ArticlesSociety

Car-Centric City: เมืองที่รถยนต์ใหญ่กว่าคน

เรื่องและภาพประกอบ : ชวิน ชองกูเลีย

หากคุณเป็นคนที่ไม่ได้ขับรถ คุณอาจเคยหงุดหงิดเวลาที่ต้องมาเดินหลบรถยนต์เวลาเดินอยู่ในซอยแคบๆ จนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาทนเสี่ยงตายอยู่บนสภาพถนนแบบนี้ หรือหากคุณเป็นคนที่ขับอยู่ตลอด คุณอาจเคยหงุดหงิดที่ต้องมาทนรอคนเดินข้ามทางม้าลาย และไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนจึงออกมาเรียกร้องหาทางเท้า ทางจักรยานที่ดี เพราะจะทำให้คุณใช้เวลาบนรถนานขึ้นเนื่องจากต้องสูญเสียเลนถนนไปเพื่อสร้างทางเท้าเพิ่มเติม

ทั้ง 2 เหตุการณ์อาจเป็นมุมมองที่ไม่มีทางเกิดขึ้นในคนคนเดียวกันแต่ก็มีที่มาไม่ต่างกัน นั่นเป็นเพราะเรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่ง ‘Car-Centric’ อยู่โดยไม่รู้ตัว

Car Centric คืออะไร ทำไมอยู่ดีๆ คำนี้ถึงถูกนำมาพูดถึง

Car-Centric คือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองโดยให้ความสำคัญกับรถส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งหากเมืองใดได้มีการพัฒนาเมืองในรูปแบบนี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็น ‘Car-Centric City’ โดยหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น Car-Centric อย่างชัดเจนก็คือสหรัฐอเมริกาที่มีภาพจำว่าถูกออกแบบเมืองให้จำเป็นต้องมีรถในการเดินทาง

เดิมคำนี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงในไทยมากนัก จนกระทั่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อกรุงเทพมหานคร ได้เริ่มทดลองกั้นเลนในซอยพร้อมจิต (สุขุมวิท 39) จาก 2 เลนเหลือเลนเดียวเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้คนเดินเท้าและจักรยานจนถูกวิจารณ์ว่า ‘ทำให้รถติด’ เนื่องจากซอยดังกล่าวมักถูกใช้เป็นซอยลัดเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดบนถนนใหญ่รอบข้าง

แม้ กทม. จะได้รับเสียงต่อต้านจนยอมยุติการทดลองดังกล่าวไปหลังจากเริ่มได้เพียงวันเดียว แต่ก็มีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นด้วยกับการทดลองนี้และมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากพื้นที่เดินเท้าเดิมในซอยที่แคบมากจนเรียกว่าไม่มีก็ยังได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการขยายพื้นที่ให้คนเดินก็ถูกต่อต้านอย่างหนัก คำว่า Car-Centric จึงถูกยกมาพูดถึงในเหตุการณ์นี้และตีแผ่ไปจนถึงความเป็นอยู่ในมุมมองของคนที่ไม่ขับรถ

Car Centric ในไทยหน้าตาเป็นยังไง?

แม้คำว่า Car-Centric จะยังไม่ถูกพูดถึงมากนักในไทย แต่แนวคิดดังกล่าวสามารถสังเกตได้มานานแล้วจากวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ บนท้องถนนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวคิดในการพัฒนาโครงข่ายการเดินทางของทางรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนย้ายสถานีขนส่ง (หรือที่เรียกติดปากว่า บขส.) ออกไปนอกเมือง, การขยายเลนถนนเพิ่มเติมแต่ลดพื้นที่ทางเท้าลง หรือแม้กระทั่งการไม่ให้ทางกับรถสาธารณะ

ก่อนจะไปถึงกรณีล่าสุดอย่างการที่ กทม. ทดลองกั้นเลนถนน ที่ผ่านมาเราก็สามารถเห็นวิธีแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนที่ให้ความสำคัญกับรถส่วนตัวได้เป็นประจำ โดยผู้เขียนมีตัวอย่างเหตุการณ์ในสังคมที่สะท้อนถึง Car-Centric ที่น่าสนใจ 3 อย่างที่ในไทยอาจถูกมองเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ในประเทศที่ขนส่งสาธารณะได้รับความสำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลย

เหตุการณ์แรกคือการย้ายป้ายรถเมล์เพื่อแก้ไขปัญหารถติด เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน แต่การย้ายป้ายรถเมล์ครั้งล่าสุดที่มีการพูดถึงในสังคมออนไลน์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาใน X เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องการจราจรติดขัดบริเวณหน้าห้าง Platinum Fashion Mall ซึ่งบริเวณหน้าห้างมักพบรถแท็กซี่ และรถสามล้อจอดรอผู้โดยสารอยู่เป็นประจำ แต่ในการสรุปการประชุมแก้ไขปัญหาดังกล่าวกลับมีการลงมติให้ย้ายป้ายรถเมล์บริเวณนั้นออกไปแทนแม้ป้ายรถเมล์จะตั้งอยู่ตรงนั้นมาเป็นเวลาหลายปี

ภาพจาก https://x.com/BKKTrains/status/1851798197271986432

เหตุการณ์ที่ 2 คือการที่รถเมล์ ‘ไม่สามารถจอดป้ายได้’ เพราะต้องเตรียมเลี้ยวขวา เหตุการณ์นี้สามารถพบได้เป็นปกติบริเวณป้ายรถเมล์เกือบทุกจุดที่ตั้งอยู่ใกล้กับแยกไฟแดง โดยรถเมล์สายที่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือตรงไปจะจอดที่ป้ายตามปกติ แต่กับรถเมล์สายที่ต้องเลี้ยวขวาในแยกที่จะถึง กลับไม่จอด

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการมองว่ารถเมล์ที่ต้องตัดจากป้ายรถเมล์ที่อยู่เลนซ้ายสุดออกไปเลนขวาเพื่อเลี้ยวนั้นเป็นการกีดขวางการจราจรซึ่งทำให้การจราจรติดขัด ผลสุดท้ายรถเมล์จึงต้องยอมไม่จอดป้ายก่อนถึงแยกและให้ผู้โดยสารต้องเดินเพิ่มขึ้นเพื่อไปขึ้นรถที่ป้ายอื่นแทน

นอกจากกรณีรถเลี้ยวขวาที่พบได้เป็นปกติแล้ว ก็มีกรณีแปลกๆ เช่นกัน อย่างบริเวณป้ายรถเมล์หน้าเซ็นทรัลพระราม 9 ที่แม้แต่รถเมล์สายที่จะต้องตรงบริเวณแยกพระราม 9 ก็ไม่จอดป้ายดังกล่าวเช่นกัน ถึงแม้บริเวณป้ายรถเมล์จะมีการตีเส้นใหม่เป็นเลนเส้นประที่หมายความว่า ‘สามารถเปลี่ยนเลนได้’ แล้วก็ตาม แต่รถเมล์สายที่วิ่งตรงไปซึ่งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลนไปหลายช่องมากนักก็ยังคงไม่จอดป้ายนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ

กลับกันในประเทศที่ให้ความสำคัญกับรถสาธารณะอย่างสิงคโปร์จะมีเครื่องหมายพิเศษบนถนนเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ทางรถเมล์เลี้ยวออกไปก่อนทำให้รถเมล์สามารถเปลี่ยนเลนออกไปได้

ขอบคุณภาพจาก : https://landtransportguru.net/bus-priority-schemes/

เหตุการณ์สุดท้ายที่น่าจะดูแปลกที่สุดในทุกตัวอย่างที่ยกมาคือ การที่รถไฟต้องจอดรอรถยนต์

โดยปกติเมื่อเราขับรถมาเจอทางรถไฟและพบว่ารถไฟกำลังมา สิ่งที่ควรทำคือรอรถไฟผ่านไปก่อน แต่สำหรับกรุงเทพฯ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนวันทำงาน

เนื่องจากบางพื้นที่ที่มีทางตัดระหว่างรถไฟและถนนในกรุงเทพฯ มักเป็นจุดที่มักมีการจราจรหนาแน่น เช่น บริเวณแยกยมราช หรือแยกอโศก-เพชรบุรี เมื่อมีการกั้นถนนให้รถไฟผ่านจึงมักถูกมองว่าทำให้รถยนต์ต้องจอดรอและเกิดการติดขัดเพิ่มขึ้น สุดท้ายรถไฟจึงต้องจอดรอให้รถยนต์ไปก่อน

ภาพจาก https://web.facebook.com/share/p/19eMQaFyc8/

นอกจากการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นตามที่กล่าวไปแล้ว ในแผนโครงการระดับกระทรวงก็มีแนวคิด Car-Centric ให้เห็นเช่นกัน โดยโครงการที่เห็นภาพแนวคิดนี้ชัดที่สุดในช่วงปีนี้ คือการเสนอโครงการสร้างทางด่วนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ที่มากขึ้น แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการพยายามลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งว่าถ้าจำนวนรถส่วนตัวมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะต้องมีทางด่วนถึงกี่ชั้นถึงจะแก้ปัญหาได้ล่ะ?

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งวันสำคัญของโลกคือวันปลอดรถยนต์ หรือ Car Free Day ซึ่งตรงกับวันที่ 22 กันยายนของทุกปี โดยวันนี้เกิดขึ้นมาเพื่อรณรงค์การลดการใช้รถส่วนตัวและใช้ขนส่งสาธารณะทดแทน แล้วถ้าการแก้ไขปัญหายังคงเน้นไปที่เพิ่มพื้นที่ให้รถยนต์เป็นหลัก เราจะมีวัน Car Free Day ไปทำไมกันนะ…?

เมื่อ Car-Centric + Super Block + รวมศูนย์อำนาจ = ความพินาศทางถนนเมืองหลวงจึงบังเกิดขึ้น

แม้ว่ากรุงเทพฯ จะมีประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน แต่ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2566 มีรถจดทะเบียนสะสมอยู่ทั้งหมดถึง 11 ล้านคัน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรจริงในกรุงเทพฯ เสียอีก ก็ยิ่งชัดเจนว่าในปัจจุบัน มีรถยนต์ส่วนตัวอยู่มากจนไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมรถจึงติดขนาดนี้

สำหรับผู้เขียน แนวคิด Car-Centric อาจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง แต่ปัจจัยที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมากอย่างปัจจุบันยังมีองค์ประกอบอื่นมารวมอยู่อีกด้วยอีก 2 อย่าง โดยอย่างแรกคือผังเมืองแบบ ‘Super Block’ ที่ทำให้เกิดซอยตันเป็นจำนวนมาก จนรถยนต์ต้องจากซอยเล็กๆ (และมักเป็นซอยตัน) ที่เป็นเส้นเลือดฝอยออกมาใช้ทางร่วมกันบนถนนเส้นหลัก

ประเด็นเรื่อง Super Block เคยถูกพูดถึงไปแล้วครั้งหนึ่งในงานเรื่อง “รถ Feeder” เส้นเลือดฝอยที่สำคัญต่อคนเมืองไม่แพ้เส้นเลือดใหญ่ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนมองว่าอาจส่งผลให้เกิดรถติดเช่นกัน คือเมืองที่ ‘รวมศูนย์ความเจริญ’

เมืองที่รวมศูนย์ความเจริญคือเมืองที่ถูกพัฒนาให้เจริญขึ้นเฉพาะจุดศูนย์กลางของรัฐเพียงที่เดียว ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นเมืองที่เจริญอยู่เพียงที่เดียวต่างจากจังหวัดอื่นๆ รอบนอก ทำให้ผู้คนจากต่างจังหวัดส่วนหนึ่งเลือกที่จะเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อมองหาอนาคตที่ดีกว่าสำหรับพวกเขาทั้งในแง่การงานและการศึกษา และพวกเขาเหล่านี้เองก็ต้องใช้รถไม่ต่างกับประชากรจริงในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ในงานเขียนเรื่อง “เมืองป่วย ต้องปรับ” จับเข่าคุยอาจารย์ผังเมือง เรื่องไหนกรุงเทพฯ ต้องเร่งแก้! ของ ม.ธรรมศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ในปัจจุบัน กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความแออัด เพื่อลดความแออัด ต้องมีการกระจายความเจริญออกไปสู่จังหวัดในภูมิภาคอื่นๆ นอกจากนี้สาเหตุหนึ่งของปัญหาเรื่องรถติดเองก็เกิดจากการที่คนอาศัยอยู่ชานเมืองซึ่งไกลจากแหล่งที่ทำงานเนื่องจากโซนชานเมืองเป็นที่พักอาศัยที่ราคาสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า นั่นก็หมายความว่าไม่ได้มีเพียงแค่คนจากต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่วิถีชีวิตในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเองยังมีความจำเป็นต้องเดินทางไกลเข้ามาทำงานหรือธุระต่างๆ กลางใจเมืองอยู่ตลอด

กล่าวคือเมื่อกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมความเจริญทั้งที่ผังเมืองมีซอยตันมากจนไม่สะดวก ผู้คนจึงมักใช้รถส่วนตัวเป็นทางเลือกหลักแม้จะต้องพบเจอรถติดบนถนนใหญ่ และในขณะเดียวกัน แนวคิดการแก้ปัญหาของเมืองก็ยังคงเน้นให้การขับรถมีความสะดวกสบายมากกว่าการยอมจอดรถแล้วมานั่งรถสาธารณะแทน (แล้วขนส่งสาธารณะก็ดันแพงและไม่สะดวกด้วย) นั่นก็หมายความว่าชีวิตที่สะดวกสบายในกรุงเทพฯ คือชีวิตที่มีรถส่วนตัว แม้จะต้องออกมาเจอกับรถติด แต่อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าการนั่งรถไฟฟ้าราคาแพงหรือทนรถติดอยู่บนรถเมล์และต้องลำบากหารถรับจ้างเข้าไปในซอยลึกอยู่ดี

เมื่อรถมากระจุกรวมกันอยู่ที่กรุงเทพฯ มันก็ทำให้การพัฒนาเมืองโดยลดเลนถนนแต่ไม่ได้ลดจำนวนรถบนถนนควบคู่ไปด้วย ทำให้เกิดการจราจรติดขัดในพื้นที่ที่มีการทดลองกั้นกรวยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับซอยพร้อมจิตที่มีการทดลองกั้นกรวยซึ่งเป็นหนทางลัดเพียงไม่กี่ทางที่ทำให้สามารถเลี่ยงรถติดในโซนธุรกิจอย่างอโศกและพร้อมพงษ์ได้ แม้เจตนาของการทดลองจะต้องการสร้างความปลอดภัยให้คนเดินถนนก็ตามอย่างที่เกิดขึ้น

สุดท้ายก็อดเสียดายไม่ได้ที่โครงการเพิ่มพื้นที่เดินเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คนเดินเท้าแบบนี้ต้องถูกพับเก็บไปเพราะมองในอีกมุมหนึ่ง แม้การเจียดเลนถนนจะส่งผลให้รถยนต์ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ลื่นไหลเท่าเดิมเนื่องจากต้องเสียผิวถนนไป 1 เลนเพื่อให้คนเดิน แต่เมื่อมองในมุมมองของคนเดินเท้า ซอยพร้อมจิตไม่เคยมีทางเท้าให้เดินมาตลอดหลาย 10 ปีจนผู้คนในพื้นที่ต้องเสี่ยงอันตรายจากรถยนต์ การกั้นเลนในครั้งนี้ทำมีทางเท้าให้เดินก็อาจเป็นเรื่องที่ดีต่อคนในพื้นที่ไม่น้อยเลย

แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรดี?

เนื่องจากบริบทของเมืองในปัจจุบันที่ทุกอย่างตั้งแต่ที่ออฟฟิศจนถึงห้างสรรพสินค้าต่างตั้งอยู่กลางใจกรุงเทพฯ จนยากที่จะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว อีกทั้งผังเมืองที่เป็นอยู่ก็ไม่อาจไปแก้ไขอะไรในภายหลังได้แล้ว

สุดท้ายการลดรถติดที่ยั่งยืนที่สุดวิธีหนึ่งก็คือการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน ซึ่งก็ต้องพึ่งพารถ Feeder หรือรถสาธารณะที่รับผู้โดยสารจากจุดเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟฟ้าหรือปากซอยเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่สะดวกมากพอ ซึ่งฟังดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่นี่เองก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ กทม.ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเนื่องจากอำนาจในการบริหารเมืองถูกยึดออกไปให้หน่วยงานอื่นดูแล

ในปัจจุบัน กทม. มีอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับการคมนาคมเพียงแค่การดูแลทรัพย์สินบนถนนและทางเท้าเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทุกพื้นที่ เนื่องจากถนนบางเส้นเองก็ถูกดูแลโดยกรมทางหลวง ส่วนในแง่ของการให้บริการรถ Feeder อย่างมากที่สุดก็คือการจัดรถ Shuttle Bus ให้บริการในแต่ละพื้นที่โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างที่ทำอยู่ในโครงการ BMA Feeder (ต้องให้บริการฟรีเพราะหากเก็บค่าโดยสาร จะกลายเป็นรถเส้นทางเถื่อนเพราะกรมการขนส่งทางบกไม่ได้กำหนดเส้นทางเอาไว้) หรือการเป็นผู้ให้บริการรถหมวด 4 (รถในซอย) เองเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน รถเหล่านี้ส่วนมากก็มีผู้ประกอบการซึ่งขึ้นตรงกับ ขสมก. และกรมการขนส่งทางบกอยู่แล้ว ทั้ง 2 หน่วยงานนี้เองก็เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคม แต่ กทม. เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้ กทม. เองแทบไม่มีอำนาจในการจัดรถสาธารณะมาให้บริการได้เลย

สุดท้ายแล้วในเมื่อ กทม. ที่แม้จะเป็นหน่วยงานเจ้าของเมืองกรุงเทพฯ แต่กลับไม่มีอำนาจในการดูแลรถเมล์ในเมืองของตัวเอง  ทางออกของปัญหาก็ยังคงต้องพุ่งไปที่กรมการขนส่งทางบกที่มีอำนาจเต็มในการดูแลเส้นทางรถสาธารณะทั้งหมดตั้งแต่รถเมล์บนถนนสายหลักไปจนถึง รถ Feeder ในซอยต่างๆ ให้รถเหล่านี้สามารถให้บริการตรงตามบริบทของเมืองและมีความปลอดภัยมากพออยู่ดี เพราะถ้าสามารถลดจำนวนรถส่วนตัวได้ โครงการที่ช่วยเหลือคนเดินเท้าด้วยการกั้นเลนถนนก็อาจไม่ถูกต่อต้านมากเท่านี้เช่นกัน

แต่ก็คงดีกว่า ถ้าเจ้าของเมืองอย่าง กทม. ได้รับการกระจายอำนาจให้สามารถดูแลรถสาธารณะในเมืองได้ ไม่ต้องคอยประสานงานหลายหน่วยงานจนยุ่งเหยิงอย่างปัจจุบัน…

อ้างอิง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2565). “เมืองป่วย ต้องปรับ” จับเข่าคุยอาจารย์ผังเมือง เรื่องไหนกรุงเทพฯ ต้องเร่งแก้!.
https://tu.ac.th/thammasat-010265-tds-analysis-city-plan-bangkok

DesignDash (2567). The Problem with Car-Centric Cities for Community, Public Health, and More
https://designdash.com/2024/01/29/the-problem-with-car-centric-cities-for-community-public-health-and-more/

Future Perfect (2566). 22 ก.ย. “Car Free Day” วันปลอดรถ รณรงค์ใช้ระบบขนส่งมวลชน.
https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2726761

Planetizen (ม.ป.ป.). What Is Car-Centric Planning?.
https://www.planetizen.com/definition/car-centric-planning

Thairath Money (2567). “สุริยะ” ชูทางด่วน 2 ชั้นแก้รถติด ลดค่าทางด่วนขั้น 2 ตลอดสาย 50 บาท ส.ค.นี้.
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ/2780797

The Matter (2567). หรือว่าพวงมาลัยจะต้องสาป? ทำไมเราถึงเกรี้ยวกราดและเตรียมกลายร่างทุกครั้งที่นั่งตำแหน่งคนขับ.
https://thematter.co/lifestyle/road-rage/223132

The Momentum (2566). ทำไมความเจริญกระจุกตัวที่เมืองหลวง? ในเมื่อประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่ประเทศไทย.
https://themomentum.co/report-inequality-in-the-21st-century/

Urban Creature (2567). กางสถิติจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ​ เมืองที่มีรถมากกว่าคนแบบเท่าตัว.
https://urbancreature.co/cars-number-bangkok-2023/

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

ข่าวจริงแล้วไง จะเอาอะไรอีกจ๊ะ

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่วงสัปดาห์ก่อน ระหว่างไถฟีดโซเชียลฯ ผมบังเอิญได้อ่านข่าวของเหตุการณ์เดียวกันสองชิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พาดหัวกลับฉายภาพเบื้องต้นของเหตุการณ์ต่างกัน ชิ้นแรกมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดีปลาหมอคางดำและคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนาน ส่วนชิ้นที่สองมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม ผมเปิดเข้าไปอ่านทั้งคู่ แล้วพบว่าข้อเท็จจริงในข่าวก็ไม่ได้ขัดกัน ทั้งสองชิ้นรายงานว่าศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ...

Articles

‘เจอร์ซีย์’ จากเสื้อกีฬา สู่แฟชั่นมหาลัย

เขียน วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่กำลังนอนไถฟีดอย่างสบายใจ กลับมีโพสต์หนึ่งเด้งขึ้นมา เป็นโพสต์การขายเสื้อที่มาพร้อมความวาบหวิวกระแทกตา (รูปผู้ชายถอดเสื้อ) มากกว่าจะโชว์คอลเล็กชันเสื้อใหม่ ด้วยความแปลกใจ เลยเลื่อนดูตั้งแต่ต้นจนจบ ก็พอจะรู้ได้ว่า อ๋อ ...

Articles

สภาวะของกรงขัง เรือนจำ และการป้องกันโลกภายนอก

เรื่อง: .JPEG ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้เดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับได้ขบคิดประเด็นสำคัญว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องอยู่ในกรงขังไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เนื่องมาจากว่าสัตว์จำนวนมากได้รับการช่วยเหลือมาจากขบวนการลักลอบขนสัตว์ป่า และไม่สามารถปล่อยตัวไปสู่ป่าใดๆ ในประเทศไทยได้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่การไม่สามารถปล่อยตัวคืนสู่ป่าใดในประเทศไทยได้ เป็นไปเนื่องจากสัตว์ป่าเหล่านี้ ...

Articles

เมื่อคนไทยมียิ้มในคดีโกงสว.

เรื่อง: หนุ่ม คลองหลวง สมมติว่า นี่คือข้อสอบวิชา ‘ทักษะชีวิตสำหรับพลเมืองไทย’ ขอให้พลเมืองไทย ตอบคำถามต่อไปนี้ (เต็ม 229 คะแนน) ท่ามกลางความรู้สึกวิตกกังวล เครียด ชอกช้ำ อยากย้ายประเทศหนี ...

Articles

เมืองมายา: เมื่อความเท่าเทียม (ทางเพศ) อาจเป็นเพียงภาพลวงในสังคมไทย

เรื่อง: ไม้แดง  รังสิต ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ จ่ายเบี้ยประกันสังคม งบประมาณโคตรจะงง ขอให้ยกมือขึ้น อยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไปไม่ถึงไหน เลยยกมือขึ้น (ไม่เอาอำนาจสว. อยากเลือก สสร.) ...

Articles

ส่องสังคมอุดมอารมณ์ เราเรียนรู้อะไรเมื่อความสูญเสียกลายเป็นวัตถุดิบของข่าว ในยุคที่อะไรก็เป็นคอนเทนต์ได้ทั้งนั้น

เรื่อง: Mother Mad Grey ในโลกดิจิทัล สิ่งที่เรียกว่าข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในวันที่ดาต้าล้นจอ จนหาต้นไม่เจอ หาปลายไม่เห็น เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ข้อมูลแบบแปะๆ ไล่เรียงเหตุการณ์หลั่งไหลเข้าสู่หน้าฟีดอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่เล่าเรื่องการเกิดขึ้นของเหตุการณ์แบบ ใคร ทำอะไร ที่ไหน ...

0 %