Lab. (24 พฤศจิกายน 2568). ความเปราะบางของผู้สูงอายุ [ข้อมูลดิบ].https://docs.google.com/spreadsheets/d/1-1JHRo8ocob5A0jccjTet2SWMwlApxSdFKo7Jpi-0lU/edit?gid=1281492106#gid=1281492106

Rocket Media Lab. (24 พฤศจิกายน 2568). สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุดขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง. https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/

The Active. (10 มีนาคม 2569). รอคิวพัก ‘บ้านบางแค’ ทะลุ 6,000 คน ความจริงที่ท้าทายระบบดูแลสังคมสูงวัยเมืองไทย. https://theactive.thaipbs.or.th/news/public-health-20260310-2

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Data

Data

พลิกถุง ขนมไหว้พระจันทร์

เรื่องและภาพ : กัญญาภัค วุฒิรักขจร “เทศกาลไหว้พระจันทร์” เทศกาลเก่าแก่ของจีน มีหลากหลายเรื่องราวเรื่องเล่าเพื่ออธิบายว่าทำไมจึงต้องไหว้พระจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวในสังคมจีนสมัยก่อน การกสิกรรมยังคงเป็นอาชีพหลักของหลายครอบครัว ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ ทำให้การไหว้พระจันทร์กลายเป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของสังคมจีน หรือบางเรื่องเล่าก็กล่าวว่าเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อ “เทพธิดาฉางเอ๋อ” เทพดวงจันทร์ในตำนานเทพปกรณัมจีน แต่ไม่ว่าเรื่องเล่าที่มาของเทศกาลไหว้พระจันทร์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ...

Data

บทเรียนและบาดแผลที่ครูฝากไว้

เรื่องและภาพ: ปาณิสรา ช้างพลาย คำเตือน: เนื้อหาพูดถึงความรุนแรงภายในสถานศึกษา ทั้งความรุนแรงทางร่างกาย และความรุนแรงทางใจ ‘ครู’ ในความทรงจำของคุณเป็นคนอย่างไร ?ครูที่อบรมพร่ำสอนให้เราเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ ครูที่กวดขันให้เราเชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ ครูที่ทุ่มเทเอาใจใส่จนเป็นตัวแทนของคำว่า ‘พระคุณที่สาม’ หรือครูที่เราอาจจำบทเรียนที่เคยเรียนด้วยได้เลือนลาง แต่กลับจำบาดแผลที่ครูคนนั้นฝากไว้ได้ชัดเจน ...

Data

สำรวจรูปแบบความสัมพันธ์และพื้นที่ปลอดภัยในธรรมศาสตร์และการดีล

TW : Sexual Harassment คุกคามทางเพศ เรื่องและภาพ : ปาณิสรา ช้างพลาย ‘นัดดีล’ คือการหาความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดต่างๆ ชวนคนมาทำกิจกรรมที่สนใจร่วมกัน โดยอาจจะมีเรื่องเพศหรือไม่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้  ‘ธรรมศาสตร์และการดีล’ คือกลุ่มไลน์ OpenChat ที่มีสมาชิกอยู่สูงสุดถึง 5,000 คน และมีจุดประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่ในการนัดดีล ซึ่งมีทั้งคนที่เข้ามาเพื่อมองหาความสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์กับตนเอง คนที่เข้ามาอ่านเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ...

0 %