เขียน กัลย์สุดา ทองดี
กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง

“บ่มเพาะสร้างแต่อาชญากรนอกรีต”
“นักศึกษาชายแต่งกายสุภาพ ถือว่าไม่ปกติอย่างมาก”
“ภัยสังคมจริงๆ ยิ่งกว่าขยะอีก”
ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นเชิงด่าทอ เหยียดหยาม ที่มักเห็นได้ตามโพสต์อันเกี่ยวเนื่องกับคนกลุ่มหนึ่ง
กลุ่มที่ใครหลายคนมักมีภาพจำถึงพวกเขา ที่เป็นการรวมตัวของคนไม่เอาถ่าน ไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่ยกพวกตีกัน ชนิดที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือภาพลักษณ์ที่คนในสังคมไทยยังคงมอบให้พวกเขามาตั้งแต่ในอดีต พวกเขาซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ที่ยังเป็นเยาวชน เป็นนักเรียนคนหนึ่งในระบบการศึกษาไทย เป็นเด็กที่อยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า ‘อาชีวศึกษา’
อาชีวศึกษาหรือการเรียนสายอาชีพนั้น เป็นการเรียนในหลักสูตรสายวิชาชีพที่ต่อเนื่องหลังจากผู้เรียนจบการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยจะเป็นการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคี ที่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนทั้งภาคทฤษฎีจากสถาบันศึกษาควบคู่ไปกับภาคปฏิบัติเฉพาะด้านตามกลุ่มวิชาชีพจากสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะและทักษะในการเริ่มต้นประกอบอาชีพได้ตั้งแต่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งใช้ระยะเวลาในการศึกษา 3 ปี เทียบเท่าได้กับการเรียนต่อสายสามัญในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและยังสามารถเลือกเรียนต่อได้หลายเส้นทาง ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) อนุปริญญา หรือระดับปริญญาต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนสายสามัญที่มุ่งเน้นการเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ เพื่อต่อยอดไปสู่ระดับอุดมศึกษาหรือการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างที่เราคุ้นตา
แม้ว่าจะมีสถานะเป็นผู้เรียนใฝ่หาความรู้ไม่ต่างจากผู้เรียนในระบบอื่นใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นที่น่าตั้งคำถามว่าทำไมภาพลักษณ์ความรุนแรง หรือความไม่เอาไหนถึงยังถูกผูกติดอยู่กับพวกเขา และยากเหลือเกินที่จะสลัดภาพจำเหล่านั้นออกไป แล้วปัจจุบันภาพจำเหล่านั้นเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนกัน หรือว่ามันกำลังบดบังและพยายามสะท้อนอะไรบางอย่างที่กำลังรอการเหลียวแล
เมื่ออาชีวศึกษาไทยมาพร้อมกับภาพจำบางอย่าง
เสียงสะท้อนจากอดีตนักเรียนสู่การเป็นครูอาชีวศึกษา ครูสรพงษ์ แสนกล้า ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นครูสอนอาชีวศึกษามายาวนานกว่า 30 ปี ได้บอกกับเราว่าภาพจำหรืออคติที่สังคมหรือแม้กระทั่งผู้ปกครองมีต่อนักเรียนอาชีวะนั้น มักถูกพ่วงมากับคำว่า ‘ความเสี่ยงและความไม่ปลอดภัย’ ไม่ว่าจะเป็นภาพของความเกเร เสเพล หรือเรียนไม่จบ ทั้งๆ ที่ทุกอย่างต่างก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มการศึกษาไม่ใช่เฉพาะแค่ในสถาบันอาชีวศึกษาแต่เพียงเท่านั้น
ครูสรพงษ์พาเราย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังเน้นการทำเกษตรกรรมอยู่ ประโยคหนึ่งที่ลูกหลานทุกบ้านมักถูกปลูกฝังเอาไว้ในหัวกระทั่งจวบจนทุกวันนี้ก็คือ การถูกอวยพรให้เติบโตไปเป็น ‘เจ้าคนนายคน’ ซึ่งอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ค่านิยมในการเข้าเรียนสายสามัญที่มีมาก่อนแล้วเป็นที่ยึดถือของคนไทย เพื่อจะได้หนีจากความยากลำบาก ไม่ต้องตกไปเป็นลูกจ้างหรือถูกใช้แรงงานหนัก รวมถึงจะได้รับเกียรติและศักดิ์ศรีในบั้นปลายชีวิต
จนกลายเป็นภาพที่เห็นได้ชัดถึงทุกวันนี้ว่าการเรียนสายสามัญเพื่อไปรับราชการครู หมอ ตำรวจ หรือทหาร ก็มักเป็นตัวอย่างเส้นทางอาชีพที่คนส่วนใหญ่ในสังคมให้การยอมรับอยู่เสมอ
ต่อมาเมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมหนักมากขึ้น ภาพจำหรืออคติที่มีต่อการเรียนสายวิชาชีพที่เกิดขึ้นภายหลังจึงยังได้รับอิทธิพลต่อจากค่านิยมหลักนี้ คือยังคงให้ความสำคัญกับการเรียนสายสามัญมากกว่า
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับเราว่าอคติหรือการด้อยค่าแรงงานฝีมือนั้นมีมาอย่างยาวนานมากกว่า 7 ทศวรรษ หลังเริ่มมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น แม้ว่าปัจจุบันอาชีวศึกษาของไทยจะมีความตื่นตัวไปกับการเปลี่ยนแปลง การปรับหลักสูตรและการทำงานร่วมกันกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างนั้นภาพจำของเด็กเรียนอาชีวะตีกันก็ยังคงถูกผลิตซ้ำผ่านสื่ออยู่เสมอ และมักถูกมองว่าเป็น ‘เด็กเรียนไม่เก่งก็มาเรียนอาชีวะ’ เนื่องจากสังคมมักไม่ได้คาดหวังความรู้ทางวิชาการจากเด็กที่เรียนสายช่างหรือสายอาชีวะ แม้ว่าอาชีวะไทยจะมีผลงานและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติก็ตาม ซึ่งมีความซ้ำรอยกับปรากฏการณ์ในช่วงหนึ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานและต้องเร่งผลิตครูเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการศึกษาภาคค่ำต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้มีผู้เรียนและผู้จบการศึกษาจำนวนมากมาสอบวิชาชีพครู จนเกิดเป็นชุดความคิดว่า ‘คนไม่เก่งมาเรียนครู’ แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะมีครูเก่งๆ เป็นจำนวนมากก็ตาม
“อาชีวะมักถูกฝึกให้เป็นช่างเฉพาะด้าน มักไม่ได้ถูกคาดหวังเชิงวิชาการ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการยกระดับเป็นสถาบันเชิงอุดมศึกษา เช่น เปลี่ยนชื่อเป็นเชิงสถาบันเทคโนโลยีไปแล้ว ก็ไม่สามารถเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมได้ แม้ว่าจะสามารถเรียนจบมาได้วุฒิปริญญาตรี หรือเรียนในคณะวิชาที่มีชื่อเหมือนมหาลัย เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์เหมือนกัน เวลาเข้าสู่การทำงานไปแล้ว การรับรู้ว่าผู้เรียนจบวิศวะจากกลุ่มมหาวิทยาลัยอุดมศึกษาทั่วไปกับกลุ่มที่มีการเรียนอาชีวะเก่า ก็จะถูกมองแตกต่างกัน ซึ่งเป็นอคติที่สร้างในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน กล่าวคือถูกปฏิบัติไม่เหมือนกัน เรียนช่างก็จะกลายเป็นเด็กอีกแบบหนึ่ง เรียนมหาวิทยาลัยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง” อาจารย์อรรถพลกล่าวกับเรา
ในขณะที่มุมมองและค่านิยมในต่างประเทศที่มีต่ออาชีวศึกษานั้นมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง อาจารย์อรรถพลเล่าว่า นักเรียนอาชีวศึกษาในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเยอรมันที่มุ่งสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า อังกฤษ หรือประเทศข้างเคียงอย่างสิงคโปร์นั้น ต่างก็ไม่ได้มองว่านักเรียนอาชีวะเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกลดทอนคุณค่าและยังได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง เนื่องจากแรงงานฝีมือถือเป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งด้านความแตกต่างของรายได้ที่ไม่ต่างกันมากนักนี้เอง จะช่วยลดช่องว่างระหว่างความเป็นอาชีวศึกษากับอุดมศึกษา และสร้างความยืดหยุ่นทางการศึกษาโดยทำให้ผู้เรียนสามารถสลับการศึกษาจากสายอาชีวะสู่สายสามัญ หรือสายสามัญสู่สายอาชีวะ เพื่อสร้างแรงจูงใจ เห็นได้ว่าภาคบริหารไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมองว่าการเรียนสายอาชีพจะต้องมีความมั่นคง มีศักดิ์ศรี และมีความเป็นอยู่ที่ดีได้เช่นกัน
อย่างเยอรมันและเกาหลีใต้เองก็เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและผลักดันอาชีวศึกษาขึ้นเป็น ‘กระดูกสันหลัง’ หรือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชาติเช่นเดียวกัน ในช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ต่างมีการพัฒนาแรงงานทักษะฝีมือทางอุตสาหกรรมขั้นสูงควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของโลกเพื่อหารายได้เข้าประเทศ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตจนกลายเป็นแบบอย่างของอาชีวศึกษา
โดยเยอรมันได้มีการออกแบบหลักสูตรอาชีวศึกษาเพื่อตอบโจทย์ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการพึ่งพาการผลิตและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะยานยนต์ ได้นำร่องการเป็นต้นแบบระบบการสอนแบบทวิภาคี โดยในหนึ่งสัปดาห์ผู้เรียนจะมีการเรียนภาคทฤษฎีจากโรงเรียนจำนวน 1-2 วัน และภาคปฏิบัติจากสถานประกอบการจำนวน 3-4 วัน โดยมีการเก็บข้อมูลและออกแบบหลักสูตรอย่างต่อเนื่องร่วมกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย สหภาพการค้า สมาคมธุรกิจ สมาคมวิชาชีพ รวมทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ทำให้หลักสูตรมีความเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นๆ จนกระทั่งในปี 2566 เยอรมันมีอัตราการว่างงานของเยาวชนอยู่ที่ร้อยละประมาณ 5.8 ซึ่งมีค่าต่ำสุดในสหภาพยุโรป
ในขณะที่รัฐบาลของเกาหลีใต้ได้มีการนำโมเดลอาชีวศึกษาของชาติตะวันตกมาปรับใช้ จนกลายมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ที่มีการผลิตแรงงานฝีมือที่สามารถสร้างความรู้และนวัติกรรมใหม่ได้ ด้วยรูปแบบการศึกษาเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลายที่มีชื่อว่า ‘ไมสเตอร์’ หรือ Meister High School ที่เป็นรูปแบบอาชีวศึกษาอย่างจริงจัง ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลเกาหลีใต้ให้ไปยังแต่ละโรงเรียน เพื่อลดค่านิยมการเรียนสายสามัญและสร้างแรงจูงใจให้เรียนอาชีวศึกษามากขึ้น ซึ่งไมสเตอร์เป็นหลักสูตรที่ถูกพัฒนาต่อมาจากการเรียนระบบทวิภาคีของเยอรมันและมีการออกแบบร่วมกันกับบริษัทชั้นนำภายในประเทศ
ระบบไมสเตอร์นี้ได้มีการเน้นการพัฒนาแรงงานอาชีพในสาขาที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘ทำงานก่อน เรียนต่อมหาวิทยาลัยทีหลัง’ ควบคู่กับยุทธศาสตร์ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานต่อได้ในภาคอุตสาหกรรมทันทีหลังเรียนจบ และสามารถศึกษาต่อเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในระดับอุดมศึกษาต่อไป
ทั้งนี้ผู้เรียนยังนำองค์ความรู้ที่มีไปปรับใช้ยังต่างประเทศได้ โดยผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนจากในระดับชาติ ทั้งการยกเว้นค่าเรียน การให้ทุนการศึกษา ค่าหอพัก และวัสดุอุปกรณ์พื้นฐาน นอกจากนี้ยังมีการปรับหลักสูตรให้เข้ากับแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีทรัพยากรแตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และมีการส่งต่อผู้เรียนไปยังองค์กรที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพหลังจบการศึกษา ทั้งยังมีการทำสัญญาจ้างระยะยาวกับนักศึกษาที่เข้าเรียนในปีแรก เพื่อลดการเปลี่ยนงาน ทำให้ในปีพ.ศ. 2565 มีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาได้รับการจ้างงานกว่าร้อยละ 95 จากโรงเรียนรูปแบบนี้ทั้งหมด 55 แห่งทั่วประเทศ ช่วยลดอัตราการว่างงานหลังจบการศึกษา และทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น
หันกลับมามองที่ไทย แม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ภาพอคติ ความแปลกแยกและความแตกต่างอันมีอยู่ตั้งแต่สมัยครูสรพงษ์ก็ยังคงฝังติดมาถึงในปัจจุบัน
ภูชิสส์ ดีมานพ ที่ปัจจุบันเพิ่งจบการศึกษาในระดับ ปวส. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จากสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งบอกกับเราว่า เขาเลือกเรียนในสาขานี้เพราะรู้ตัวว่าตนเองชอบอะไรและยังเป็นสาขาที่สนใจ เนื่องจากได้ลงมือปฏิบัติจริง และสามารถสร้างผลงานต่อยอดในการสมัครงานหลังเรียนจบได้ แต่ทางผู้ปกครองยังคงแสดงความกังวลว่าเขาจะไปเป็นเด็กเกเรอยู่บ้างในช่วงแรกๆ และจากประสบการณ์ตลอดการเรียนที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้ถูกส่งต่อมรดกความรุนแรงต่างๆ แต่อย่างใด
“ตอนเรียนมันก็ได้ลงลึก ก็จะมีการฝึกงาน ซึ่งมันก็ดี เพราะเราจะได้รู้ว่าลักษณะการทำงานจริงๆ เป็นอย่างไร บางอย่างที่เราเคยเรียนก็ไม่ได้ใช้ บางอย่างเราก็ได้เรียนรู้จากที่ฝึกงาน และเพื่อนหลายคนก็เก่งขึ้นมาหลังจากได้ไปฝึก…ก่อนหน้านี้ก็เคยที่เรียนวิทยาลัยเทคนิค ต้องได้ใส่เสื้อช็อป คนก็จะมองด้วยท่าทีเหมือนมีอคติว่าเราจะเกเรอยู่บ้าง แตกต่างจากตอนที่เปลี่ยนมาเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ที่แต่งตัวค่อนข้างเรียบร้อยผูกเนกไทดูปกติ คนก็จะมองค่อนข้างแตกต่าง”
โดยพ่อของภูชิสส์ ผู้ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนอาชีวะ ได้บอกกับเราว่า เขาก็สนับสนุนลูกอย่างเต็มที่ให้ทำในสิ่งที่ชอบ และสายอาชีพเองก็สามารถต่อยอดได้หลายทาง ส่วนจะเกเรหรือไม่นั้น เขามองว่าอาจขึ้นอยู่กับพฤติกรรมส่วนบุคคลด้วย เนื่องจากตัวเขาเองเมื่อเรียนจบมาก็สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ดีได้ โดยไม่เกี่ยวว่าเขาจะเรียนจบมาจากสายสามัญหรือว่าสายอาชีพ ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นได้ว่า แม้พ่อของภูชิสส์จะเคยร่ำเรียนอยู่ในระบบอาชีวศึกษามาก่อน และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของลูก แต่อาจเป็นเพราะภาพจำจากสังคมที่มีมาตั้งแต่อดีตมานานแล้วด้วยนั้น คนเป็นพ่อก็ยังอดห่วงลูกที่จะเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษานั้นไม่ได้อยู่ดี
และอีกสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้จากบทสนาสั้นๆ นั่นก็คือการเรียนอาชีวศึกษาเป็นการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสนใจจะศึกษาเฉพาะด้านในเชิงลึก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนจะเข้ามาเรียนเพียงเพราะว่า ‘ไม่เก่ง’ และการเรียนในระบบนี้ในความเป็นจริงนั้น ก็อาจไม่ได้เต็มไปด้วยภาพจำของความรุนแรงเสมอไป
อาชีวะกับการเป็นโอกาสให้กับชีวิต
“สมัยก่อนจะมองว่าสายอาชีพดูเกเร เทียบกับสายสามัญแล้วก็ดูคนละคลาส(ชนชั้น) ดูดรอปกว่าสายสามัญที่ใส่ขาสั้นดูมีคลาสต่อยอดไปได้ มีหน้ามีตาทางสังคม อาชีวะ ปวช. ปวส. จบไปก็เป็นลูกจ้าง ถ้ามีตังก็เรียนต่อในระดับการศึกษาขั้นต่อไปได้ แต่ส่วนมากคนมันเรียนสายอาชีพกันเพราะมีทุนทรัพย์น้อย สายสามัญมันต้องเรียนยาวกว่าจะจบ” ภิรมย์ ดอกสันเทียะ อดีตนักเรียนอาชีวะ ปวช. และ ปวส. สาขาเทคนิคไฟฟ้ากำลัง ซึ่งจบการศึกษามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 ในจังหวัดนครราชสีมา เล่าว่าหมู่บ้านของเขาเน้นการทำไร่นาเพื่อหาเลี้ยงชีพ เขาจึงเป็นเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านที่เลือกเรียนต่อ และก็เป็นการเลือกเรียนในสายอาชีวะแทนการเรียนวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยจากความตั้งใจเดิม เพื่อจะได้เรียนจบไวกว่า ต่ำๆ ก็แค่ 4 ปี และมีวิชาชีพเอาไว้ต่อยอดในการหารายได้
ในตอนนั้นภิรมย์เองก็เคยถูกสายตาของผู้คนมองในเชิงเหยียดหยาม เขาเล่าว่าอาจเป็นเพราะลักษณะที่มีความเลอะเปอะเปื้อนของเสื้อผ้าสายงานช่าง จึงมักถูกมองเหมือนเป็นคนชั้นล่าง เป็นชนชั้นแรงงาน เกเร ซึ่งความเป็นจริงแล้วสังคมการเรียนอาชีวะขณะนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นดังที่สังคมมองพวกเขา
หลังจากเข้าเรียนตอนนั้นภิรมย์ก็เปลี่ยนเส้นทางเดิน จากที่คิดจะทำไร่ทำนาต่อจึงเปลี่ยนมาเข้าโรงงานในอาชีพช่างไฟฟ้าบำรุงแทน และได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาต่อยอดตัวเองต่อไป อาชีวศึกษาในมุมมองนี้จึงเหมือนโอกาสที่จับต้องได้และดูเป็นรูปธรรมสำหรับการทำมาหากินของผู้คนหลายกลุ่ม เพราะสามารถเข้าถึงการศึกษาเชิงลึกได้แม้จะมีทุนทรัพย์น้อย ทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว
“อาชีวะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ไทย สิ่งอุตสาหกรรมหรือการทำงานทุกอย่างมาจากสายอาชีวะทั้งนั้น ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาหรืออุตสาหกรรมเจริญเติบโตขึ้นและมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนที่ไทย ทำให้ค่าแรงและชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้เพราะเขามองว่าอาชีวะบ้านเรามีคุณภาพ มีพื้นฐานความเป็นช่างที่มีความสามารถ” ภิรมย์กล่าวกับเรา
ภายใต้การมีอยู่ของภาพจำและอคติ อาจกำลังสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษา
ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการขาดทรัพยากรมนุษย์ที่จะเข้าไปทำงานในตลาดแรงงาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมาระบุว่า รัฐบาลกำลังจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 กล่าวคือมีจำนวนผู้เรียนสายสามัญร้อยละ 45 และสายอาชีวศึกษาร้อยละ 55 จากสัดส่วนเดิมอยู่ที่ 70 : 30 เพื่อเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก’
ถึงอย่างนั้น ครูสรพงษ์ได้สะท้อนว่า สิ่งที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดความสามารถทางการศึกษาให้เป็นตามสัดส่วนการจัดสรรผู้เรียนสายสามัญและสายอาชีวะให้ตรงตามความต้องการตลาดแรงงานเพื่อนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศให้มากขึ้นนั้น เป็นเพราะประเทศไทยยังขาดข้อมูลเชิงลึกในการบริหารจัดการสัดส่วนของผู้เรียนเข้าสู่แต่ละกลุ่มอาชีพให้สมดุลกับความต้องการของตลาดแรงงาน
โดยเห็นว่าแม้คณะอนุกรรมการที่ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กลุ่ม อ.กรอ.อศ.) จะมีการกำหนดตัวเลขความต้องการอัตราแรงงานตามกลุ่มอาชีพในแต่ละปี แต่ทางอาชีวศึกษาเองก็ยังไม่สามารถผลิตกำลังคนได้อย่างเพียงพอ
ขณะนี้ทางโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยเฉพาะในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นไปสู่การเลือกเส้นทางสายการเรียนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพนั้น ทั้งครูและตัวผู้เรียนเองต่างก็มีเพียงข้อมูลจำนวนความต้องการเปิดรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่มีข้อมูลอัตราความต้องการของตลาดแรงงานในแต่ละกลุ่มอาชีพ และขาดการวางแผนเพื่อเปิดรับจำนวนผู้เรียนให้มีความสอดคล้องกัน ทำให้การเลือกเส้นทางศึกษาในระดับต่อไปกลายเป็นเรื่องของค่านิยมทางสังคมที่มีส่วนในการกำหนดให้ผู้เรียนต้องตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง โดยขาดข้อมูลหรือแรงจูงใจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ฉะนั้นปัญหาการเรียนจบแต่ไม่มีงานรองรับจึงเพิ่มสูงขึ้น อาจเป็นเพราะบางสาขาเปิดรับจำนวนผู้เรียนไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
นอกจากนี้คำตอบของคุณจะชัดเจนแค่ไหน ถ้าหากผู้เขียนถามคุณว่ายังจำได้ไหมว่าคุณปรึกษาใครในตอนที่กำลังเลือกเส้นทางเรียนต่อ เพราะถ้าคุณมีความเลือนลางหรือจำไม่ได้ว่ามีอาจารย์ที่สามารถแนะแนวทางอนาคตของคุณได้เลย นั่นอาจหมายถึงอีกหนึ่งปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าอยู่ นั่นคือปัญหาของครูแนะแนว
เพราะการขาดครูแนะแนวผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยังคงเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อค่านิยมในการเลือกเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีพของสังคมไทย
ครูสรพงษ์เล่าว่าในอดีตเมื่อสมัยที่ยังเคยเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนประจำจังหวัดนั้น ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในภาคเรียนแรกจะเริ่มเป็นช่วงเวลาที่ผู้เรียนเริ่มค้นพบความถนัดของตนเอง ผ่านการเลือกเรียนแผนกต่างๆ ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นแผนกเกษตร ศิลป์ ดนตรี ประกอบกับการมีครูแนะแนวเฉพาะกลุ่มอาชีพด้านต่างๆ คอยแนะนำการศึกษาเฉพาะทาง ซึ่งแตกต่างจากห้องเรียนในปัจจุบันที่เน้นไปที่การเรียนสายสามัญ และไม่มีแผนกแยกย่อยให้ผู้เรียนได้ทดลองหาความชื่นชอบ หรือความถนัดของตนเองเหมือนในอดีต
“ปัญหาขาดครูแนะแนวเฉพาะทางมันก็จะย้อนกลับไปเรื่องข้อจำกัดงบประมาณที่ลดตำแหน่งอัตราจ้างครู ที่ตัดครูในวิชาชีพเฉพาะออกไปแล้วมุ่งเน้นสายสามัญก่อนอันดับแรก ครูแนะแนวก็เลยค่อยๆ หายไป แต่ก่อนมีครูพยาบาลด้วย ซึ่งรับโอนจากพยาบาลวิชาชีพมาอยู่ที่โรงเรียนของเราซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่มีแล้วเช่นเดียวกัน” ครูสรพงษ์กล่าว
ส่วนสาเหตุที่ความหลากหลายของวิชาเรียนเปลี่ยนไป ครูสรพงษ์ให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะการปฏิรูปการศึกษาของไทยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมุ่งเน้นไปแก้ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างและตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูง ทำให้ความสำคัญของการพัฒนาหรือการมองความต้องการของผู้เรียนเป็นหลักค่อยๆ เลือนรางไปตามกาลเวลา กล่าวคือการให้ความสำคัญกับความหลากหลายของรายวิชาลดน้อยลง ท้ายที่สุดผู้เรียนก็จะต้องแบกรับการตัดสินใจเรียนต่อภายใต้เส้นทางการเรียนและการค้นหาตัวตนที่มีอยู่อย่างจำกัด นักเรียนหลายคนก็อาจไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองชอบหรือถนัดเรียนสายอาชีพเพราะไม่มีพื้นที่ให้ทดลองเรียนรู้
ปัญหาครูแนะแนวไม่เพียงพออาจไม่ใช่สิ่งที่ครูสรพงษ์มองเห็นแค่คนเดียว เพราะเมื่อไม่นานมานี้กทม. ก็เริ่มเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ทั้งความไม่เพียงพอและขอบเขตหน้าที่การทำงานที่ไม่ชัดเจน น่ายินดีที่สิ่งนี้กำลังมีแผนในการแก้ปัญหา มีแผนการจัดสอบคัดเลือกรอบพิเศษที่เพิ่มจำนวนและปรับบทบาทครูแนะแนวให้มีความเฉพาะด้านในปีการศึกษาหน้า ซึ่งอาจเป็นนิมิตหมายที่ดี
แต่ก็ยังอดมีคำถามไม่ได้ว่าครูแนะแนวที่ว่านั้นจะสามารถแนะแนวได้ครอบคลุมถึงการเรียนต่อในอาชีวศึกษาหรือไม่ ซึ่งเราก็คงจะต้องร่วมกันติดตามสิ่งนี้ รวมถึงโอกาสที่ไทยจะมีการขยายครูแนะแนวเฉพาะด้านไปยังพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
แล้วสุดท้ายเราจะทำยังไง?
จากบทสัมภาษณ์ ‘วิจัยจุฬาฯ เผยแรงงานอาชีวะไทยโดดเด่น นำเศรษฐกิจชาติพ้นกับดักรายได้ปานกลาง หากร่วมมือช่วยพัฒนา’ รองศาสตราจารย์ ดร.จุลนี เทียนไทย อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในคณะผู้ทำการศึกษาวิจัย ‘การพัฒนาศักยภาพและเอกลักษณ์แรงงานอาชีวศึกษาไทยใน 3 อุตสาหกรรมหลัก: การวิเคราะห์ผ่านแผนที่เส้นทางการก้าวเข้าสู่แรงงานอาชีวศึกษาไทย ภายใต้แนวคิดความปกติใหม่’ ตั้งแต่ปลายปี 2563 ถึง พฤษภาคม 2565 ได้ระบุว่า แม้ว่า ‘นักเรียนและแรงงานอาชีวะไทยไม่เป็นรองใครในเวทีโลก’ จะเป็นที่ยอมรับทั้งจากตลาดแรงงานภายในประเทศและจากนานาชาติ มีศักยภาพที่จะพาพวกเราหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ ทั้งยังมีทักษะการประยุกต์หรือดัดแปลงองค์ความรู้ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นได้ในการสร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เริ่มต้นได้จากพวกเขา แต่ภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาก็ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจ และลดอคติการเหมารวม รวมถึงปัญหาต่างๆ เช่น การลาออกระหว่างเรียนก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอาชีวศึกษา เนื่องจากยังไม่ค้นพบความชอบ ความถนัด หรืออาจพบในภายหลัง
เช่นนั้นแล้วเราหรือใครสามารถจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้คนในสังคมหัน ‘มุง’ พวกเขามากกว่านี้ ที่ไม่ใช่แค่ในตอนที่พวกเขาตีกัน เพราะอาชีวศึกษามีคุณค่าไม่ต่างจากสายสามัญ หรือบางมุมมองอาจจะได้เปรียบกว่า แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอคติหรือภาพจำของสังคมไทยไม่ได้จางหายไปเสียทีเดียว
สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือภาครัฐอาจต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนเข้าสู่ระบบอาชีวศึกษามากขึ้น โดยการจัดสรรงบหรือกองทุนสนับสนุนสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อเพิ่มในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เนื่องจากเป็นการเข้าเรียนตามความสมัครใจ นอกเหนือไปจากการศึกษาภาคบังคับ
รวมไปถึงการมีวิชาเรียนที่หลากหลายตั้งแต่การเรียนในหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นหาศักยภาพ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สามารถให้คำแนะนำได้อย่างการมีจำนวนครูแนะแนวที่เพียงพอต่อโรงเรียน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งหนทาง เพราะทั้งจากการสัมภาษณ์และประสบการณ์ หรือกระทั่งในงานเขียนมากมาย ก็มักมีการชี้ช่องให้เห็นว่าการศึกษาไทยไม่เอื้อให้เด็กได้รู้จักหรือค้นพบตัวเอง
นอกจากนี้ทางภาครัฐเองยังจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า ขณะนี้ภาพจำหรืออคติในอดีตยังคงเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับความเป็นจริง ลดการผลิตซ้ำ รวมถึงยังต้องแสดงให้ผู้เรียนและสังคมเห็นพร้อมกันว่า อาชีวศึกษาของไทยนั้นมีความสำคัญและโดดเด่นอย่างไรบ้าง
อย่างที่นักเรียนอาชีวศึกษาไทยเองก็มีความสามารถจนได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ดังเช่นในปีนี้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ได้รับรางวัล Third Prize จากการแข่งขันนวัตกรรมการขนส่ง ‘A-Super’ 2026 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน
“การสร้างความเข้าใจในโลกของการเรียนก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ปกครองและสถานศึกษาต้องพูดถึงตั้งแต่โรงเรียนมัธยมต้น โดยการแนะแนวนั้นจะต้องไม่มีภาพจำและไกด์เด็กผิดๆ ว่าเรียนสามัญไม่ไหวก็ไปเรียนอาชีวะแทน ซึ่งมันไม่ควรทำให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเด็กไม่ได้ไปสายวิชาการเข้มข้นตั้งแต่ ม.1 ม.2 ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เก่ง แต่ความถนัดเขาอาจจะไปอีกสายหนึ่งที่เน้นปฏิบัติมากกว่า เช่น เมื่อเลือกไปเรียนสายปฏิบัติอย่าง ปวช. ปวส. แล้ววันหนึ่งอยากจะข้ามกลับมาเรียน ป.ตรี คณะวิศวะมันก็เป็นไปได้ เพราะตอนนี้มีช่องทางที่ทำได้อยู่ ครูว่ามันก็เป็นโจทย์ที่สังคมต้องให้ความสำคัญ เหมือนกับรื้อภาพจำที่มีอยู่เดิมและช่วยกันสร้างความเข้าใจกันใหม่ ว่ามันมีทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่” อาจารย์อรรถพลกล่าว
และสุดท้ายการเป็นนักเรียนอาชีวะ จะเป็นนักเรียนช่างฝีมือใด หรือจะเป็นนักเรียนในกลุ่มวิชาชีพใดๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญที่สังคมอาจจะต้องมองเห็นพวกเขามากยิ่งขึ้น และมากไปกว่าการมองว่าพวกเขาเป็นเพียงแค่ชนชั้นแรงงาน
“รัฐบาลต้องทำให้เห็นว่าเด็กจบมาไม่ใช่ว่าเด็กอาชีวะทุกคนจะต้องเกเรตีกันเหมือนภาพจำอุเทนถวาย เด็กอาชีวะเก่งๆ ก็มีจำนวนมาก จะต้องสนับสนุนโครงการที่ทำให้ผู้เรียนได้เห็นว่าการเรียนอาชีวะก็สามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์ได้ วิทยาลัยก็ทำโปรแกรมต่างๆ ได้ ให้เขาเห็นว่าอาชีวะสำคัญต่อประเทศ สำคัญต่อการพัฒนา สำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบท คนที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทุนทรัพย์น้อย ต้องสนับสนุนให้อาชีวะขยายตัวมากกว่านี้”
ดังที่ภิรมย์ อดีตนักเรียนช่างไฟฟ้าวัย 46 ปีได้ทิ้งท้ายไว้กับเรา
อ้างอิง
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (24 ก.พ. 2564). ถอดโมเดล Meister High School เกาหลี การพัฒพาอาชีวะศึกษา ตอบโจทย์อุตสาหกรรม 4.0. https://www.eef.or.th/creative-classroom-25-02-21/
จุฬาลงกรณ์. (8 ก.พ. 2567). วิจัยจุฬาฯ เผยแรงงานอาชีวะไทยโดดเด่น นำเศรษฐกิจชาติพ้นกับดักรายได้ปานกลาง หากร่วมมือช่วยพัฒนา.https://www.chula.ac.th/highlight/148530/
ภาณิศา หาญพัฒนนันท์ และสมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ. (2568). การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะด้วยกลไกการสร้างสรรค์ร่วม เพื่อสร้างกำลังแรงงานทักษะสูงที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม: กรณีศึกษาของประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเยอรมนี และประเทศเกาหลีใต้. Journal of Education Studies, Chulalongkorn University, 53(4), 6-9.
https://digital.car.chula.ac.th/cgi/viewcontent.cgi?article=5126&context=educujournal
มติชนออนไลน์. (10 เม.ษ. 2559). ตามไปดู… ‘อาชีวะ’ ท่อง’แดนโสม’ ถอดรหัสแรงงานฝีมือ สู่…เด็กช่างไทย.
https://www.matichon.co.th/local/education/news_101035
สยามรัฐ. (12 ก.ย. 2569). แก้ปมขาดครูแนะแนว! กทม. เตรียมเปิดสอบ 300 อัตรา พ่วงทักษะ
จิตวิทยาดูแลสุขภาพใจเด็ก.https://siamrath.co.th/education/122423
รัฐบาลไทย. (8 ต.ค. 2569). ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต.











