เขียน วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์
กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง

ไทยพีบีเอสกังวลการเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรัฐ อาจทำให้พื้นที่สื่อกลุ่มเปราะบางหายไป ด้านคณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. หนุนถอนร่างแก้ พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส เพื่อคงความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เอ (นามสมมุติ) พนักงานไทยพีบีเอสซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยเสนอเปลี่ยนที่มารายได้ไทยพีบีเอส จากภาษีสุรา-ยาสูบเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์กรจากเงินบำรุงองค์การที่กรมสรรพสามิตเรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีจัดสรรสมทบ (Earmarked Tax) ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐตามร่างแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตเนื้อหา และการจัดสรรทรัพยากรในการผลิต โดยเฉพาะรายการด้านสังคม เช่น สารคดี รายการคนจนเมือง ประเด็นเกี่ยวกับคนชายขอบ หรือกลุ่มที่มีพื้นที่ในการสื่อสารจำกัด
พนักงานไทยพีบีเอสกล่าวเพิ่มเติมว่า หากได้รับงบประมาณลดลง อาจทำให้การดําเนินงานตามพันธกิจขององค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย พร้อมแสดงความกังวลว่าพื้นที่สื่อสําหรับประเด็นสาธารณะ และกลุ่มเปราะบางอาจลดน้อยลง จากเดิมที่ไทยพีบีเอสมีบทบาทในฐานะสื่อสาธารณะที่มุ่งนำเสนอผลกระทบต่อสังคมและประเด็นที่สื่อประเภทอื่นอาจให้ความสําคัญไม่มากนัก
“ถ้าเราเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินไปเป็นกระบวนการงบประมาณ (งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ) จะทำให้สถานะขององค์กรเปลี่ยนไป เราจะไม่มีสื่อสาธารณะที่รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะรัฐมีสื่อของตัวเองอยู่แล้ว ถามว่าไทยพีบีเอสยังเป็นสื่อหรือไม่ คําตอบคือยังเป็นสื่อ แต่จะไม่ใช่สื่อสาธารณะอีกต่อไป” พนักงานไทยพีบีเอสกล่าว
พนักงานไทยพีบีเอสกล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณไม่ควรส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณะ โดยมองว่าหากองค์กรต้องพึ่งพางบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐ อาจทําให้สังคมตั้งคําถามถึงความเป็นอิสระของสื่อ แม้ภาครัฐจะไม่ได้เข้ามาแทรกแซงเนื้อหาหรือกระบวนการทํางานโดยตรง แต่แหล่งที่มาของเงินนั้นก็จะสามารถทำให้รู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของสื่อ
พนักงานไทยพีบีเอสกล่าวว่า การเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีการหารือกับองค์กรล่วงหน้า ทําให้บุคลากรภายในรู้สึกประหลาดใจ นอกจากนี้การผลักดันร่างกฎหมายยังเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกําลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะเข้าใจหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่รัฐควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึงศึกษาผลกระทบและทางเลือกอื่นที่สามารถรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะได้ก่อนการตัดสินใจแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
พนักงานไทยพีบีเอสกล่าวว่า การถกเถียงเกี่ยวกับร่างแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส เป็นโอกาสสำคัญที่สังคมจะได้ทำความเข้าใจบทบาทของสื่อสาธารณะ และเหตุผลที่องค์กรได้รับรายได้จากภาษีจัดสรรสมทบ ซึ่งตามมุมมองขององค์กรคือการช่วยลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน และทําให้สื่อสาธารณะมีความแตกต่างจากสื่อประเภทอื่น โดยขณะนี้องค์กรอยู่ระหว่างชี้แจงข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแหล่งรายได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับอนาคตของสื่อสาธารณะ ขณะเดียวกันองค์กรยังคงปฏิบัติหน้าที่นําเสนอข่าวสารและข้อเท็จจริงตามพันธกิจขององค์กรต่อไป
อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านสื่อสารมวลชน ได้ร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีจัดสรรสมทบไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐ อาจขัดต่อเจตนารมณ์การก่อตั้งองค์กรสื่อสาธารณะ และส่งผลต่อความมั่นคงในการวางแผนงานระยะยาวขององค์กร
อัจฉรากล่าวเพิ่มเติมว่า การพึ่งพางบประมาณที่ผ่านการจัดสรรจากภาครัฐอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระและการนำเสนอเนื้อหาของสื่อที่ต้องขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงจะทำให้สื่อขาดอิสระในการตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นบทบาทสําคัญของสื่อสาธารณะ
“เรากังวลว่าหากไทยพีบีเอสเปลี่ยนไปพึ่งพางบประมาณจากรัฐ จะยังสามารถทําหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐได้เหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ขัดกับหลักการจัดตั้งองค์กรตั้งแต่แรก นอกจากนี้ยังไม่มั่นใจว่าไทยพีบีเอสจะยังมีเสรีภาพและอิสรภาพในการตรวจสอบหรือการทำข่าวสารในประเด็นที่อาจไม่ใช่ความสนใจของคนส่วนใหญ่ แต่มีความสำคัญต่อคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยได้หรือไม่ สื่อที่ดีควรตอบสนองทุกคนได้ โดยไม่ถูกกำหนดโดยกลไกของทุนหรืออำนาจรัฐ ควรมีความเป็นอิสระเพื่อค้ำจุนสังคม” อัจฉรากล่าว
อัจฉรากล่าวต่อไปว่า สื่อกระแสหลักอื่นๆ ทั้งในระบบทุนหรือสื่อของรัฐ อาจไม่ได้ให้ความสนใจกับประเด็นเฉพาะกลุ่มมากนัก เช่น ปัญหาแหล่งน้ำปนเปื้อนในต่างจังหวัด น้ำเสีย คนไร้สัญชาติ หรือคนชายขอบ ดังนั้นจึงควรมีพื้นที่สื่อที่ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน
อัจฉรากล่าวต่อเพิ่มเติมอีกว่า การประเมินประสิทธิภาพของสื่อสาธารณะไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับสื่อรัฐหรือสื่อเอกชน เพราะบทบาทหลักของสื่อสาธารณะคือการตอบสนองประโยชน์สาธารณะ แม้ยอดการเข้าชมจะมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดในการประเมินประสิทธิภาพของสื่อสาธารณะ
ทั้งนี้ ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส ถูกเสนอโดยศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โดยมีสาระสำคัญให้เปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจากภาษีสรรพสามิตจัดสรรสมทบในอัตราร้อยละ 1.5 ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การใช้จ่ายเงินสาธารณะเป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังและอยู่ภายใต้การพิจารณาและตรวจสอบของรัฐสภา อีกทั้งการปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ในลักษณะเดียวกันยังครอบคลุมสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุด้วย











