
เขียนและภาพถ่าย ธีรภัทร กมล
กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง
เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) ที่งานรำลึก 53 ปี 14 ตุลา บริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นองค์ปาฐกในงานกล่าวว่า ปัจจุบันการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจใช้อำนาจในการ ‘เคลียร์ได้’ กับกฎ กติกาของสังคมอยู่บ่อยครั้ง โดยการ ‘เคลียร์ได้’ ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการตกลงหาทางออกร่วมกันของคนสองฝ่ายแต่มีความหมายถึงการจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยสิ่งที่คนทั่วไปไม่มี เช่น การใช้เงินจัดการความยุ่งยาก การใช้อำนาจเส้นสายจัดการหาทางลัด หาข้อยกเว้นของกติกา วัฒนธรรมเคลียร์ได้นี้เป็นสิ่งที่กำลังกัดกร่อนความหมายของกติกาในชีวิตจริงอยู่
ฟูอาดี้กล่าวว่า การเคลียร์ได้นั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านข่าวฉาวตามหน้าสื่อ สิ่งนี้จึงกำลังกลายเป็นมาตรฐานการประพฤติที่สังคมยอมรับโดยทั่วกัน เพราะคนคิดว่าต้องปรับตัวขวนขวายเพื่อให้ตัวเองสามารถเคลียร์ได้ หรือหลายกรณีที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ประชาชนสงสัยในอำนาจที่มีของตัวเอง กลายเป็นความคุ้นเคยชินชา เหนื่อยหน่าย จนวัฒนธรรมเหล่านี้กลายเป็นสิ่งปกติ
ฟูอาดี้กล่าวเพิ่มว่า ระบบก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการเคลียร์ได้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา การออกแบบระบบที่ทำให้เสียงของประชาชนต้องผ่านด่านที่เข้าไม่ถึง ยุ่งยาก และเสี่ยงอันตรายหากลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าตัวเองปลอดภัย จนกลายเป็นความนิ่งเงียบ
“ถ้าการแสดงความคิดเห็น การชุมนุม หรือการเปิดโปงข้อมูลมีต้นทุนสูง คนจำนวนหนึ่งจะเริ่มเซ็นเซอร์ (ปิดปาก) ตัวเองหรือองค์กรก่อนที่รัฐจะเซ็นเซอร์เสียอีก” ฟูอาดี้กล่าวและว่า ถ้าคนออกมาเปิดโปงต้องได้รับผลเสีย แต่ผู้มีอำนาจยังสามารถเคลียร์ได้ แรงจูงใจของระบบก็จะกลับทิศทาง เพราะคนที่กระทำผิดก็ยังสามารถกล้าเสี่ยงต่อไปได้ส่วนคนที่รับรู้ว่าการกระทำนั้นผิดจะกลายเป็นฝ่ายที่ไม่กล้าทำอะไรแทน
ฟูอาดี้กล่าวว่า หน้าที่ของคนในรุ่นปัจจุบันไม่ใช่แค่การยืนบนบ่าที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ แต่เป็นการร่วมกันสร้างบ่าใหม่เป็นรากฐานให้คนในสังคมรุ่นถัดไปสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม มีพร้อมด้วยกติกาที่เชื่อถือได้ สิทธิที่ใช้ได้จริง และสังคมที่ไม่จำเป็นต้องมีการเคลียร์ใดๆ เกิดขึ้นเพื่อให้พวกเขาได้มาซึ่งสิ่งที่ควรเป็นของเขามาตั้งแต่แรก เช่นนั้นจึงถือเป็นการร่วมสร้างปทัสถานใหม่ และเป็นการขอบคุณคนรุ่น 14 ตุลา ที่มีความหมาย
ฟูอาดี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ความหวังที่จะเปลี่ยนปทัสถานนี้ยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความต้องการเปลี่ยนแปลงอยู่ในใจทุกคน เช่นนั้นเราจึงต้องร่วมกันต่อสู้ให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศที่มีโครงสร้างที่สามารถรองรับทุกคนได้ สำหรับนักศึกษา สิ่งแรกที่ทำได้เลยคือการตั้งใจเรียน เพราะไม่ใช่ว่าจะต้องออกไปประท้วงตลอด แต่สิ่งสำคัญคือการบ่มเพาะตัวเองให้พร้อมเพื่อนำความรู้ของตัวเองไปต่อยอดในโอกาสอื่น และสร้างความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ
สุนี ไชยรส นักสิทธิมนุษยชน และเป็นหนึ่งในคนรุ่น 14 ตุลา กล่าวว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ง่าย และเพราะสังคมนั้นมีความซับซ้อน จึงต้องการให้คนรุ่นใหม่ศึกษาให้มาก ให้กว้างขวาง และพบปะผู้คนหลายแบบให้มาก ไม่ใช่แค่เรียกร้องกันในกลุ่มหรือพูดแต่เรื่องประชาธิปไตย เพราะนอกจากนั้นแล้วยังมีทั้งความเสมอภาคแบบต่างๆ รวมถึงสิทธิมนุษยชนให้เรียนรู้ เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีสถานการณ์ที่หนักมาก และต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ











