
นักเขียน รณรต วงษ์ผักเบี้ย
กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง
ในระยะหลังมานี้ ไม่ว่าจะเลื่อนหน้าฟีดเฟซบุ๊กของผู้เขียนอย่างไร ก็หนีไม่พ้นข่าวที่รัฐบาลเสนอให้เปลี่ยนที่มารายได้ของไทยพีบีเอสอันเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ว่าไทยพีบีเอสอาจจะโดนเปลี่ยนจากที่มีรายได้จากการเก็บ ‘ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง (Earmarked Tax)’ จากผู้ค้าเหล้าและบุหรี่ มาเป็นรัฐโยกงบเหล่านั้นเข้าคลังกลางก่อน แล้วจึงจัดสรรปันส่วนในรูปของงบประมาณประจำปี ในตอนแรกผู้เขียนไม่ได้ติดใจแต่อย่างใด จนพอลองอ่านเพิ่มเติมก็รู้สึกว่าเรื่องนี้อาจกระทบต่ออิสระของสื่อมากกว่าที่คิด
เรื่องของเรื่องคือ การเปลี่ยนการให้งบโดยการจัดสรรรายปีจากรัฐแทนที่จะเป็นงบประมาณจัดสรรเฉพาะ ทำให้ไทยพีบีเอสอาจสูญเสียความเป็น ‘อิสระจากอำนาจรัฐ’ อันเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไป
หลายคนอาจมีคำถามว่าทำไมสื่อต้องรักษาอิสระจากอำนาจรัฐและทุน? ผู้เขียนก็เคยมองความเป็นอิสระของสื่อเป็นของตาย คิดว่าเสรีภาพสื่อเป็นสิทธิโดยกำเนิดและได้มาอย่างง่ายๆ แต่เมื่อผู้เขียนได้ลองเล่นเกมบริหารสื่อเกมหนึ่งชื่อ ‘News Tower’ ซึ่งเป็นเกมที่ท้าทายกรอบจริยธรรมสื่อของผู้เล่น อีกทั้งยังชวนตั้งคำถามว่าความเป็นอิสระของสื่อนั้นสำคัญอย่างไร? และยากแค่ไหนที่จะรักษามันไว้? จนสุดท้ายมันได้บอกผู้เขียนว่า อิสระของสื่อไม่ใช่ของตาย หากแต่ได้มาด้วยการต่อรองกับเหล่าผู้มีอำนาจต่างหาก

ในเกมผู้เล่นจะต้องขยับขยายตึกเพื่อให้ผลิตข่าวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขอบคุณภาพจาก: เกม News Tower
‘News Tower’ เป็นเกมแนวบริหารธุรกิจที่พัฒนาโดยทีม Sparrow Night และจัดจำหน่ายโดย Twin Sails Interactive วางจำหน่ายเมื่อปี 2025 โดยเกมนี้จะให้ผู้เล่นรับบทเป็นเจ้าของกิจการสื่อหนังสือพิมพ์ในมหานครนิวยอร์กช่วงทศวรรษ1930 ท่ามกลางบรรยากาศยุคภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และเป็นยุคที่อำนาจกลุ่มต่างๆ ครองเมือง
ผู้เล่นมีเป้าหมายที่ง่ายแสนง่ายคือ หนึ่ง ขยับขยายธุรกิจให้เป็นสื่ออันดับหนึ่งของมหานครนิวยอร์ก โดยการต่อเติมตึกสำนักงานให้ใหญ่ขึ้น ซื้อไอเทมที่ทำให้ผลิตข่าวได้ดีขึ้น และเอาชนะสื่อคู่แข่ง นอกจากตึกแล้ว ผู้เล่นจะต้องบริหารจัดการสิ่งละอันพันละน้อย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพนักงาน เช่น นักข่าว พนักงานโทรเลขสำหรับหาข่าว ช่างจัดหน้าหนังสือพิมพ์ ช่างเรียงพิมพ์ อีกทั้งต้องดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน เพื่อให้กิจการดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
สอง คือ ต้องผลิตข่าวออกมาให้ทันตีพิมพ์ขายในวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์ กระบวนการผลิตจะเริ่มจากพนักงานโทรเลขที่จะรอรับแจ้งข่าว เพื่อส่งนักข่าวไปลงพื้นที่ ซึ่งข่าวก็แบ่งออกเป็นสามระดับได้แก่ ทองแดง เงิน และทอง โดยข่าวระดับทองแดงจะเป็นข่าวพื้นฐาน เช่น การเมือง กีฬา บันเทิง อาชญากรรม สังคม ส่วนระดับเงินและทองจะเป็นข่าวที่มีความซับซ้อนขึ้น เช่น ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟ ข่าวเจาะ หรือเรื่องฉาวโฉ่ จากนั้นเมื่อนักข่าวลงพื้นที่เสร็จสิ้นแล้ว ต้นฉบับก็จะถูกส่งต่อให้ช่างเรียงพิมพ์ ต่อด้วยช่างจัดหน้า ก่อนที่จะตีพิมพ์และวางขายในที่สุด ซึ่งการขายหนังสือพิมพ์เป็นหนึ่งในรายได้หลักที่ผู้เล่นจะนำมาใช้ขยายอาณาจักรสื่อของตนเอง
การจัดหน้าเป็นสิ่งสำคัญของหนังสือพิมพ์ แน่นอนว่าข่าวไหนที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งหมายความว่าข่าวนั้นมีความสำคัญ และเกมนี้ตีความการให้ความสำคัญกับข่าวหน้าหนึ่งได้น่าสนใจ โดยการให้ผู้เล่นจัดหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนตีพิมพ์ นอกจากนั้นในทุกๆ หน้าเองก็จะมีช่องโบนัส ซึ่งหากผู้เล่นนำข่าวใดไปลงในช่องนั้น ข่าวนั้นจะได้เงินรวมทั้งแต้มอิทธิพล (ซึ่งเป็นแต้มที่สำคัญเพราะใช้ในการปลดล็อคสิ่งของ) และยอดขายเพิ่มขึ้น โดยที่ช่องโบนัสบนหน้าหนึ่งได้โบนัสสามเท่า ส่วนช่องโบนัสหน้าอื่นๆ ได้สองเท่า

การจัดเรียงหน้าหนังสือพิมพ์ก็เป็นระบบการเล่นที่ให้ผู้เล่นต้องวางแผนว่าควรจัดหน้าอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ขอบคุณภาพจาก: เกม News Tower
นอกจากช่องโบนัสแล้ว การจัดข่าวประเภทเดียวกันไว้ในหน้าเดียวกันจะทำให้ได้ยอดขายเพิ่ม ได้เงินเพิ่ม และได้แต้มอิทธิพลเพิ่มขึ้น โดยผู้เล่นต้องวางแผนให้ดีว่าจะจัดข่าวใดขึ้นก่อนหรือหลัง เพราะมันจะส่งผลต่อรายได้โดยตรง
หลังจากตีพิมพ์ผู้เล่นสามารถขยายธุรกิจไปยังเขตอื่นๆ และยังสามารถใช้แต้มอิทธิพลซื้อของเพื่อทำให้การทำข่าวมีประสิทธิภาพขึ้นได้ เช่น แท่นพิมพ์เพื่อเพิ่มจำนวนหน้าให้หนังสือพิมพ์ของเรา ทำให้ลงข่าวได้จำนวนมากขึ้น ไอเทมเพิ่มค่าทักษะให้พนักงาน หรือแม้แต่ของหรูหราที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
แต่อย่าหลงคิดว่าแค่การพิมพ์ข่าวดีๆ และเพิ่มฐานลูกค้าจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ เช่นเดียวกับในโลกความจริง สำนักข่าวก็ต้องพึ่งพิงรายได้จากโฆษณาหรือเงินทุนจากภายนอกเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน
ก่อนเริ่มสัปดาห์ใหม่ผู้เล่นสามารถเลือกรับภารกิจจากกลุ่มอำนาจต่างๆ ในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งแบ่งเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนายกเทศมนตรี ฝ่ายแก็งมาเฟีย ฝ่ายสังคมไฮโซ และฝ่ายกองทัพ ซึ่งภารกิจจากกลุ่มอำนาจเหล่านี้จะเป็นวิธีหลักที่ผู้เล่นจะได้แต้มอิทธิพล อีกทั้งแต่ละฝ่ายจะให้ผลประโยชน์แก่ผู้เล่นแตกต่างกันไป เช่น นายกเทศมนตรีช่วยให้นักข่าวไม่ถูกตำรวจจับ หรือมาเฟียช่วยให้จ้างพนักงานได้ถูกลง อย่างไรก็ตาม การเลือกทำงานให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจนเลิกคบค้าสมาคม (ไม่ให้ภารกิจ) กับผู้เล่นได้เหมือนกัน

ระบบฝักฝ่ายในเกมที่จะให้ผู้เล่นเลือกรับภารกิจจากกลุ่มอำนาจในนครนิวยอร์กเพื่อรับของรางวัล ขอบคุณภาพจาก: เกม News Tower
เกมออกแบบระบบฝักฝ่ายให้ออกมาเล่นกับความเทาๆ ของวงการสื่อ เพราะการเลือกทำงานกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแปลว่าต้องทำตามที่พวกเขาต้องการ ตั้งแต่พิมพ์ข่าวปลอม ข่าวแฝงโฆษณา หรือห้ามพิมพ์บางข่าว แลกกับเงินหรือแต้มอิทธิพล เป็นการท้าทายผู้เล่นว่าจะยอมสละจรรยาบรรณสื่อเพื่อความอยู่รอดหรือไม่ และบางครั้งหากเราไม่สามารถทำตามคำขอได้ อาจมีผลตามมาตั้งแต่ฝ่ายนั้นเริ่มไม่ชอบไปจนถึงถูกฟ้องและเอาพรรคพวกมาถล่มสำนักงาน
ขณะที่ผู้เขียนเล่นเกมนี้ก็เกิดความขัดแย้งทางจริยธรรมในใจเช่นกัน หลายครั้งก็ต้องเลือกระหว่างพิมพ์ข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พิมพ์หน้าโฆษณาซึ่งได้เงินเยอะกว่าหรือพิมพ์ข่าวปลอมเพื่อแลกกับเงินก้อนโตที่สามารถใช้ขยายตึกได้ทันที จุดนี้เองตัวเกมท้าทายการตัดสินใจของผู้เล่นอย่างเต็มที่
แน่นอนว่าในโลกความเป็นจริง การตัดสินใจเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ว่าสำนักข่าวได้เงินหรือไม่ได้เงิน เพราะมีสิ่งหนึ่งที่เกมนี้ไม่ได้แสดงให้ผู้เล่นเห็น นั่นคือผลกระทบต่อสังคมจากการที่สื่อถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนจนทำให้ไม่สามารถรายงานข่าวได้อย่างอิสระ
มองกันชัดๆ อย่างกรณีที่ปลาหมอคางดำหลุด ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับชาติที่มีคนได้รับผลกระทบจำนวนมากอย่าง เช่น ใน ต.แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม มีการประเมินว่าเกษตรกรและชาวประมงสูญเสียรายได้มูลค่ากว่า 131 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายที่เกิดกับระบบนิเวศ ที่ปลาระบาดไปแล้วกว่า 19 จังหวัด แต่สื่อเอกชนบางเจ้าไม่สามารถเขียนข่าวถึงบริษัทที่อาจเป็นต้นเหตุได้ตรงๆ เนื่องจากรับเงินโฆษณาจากบริษัทดังกล่าวมาเพื่อความอยู่รอด
หากรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ มีการทุจริตในหน่วยงานรัฐ หรือพยายามจะผลักดันนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม เช่น การทุจริตสอบราชการท้องถิ่น ปัญหาการรับมือภัยพิบัติของรัฐบาล หรือเรื่องการส่งเสริมสันติภาพตามแนวชายแดน แน่นอนว่าสื่อที่รับงบจากรัฐบาลไม่สามารถตรวจสอบการกระทำของรัฐอย่างตรงไปตรงมาได้ เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจตัดเพิ่มงบ ทำให้รัฐมีอำนาจสั่งการไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกันบางประเด็นที่ต้องใช้เวลาขุดให้ลึกลงไป สื่อเชิงพาณิชย์ก็อาจเลือกไม่ทำต่อ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ประเด็นไปต่อไม่ได้ หรือคนดูน้อย จึงอาจถูกมองว่าไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ลงทุนไป ซึ่งสื่อสาธารณะที่ไม่ต้องห่วงเรื่องผลกำไรอาจสามารถตรวจสอบรัฐได้อย่างเต็มที่มากกว่า
หากเป็นในเกม การเลือกทำตามผู้มีอำนาจของผู้เล่นผลกระทบอย่างมากสุดก็แค่ได้หรือไม่ได้รางวัล แต่ในโลกความเป็นจริงเราไม่ควรมองสื่อว่าเป็นแค่เรื่องของกำไร-ขาดทุน เพราะคำว่า ‘สื่อสารมวลชน’ มาพร้อมกับพันธกิจว่าต้องทำเพื่อสังคม ส่งเสียงให้ผู้ที่ส่งเสียงไม่ได้ หรือตรวจสอบอำนาจรัฐ และความไม่เป็นธรรมในสังคมด้วย
เช่นนี้นี่ก็คงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าสื่อสาธารณะยังจำเป็นอยู่ไหม เพราะจะมีใครที่สามารถเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องการรายงานข่าวและตรวจสอบอำนาจรัฐ อำนาจทุน ได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความอยู่รอดและการแข่งขันในตลาดแบบสื่อธุรกิจธรรมดาทั่วไป ซึ่งการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐของไทยพีบีเอสอาจทำให้รัฐบาลไม่พอใจ จนเป็นเหตุให้เสนอแก้กฎหมายเพื่อให้ไทยพีบีเอสอยู่ใต้การควบคุมของรัฐ
แต่หากรัฐบาลผลักดันร่างแก้ พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส จนผ่านได้ อาจส่งผลให้ความอิสระในการรายงานข่าวลดลง หากไทยพีบีเอสต้องพึ่งการจัดสรรงบประจำปีจากรัฐบาล แปลว่าอิสระทางการเงินหายไป ทำให้อิสระในการนำเสนอก็อาจหายไปด้วย พูดง่ายๆ ว่า หากวันหนึ่งไทยพีบีเอสรายงานข่าวโจมตีนโยบายรัฐ แล้วรัฐบาลรู้สึกไม่ชอบใจ ในปีงบฯ ต่อไปจึงจัดสรรงบให้น้อยลงก็เป็นไปได้ พองบน้อยลงแล้ว กำลังก็น้อยลงตาม ค่าจ้าง ค่าเดินทาง ค่าผลิตชิ้นงานลดลง เป็นการกดดันว่าถ้าไม่ทำตามที่รัฐบาลบอกก็จะไม่สามารถทำหน้าที่สื่อต่อได้
แม้โฆษกรัฐบาลจะออกมาตอบปัดว่า การแก้กฎหมายไทยพีบีเอสไม่ได้ต้องการจะฮุบสื่อให้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ แต่ต้องการตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอสในแต่ละปีเพื่อความโปร่งใส ไม่ว่าอย่างไรผู้เขียนก็เห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยการให้จัดสรรงบจากส่วนกลางเพื่อกันทุจริต เป็นการแก้ปัญหาที่ ‘ผิดจุด’
เพราะใน พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส ก็มีการระบุให้องค์การต้องส่งรายงานประจำปีให้แก่รัฐสภาและเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นประจำทุกปี และระบุว่าประชาชนสามารถสะท้อนความเห็น ร้องเรียนเกี่ยวกับจรรยาบรรณและการทำงานได้ ส่วนการตรวจสอบจากภายนอก ก็มีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้งบและจัดซื้อจัดจ้างอยู่แล้ว ดังนั้นหากสงสัยว่ามีการทุจริตก็สามารถใช้กระบวนการเหล่านี้ตรวจสอบได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณเลย
อีกทั้งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้วว่า การของบผ่านรัฐสภาไม่ได้ป้องกันการทุจริตได้เสมอไป ทั้งกรณีฮั้วประมูลและลดสเปกก่อสร้างตึกสตง. ถล่ม หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็พบการทุจริตกันไม่น้อย เช่น การสร้างเสาไฟกินรีของ อบต.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ หรือเคสที่มีอาคารร้างของหน่วยงานราชการที่โผล่ขึ้นทั่วไทย ดังนั้นการแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนที่มารายได้เพื่อความโปร่งใสนั้นจึงฟังไม่ขึ้นเลย
อย่างไรก็ดี แม้ผู้เขียนจะสาธยายถึงความจำเป็นของไทยพีบีเอสมามาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรเองก็มีข้อที่ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้เช่นกัน อย่างเสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับความโปร่งใสในการทำงานของไทยพีบีเอส เช่น ธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผอ. ช่อง Voice TV ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งแง่ถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทำรายการที่มีการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงย้อนหลัง หลังจากรายการออกอากาศไปแล้ว นอกจากนี้หากลองดูในประกาศการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การ หลายโครงการมีการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องเจาะจงหรือ ทำไมไม่เปิดประมูลตามปกติ
จนกลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยพีบีเอสคือ องค์การจะทำอย่างไรให้ประชาชนยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป และพวกเขาจะทำอย่างไรให้รักษาพันธกิจของความเป็นสื่อสาธารณะ ที่ต้องทำเพื่อสาธารณประโยชน์โดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐ ต่อไปได้
การที่มีคนออกมาวิจารณ์ตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสขององค์การที่ใช้เงินภาษีก็เป็นเรื่องที่สมควรทำได้ เพราะคำวิจารณ์เหล่านี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่า แม้ไทยพีบีเอสจะอยู่เหนืออำนาจรัฐและทุน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะอยู่เหนือเสียงวิจารณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี แต่หากจะให้ดีก็คงต้องระวังไม่ให้ปะปนกันระหว่างเรื่องการใช้ภาษีอย่างไม่คุ้มค่า กับเรื่องคุณค่าของสื่อสาธารณะ เพราะสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง
สุดท้ายแล้ว สื่อสาธารณะก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ควรจะได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม ในยุคที่สื่อต่างๆ ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งจากการต้องทำงานตามอัลกอริทึมก็ดี หรือต้องเอาตัวรอดด้วยการพึ่งพานายทุนก็ดี สื่อที่เป็นตัวแทนจาก ‘เสียงของประชาชน’ จึงสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นประชาชนอย่างเราๆ คงได้ดูแต่ข่าวโฆษณาชวนเชื่อจากนักการเมืองหรือนายทุน ไม่ต่างกับนครนิวยอร์กในทศวรรษ 1930
อ้างอิง
ข่าวสด. (7 กันยายน 2569). จำคุก 5 ปี อดีตนายกฯ อบต.ราชาเทวะ กับพวกรวม 2 คน จัดซื้อเสาไฟกินรี. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก ข่าวสด online: https://www.khaosod.co.th/crime/news_10314089
นวพร เรืองศรี. (18 กันยายน 2569). วิกฤต “ปลาหมอคางดำ” ภัยคุกคามแห่งใหม่ จากอ่าวไทยสู่เขื่อนลำปาว. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก Thai PBS: https://www.thaipbs.or.th/now/content/564867
พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551. (14 มกราคม 2551). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 125 ตอนที่ 8 ก หน้า 1-25.
สำนักข่าวอิสรา. (2568 กรกฎาคม 19). เปิดข้อมูล 10 อาคารทิ้งร้างทั่วไทย ภาค ปชช.แฉ – ละลายงบกว่าพันล้าน. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก สำนักข่าวอิสรา: https://isranews.org/article/south-slide/139807-abandonedbuilding.html
Teerat Ratanasevi. (2026, October 11). ขอความรู้ครับ มีคนส่งข้อความหลังไมค์ตั้งข้อสังเกตมาให้ผมว่าระเบียบการจัดซื้อของภาครัฐ. [Image attached]. https://web.facebook.com/share/p/14tjEVpytiL/
Thai PBS. (2 สิงหาคม 2567). “ปลาหมอคางดำ” สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ตำบลเดียว 131 ล้าน/ปี. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก Thai PBS: https://www.thaipbs.or.th/news/content/342647
Thai PBS. (5 ตุลาคม 2569). โฆษกรัฐบาล แจงปม สส.เสนอแก้กฏหมาย ปัดหวังฮุบไทยพีบีเอส. เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก Thai PBS: https://www.thaipbs.or.th/news/content/559171











