SocietyWritings

นักศึกษาแพทย์-ทันตแพทย์กับการปลดปล่อยความเครียดผ่าน ‘มีม’

เรื่อง สาธิต สูติปัญญา
ภาพ ณลินทิพย์ ตันทักษิณานุกิจ

โควิด-19 ทำให้นักเรียน-นักศึกษาหลายต่อหลายคนต้องใช้ชีวิตส่วนมากอยู่หน้าจอสมาร์ตโฟน แทบเลต และคอมพิวเตอร์ น่าเศร้าที่นักศึกษาปีหนึ่งในช่วงนี้ต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ที่บ้านหรือที่หอพักอย่างเงียบ ๆ แบบออนไลน์ และก็น่าเศร้าที่นักศึกษาปีสุดท้ายต้องเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไปแบบมีหน้าจอสี่เหลี่ยมเป็นสักขีพยาน

ทว่า ขณะที่นักเรียน-นักศึกษาหลายคนเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน นักศึกษาแพทย์-ทันตแพทย์ปีสูงกลับเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ต้องเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พวกเขาต้องแบกรับต้องความเครียดที่อาจจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการลงคลินิก ความกังวลจากความคาดหวังของอาจารย์ ความคาดหวังจากที่บ้าน ความคาดหวังจากคนไข้ และท้ายที่สุดความคาดหวังจากแพทยสภาและทันตแพทยสภาที่ยังคงเกณฑ์วัดผลเดิมไว้ แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะเปลี่ยนไป

ภายใต้การแบกรับความกดดันและความเครียดต่าง ๆ อย่างที่กล่าวไป ‘หมอมีม’ เพจที่สร้างมุกตลกเสียดสีเรื่องราวที่เหล่านักศึกษาแพทย์ผู้ก่อตั้งเพจเจอขณะเรียน ซึ่งมีคนกดติดตามถึง 41,891 คนและ ‘จักรเรศศศ’ แอคเคานต์อินสตาแกรมมุกตลกแนวเสียดสีของนักศึกษาทันตแพทย์ที่มีผู้ติดตาม 4,426 คน ก็เป็นสองช่องทางที่เหล่าว่าที่แพทย์-ทันตแพทย์ใช้เพื่อสื่อสารสิ่งที่พวกเขาประสบมา ผ่านรูปแบบการสื่อสารที่ตลก ขบขัน และท่าทีเสียดสี

สิ่งที่นักศึกษาทันตแพทย์ต้องเจอ

ผู้ก่อตั้งแอคเคานต์อินสตาแกรม ‘จักรเรศศศ’ ซึ่งเป็นนักศึกษาทันตแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบอย่างมากให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษา จากเดิมที่เรียนเนื้อหาแบบออนไซต์ กลับต้องเปลี่ยนเป็นออนไลน์ โดยน้อง ๆ ชั้นปีต้น ๆ (preclinic) ต้องย้ายมาเรียนออนไลน์เกือบทั้งหมด

น่าสังเกตว่า ในชั้นปีที่สูงขึ้นการเรียนการสอนของนักศึกษาทันตแพทย์ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักคือตัวนักศึกษา อาจารย์ และคนไข้ พอมีการระบาดของเชื้อไวรัสคนไข้ไม่กล้ามาที่คลินิกเนื่องจากกังวลว่าจะติดเชื้อและมองว่าการทำทันตกรรม เช่น ขูดหินปูน ถอนฟัน อุดฟัน รักษารากฟันยังไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นลำดับแรก

ประกอบกับนักศึกษาทันตแพทย์เองก็ไม่กล้าทำงานทันตกรรมเช่นกัน เพราะมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ  โควิด-19 ยกตัวอย่างเช่น การขูดหินปูนเป็นงานทันตกรรมที่มีความฟุ้งกระจายของละอองน้ำสูงจึงเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายได้ ซึ่งทางคณะเข้าใจสถานการณ์จึงประกาศหยุดเรียน 2-3 ครั้ง “ผลสุดท้ายจากการประกาศหยุดและความกลัวของคนไข้ทำให้เคส (คนไข้) ที่ได้ลดลง เผลอแปบเดียวจบไปอีก 1 ปี เราแทบไม่ได้เคสมารักษาเลย แถมหยุดครั้งหนึ่งก็เป็นเดือน พอเปิดเรียนมาก็ต้องรื้อฟื้นทักษะกันใหม่ตลอด”

อีกหนึ่งนักศึกษาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครอธิบายให้ฟังถึงเกณฑ์การวัดผลของการเรียนทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยของเขาว่า ทางทันตแพทยสภาจะกำหนดสิ่งที่นักศึกษาทันตแพทย์ทั่วประเทศต้องทำ (requirement) ขึ้นมาว่านักศึกษาหนึ่งคนควรจะต้องทำอะไรบ้างก่อนที่จะเรียนจบ เช่น ต้องขูดหินปูนเท่านี้ครั้ง ต้องถอนฟันเท่านี้ซี่ หรือต้องรักษารากฟันให้ครบจำนวนหนึ่งจึงจะเรียนจบตามเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนดมา

ในช่วงเวลาปกตินักศึกษารายนี้เล่าว่า มหาวิทยาลัยของเขาจะกำหนดเกณฑ์ให้มากกว่าที่ทันตแพทยสภากำหนดมา ดังนั้นนักศึกษาที่เรียนจบคณะทันตแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว จะเป็นทันตแพทย์ที่ว่ากันว่ามีประสบการณ์ในการทำฟันมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น ปกติการรักษารากฟันของฟันกราม จะไม่ถูกบรรจุอยู่ใน requirement ในชั้นปริญญาตรีของทันตแพทยสภาเพราะมีความซับซ้อนสูง แต่ที่มหาวิทยาของเขา ทางคณะบรรจุการรักษารากฟันของฟันกรามเพิ่มลงไปด้วย

อย่างไรก็ตามการที่นักศึกษาทันตแพทย์จะสามารถเก็บ requirement หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ในหมู่นักศึกษาว่า ‘เก็บ R’ ได้ครบ พวกเขาจะต้องหาคนไข้เพื่อทำการรักษาให้ได้ โดยในสถานการณ์ปกตินักศึกษาจะได้รับคนไข้มารักษาจากการแจ้งความประสงค์ขอรักษาทางทันตกรรมกับคณะทันตแพทยศาสตร์ผ่านระบบการเรียนการสอน ซึ่งจะมีราคาไม่สูง แต่จะต้องมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อรักษาหลายครั้งเมื่อเทียบกับการทำฟันที่คลินิกทันตกรรมที่ไม่ใช่ระบบการเรียนการสอน เนื่องจากนักศึกษาต้องรักษาทีละขั้นตอน และต้องให้อาจารย์มาตรวจทุกขั้น

ในสถานการณ์โควิดเช่นนี้ นักศึกษารายนี้อธิบายว่า คนไข้มักไม่กล้ามาที่คลินิกเนื่องจากเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส จนทำให้นักศึกษาทันตแพทย์ในรุ่นเดียวกันหลายคนไม่สามารถเก็บ requirement ได้

“ทางคณะเรียกประชุมนักศึกษาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าคณะจะเปิดให้กลับไปเรียนในห้องเรียนปกติ เพื่อทำคลินิก อย่างไรก็ตามอาจารย์ที่อาวุโสท่านหนึ่งแจ้งว่า ยังไม่มีนโยบายใด ๆ ในกรณีที่นักศึกษาไม่มีคนไข้ แต่ในเบื้องต้นอาจารย์บอกว่าให้นักศึกษาช่วยกันเรียน ช่วยเหลือเรื่อง requirement กันเองไปก่อน ใครถอนฟันเยอะแล้วก็แบ่งให้เพื่อน ส่วนใครยังไม่ได้ทำ requirement ไหนก็ไปขอแลกกับเพื่อนในชั้นปีเดียวกันไปก่อน เราคิดว่านอกจากจะต้องแบกรับภาระความเครียดว่าจะนำเชื้อจากโรงพยาบาลไปติดคนที่บ้านหรือไม่แล้ว นักศึกษาทันตแพทย์ยังต้องมานั่งคิดว่าจะเก็บ requirement ครบหรือเปล่า”

สิ่งที่นักศึกษาแพทย์ต้องเจอ

นักศึกษาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวังนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า โควิด-19 ไม่ได้มีผลต่อการเรียนในวอร์ด (ตึกผู้ป่วย) มากนัก เพราะท้ายที่สุดระบบจะคัดแยกคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ให้พบกับนักศึกษาแพทย์อยู่แล้ว ซึ่งปกติจะเป็นรุ่นพี่ extern (นักศึกษาแพทย์ปี 6) และ intern (แพทย์จบใหม่หรือแพทย์ที่ใช้ทุน 3 ปี) ที่ต้องดูแลผู้ป่วยดังกล่าว “อย่างไรก็ตามเราก็กลัวโควิดนะ เราพยายามไม่กลับบ้าน เวลาอยู่วอร์ดก็พยายามระวังตัวให้มากที่สุด ล้างแอลกอฮอล์ตลอด 1 นาที แตะอะไรมาก็ล้าง”

นักศึกษาแพทย์รายนี้เล่าว่า ความเครียดของนักศึกษานักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่นอกจากความกังวลว่าจะนำเชื้อโควิด-19 ไปแพร่กระจายต่อที่บ้านแล้ว คือเรื่องที่ต้องจำเนื้อหายาก ๆ ในเวลากระชั้นชิด ถ้ามีเวลามากพอที่จะทำความเข้าใจและจำประเด็นต่าง ๆ เรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นปัญหา แต่ในความเป็นจริงคือทั้งเนื้อหาที่เยอะประกอบกับการที่ต้องขึ้นไปทำงานบนวอร์ด หลังจากเสร็จงานก็เหนื่อย ซึ่งพอถึงเวลาที่จะต้องทบทวนเนื้อหาหรือตกผลึก บางครั้งก็ล้าจนหลับไป “หลายครั้งจะมีช่วงที่เรางานเยอะ มีสอบด้วย แล้วดันต้องไปทำงานในวอร์ด ซึ่งงานในวอร์ดหนักมาก ๆ เราก็ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรก่อน ทุกอย่างมันเยอะไปหมด”

มีมจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ หมอมีม

นักศึกษารายนี้อธิบายเพิ่มเติมถึงอีกหนึ่งความเครียดที่นักศึกษาแพทย์มักประสบว่า อาจารย์แพทย์ที่มหาวิทยาลัยของเขามักคิดว่าถ้านักศึกษาเรียนและอ่านเนื้อหามาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเวลาอาจารย์ถามคำถาม นักศึกษาจำเป็นต้องตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว และถ้าตอบไม่ได้จะต้องมีการว่ากล่าวนักศึกษาจึงจะดีขึ้นและจำเนื้อหาได้ “มีอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าว่าจะมีอาจารย์บางคนชอบดุชอบด่านักศึกษาแพทย์ คณะแพทย์ที่นี่เราเรียกการที่โดนอาจารย์ดุด่าว่า ‘จารย์ซอย’ มีนัยยะประมาณว่า no pain no gain (ไม่เจ็บ ไม่จำ) และสุดท้าย พอนักศึกษาเหล่านั้นเรียนจบไปก็จะมาขอบคุณอาจารย์ที่ดุด่า นี่อาจเป็นต้นเห็นว่าทำไมอาจารย์หลายท่านยังใช้วิธีนี้”

มีมจากเฟ๊ซบุ๊กแฟนเพจ หมอมีม

ยิ่งไปกว่านั้นบริบทการเรียนของนักศึกษาแพทย์ก็ค่อนข้างเครียด นักศึกษาแพทย์รายนี้เล่าว่า ส่วนตัวเธอไม่เครียดกับเรื่องเรียนหรือการโดนอาจารย์ ‘ซอย’ มากนักเนื่องจากเธอชินแล้ว แต่เธอเครียดเกี่ยวกับเรื่องเวลาและคุณภาพชีวิตของเธอมากกว่า

“บางคนอาจมองว่า เป็นหมอก็ต้องเสียสละสิ แต่ในความเป็นจริงเราโคตรรู้สึกไม่แฟร์ (ยุติธรรม) กับเรื่องเวลาทำงานของหมอเลย หมอทำงานตลอดเวลา ยิ่งหมอที่เป็นเวร เวลานอนมันน้อยมาก อย่างเราที่เป็นนักศึกษา ลงเวร 4 ทุ่ม บางวันก็ลง 5 ทุ่ม แล้วก็ต้องกลับมาทำงาน กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนตี 1 แล้วก็ต้องตื่นตี 5-6 โมงไปราวด์วอร์ด (ดูแลผู้ป่วย) ต่ออีก ซึ่งการเรียน การทำงานแบบนี้มันไม่ใช่แค่หนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือน มันคือตลอดไป ถ้าเป็นวอร์ดหลัก เช่น ศัลยกรรม อายุรกรรม ก็แทบไม่มีวันหยุด แต่ถ้าเป็นวอร์ดรอง ๆ ที่คนไข้ไม่เยอะก็อาจจะมีเวลาเสาร์อาทิตย์หยุดพักบ้าง”

 น่าสนใจว่า ท้ายที่สุดนักศึกษาแพทย์รายนี้มองว่า ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องปรับตัวปรับมุมมองที่มีต่อปัญหาและหาวิธีรับมือกับมันให้ได้ เธอมองว่าปัญหาก็คือโรคอย่างหนึ่ง เราก็ต้องรักษามันต่อไป “อย่างเพื่อน ๆ เราที่เรียนวิชาจิตเวชก็ได้ทำวิดีโอเกี่ยวกับปัญหาความเครียดของนักศึกษาแพทย์ขึ้นมา ก็เป็นหนึ่งวิธีที่เราพยายามช่วยเพื่อน ๆ ส่งเสียงของพวกเราออกไปและเราก็คิดว่ามีมก็อาจเป็นหนึ่งช่องทางการสื่อสารเช่นเดียวกัน”

‘มีม’ สื่อสารเรื่องจริงจัง ผ่านการเสียดสีและความตลก

ผู้ก่อตั้งเพจ ‘จักรเรศศศ’ อธิบายถึงจุดประสงค์ของการสร้างแอคเคานต์ว่า แอคเคานต์ ‘จักรเรศศศ’ คือตัวตนสมมติของนักศึกษาทันตแพทย์คนหนึ่งที่อยากระบายอารมณ์ อยากเล่าประสบการณ์ว่านักศึกษาทันตแพทย์ต้องเจอกับอะไรบ้างผ่านรูปภาพตลกแนวเสียดสี หรือ ‘มีม’ แต่ในช่วงหลัง แอคเคานต์นี้จะเริ่มเป็นชุมชนเล็ก ๆ ให้คนในเพจที่ส่วนมากเป็นนักศึกษาแพทย์/ทันตแพทย์มาระบายความเครียด มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ สู่กันฟัง “ถ้าจะให้สรุปว่า ‘จักรเรศศศ’ คือใคร เราคือแอคเคานต์มีม แอคเคานต์ตัวละครสมมุติ แอคเคานต์ศูนย์รวมนักศึกษาทันตแพทย์ทั่วไทย”

มีมจากแอคเคานต์อินสตาแกรม จักเรศศศ

ผู้ก่อตั้งแอคเคานต์เล่าว่า จุดประสงค์ในการทำตัวตนสมมตินี้คือเขาอยากโพสต์มีมเกี่ยวกับคณะ ในช่วงแรกยังไม่ค่อยมีแอคเคานต์มีมเกี่ยวกับทันตแพทย์มากนัก ซึ่งถ้าเขาไปบ่น ไปวิจารณ์ลงแอคเคานต์หลัก ก็กลัวโดนนำข้อความที่โพสต์ไปฟ้องอาจารย์ บวกกับผู้ก่อตั้งแอคเคานต์รายนี้ไม่อยากทำให้ภาพพจน์ของคณะทันตแพทย์เสียหาย จึงตัดสินใจสร้าง ‘จักรเรศศศ’ ขึ้นมา

อย่างไรก็ตามนักศึกษาทันตแพทย์และผู้ก่อตั้งแอคเคานต์รายนี้มองว่า ตามจุดประสงค์แรกเขาไม่คิดว่าการสร้างความตลกเสียดสีจากมีมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนหรือนโยบายใด ๆ แต่เมื่อมีผู้ติดตามแอคเคานต์มากขึ้น คนแชร์มากขึ้น อาจารย์ในคณะที่อายุไม่ห่างจากนักศึกษามากนักก็เข้าถึงสารที่เขาอยากจะแชร์ สารเกี่ยวกับความเครียดความกดดัน และสิ่งที่นักศึกษาทันตแพทย์ส่วนหนึ่งประสบ

“เราคิดว่าแอคเคานต์ ‘จักรเรศศศ’ เป็นหนึ่งช่องทางที่จะสะท้อนการทำงานของอาจารย์ได้ดี มันตรงไปตรงมามากกว่าอ่านจากแบบสอบถามของคณะตอนท้ายเทอมที่เด็กหลายคนแทบจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเลยเพราะนักศึกษายังต้องใช้ชีวิตในคณะต่อ อย่างที่บอกชีวิตนักศึกษาทันตแพทย์ขึ้นอยู่กับสามปัจจัยคือ อาจารย์ ตัวเรา และคนไข้นั้นแหละครับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่ามีมจะสามารถเปลี่ยนแปลงในเชิงการบริหารการออกแบบมาตรการของคณะไหม ผมคิดว่าคงไม่ถึงจุดนั้น เนื่องจากมีมเป็น message (สาร) ที่ไม่เป็นทางการ สารเข้าถึงคนเฉพาะกลุ่มมาก ๆ และอาจารย์ที่เห็นก็มักเป็นอาจารย์วัยรุ่น ในส่วนของอาจารย์ที่มีอำนาจต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของคณะ ส่วนตัวคิดว่าอาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับ message เหล่านี้โดยตรงครับ”

วารสารเพรสติดต่อไปที่เฟซบุ๊กแฟนเพจหมอมีม เพื่อสอบถามถึงจุดประสงค์ของการสร้างเพจ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

‘มีม’ ในมุมมองพฤติกรรมศาสตร์

นายณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอร์ริก ประเทศอังกฤษกล่าวว่า โดยปกติแล้วคนที่มีความเครียดมักเกิดจากการที่บุคคลนั้นประสบกับเรื่องบางอย่างที่สร้างความเครียดให้ร่างกาย อาจจะเป็นความเครียดจากเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องการเรียน หรือเรื่องสอบ โดยบุคคลมักจะคิดเรื่องที่ตนเองเครียดซ้ำไปเรื่อย ๆ จึงเป็นสาเหตุให้ความเครียดนั้นยังคงไม่หายไป

โดยธรรมชาติ มนุษย์จะจัดการกับความเครียดด้วยกัน 3 วิธี วิธีแรกคือการรับมือกับความเครียดด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาใคร วิธีการต่อมาคือการเล่าเรื่องราวให้คนใกล้ชิด ให้ผู้ปกครองหรือให้จิตแพทย์ฟัง และสุดท้ายคือการพยายามหากลุ่มคนที่มีความเครียดคล้ายกันหรือเรียกว่าหาคนที่มี identity เหมือนกัน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ผู้ที่มีความเครียดรู้สึกว่ามีคนที่ประสบสิ่งเดียวกันอยู่ ในทางพฤติกรรมศาสตร์จะเรียกว่าการ form identity

นักพฤติกรรมศาสตร์รายนี้อธิบายว่า จากงานวิจัยที่เขาทำพบว่าบุคคลที่ตกงานจะมีความเครียดสูง มากกว่าความเครียดประเภทอื่นอย่างมาก เนื่องจากบุคคลที่ว่างงานจะเสียความเป็นตัวของตัวเอง เสียความมั่นใจ และรู้สึกว่าเขาไม่มีคุณค่า แต่น่าสนใจว่า ถ้าในชุมชนหรือกลุ่มเพื่อนตกอยู่ในสถานะว่างงานเช่นเดียวกัน ความเครียดที่เกิดขึ้นข้างต้นจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นการพูดคุย การระบายความเครียดให้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันฟัง ถือเป็นหนึ่งในการสร้าง identity และสามารถช่วยลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพมีมจากแอคเคานต์อินสตาแกรม จักเรศศศ

จากคำอธิบายดังกล่าว อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวอร์ริกรายนี้เชื่อมโยงคำอธิบายข้างต้นกับการใช้ความตลกเสียดสีจากมีม หรือ satire ของนักศึกษาแพทย์-ทันตแพทย์ว่าเป็นหนึ่งในวิธีการบรรเทาความเครียดจากสิ่งที่พวกเขาเจอมา คือพวกเขาพยายามเล่าประสบการณ์ที่พวกเขาเจอทั้งดีและร้ายผ่านมีม เพื่อดึงดูดนักศึกษาที่เจอเหตุการณ์คล้ายกัน และนำไปสู่การพูดคุยกันราวกับเป็น community หนึ่ง

“อย่างไรก็ตามผมมองว่า มีมอาจไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดที่จะดีล (รับมือ) กับปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาความเครียดจากการเรียนเพราะวิธีการที่ดีที่สุดคือต้องปรึกษากับจิตแพทย์ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออก แต่ผมก็เข้าใจว่าถ้าเราไม่มีทางออก ไม่สามารถเข้าถึงนักจิตแพทย์ได้ การใช้มีมก็อาจจะเป็นวิธีการที่เขาทำได้ง่ายที่สุดในการบรรเทาความเครียดลง”

นำไปสู่การแก้ไขหรือแค่ระบายกันภายในกลุ่ม

ศาสตราจารย์รายนี้มองว่า มนุษย์มักเข้าถึงสิ่งที่เฮฮา สนุกสนานและตลกมากกว่าสิ่งที่จริงจังและเครียด ดังนั้นถึงแม้ว่าการทำมีมของนักศึกษาเหล่านี้จะเป็นการสื่อสารเรื่องจริงจัง แต่การใช้รูปแบบการสื่อสารที่ตลกก็ช่วยสร้าง social group (กลุ่มสังคม) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่า การสร้างมีมซึ่งมีความตลก-เสียดสีอาจไม่สามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการเรียน-การสอนจากอาจารย์ ผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจได้ “อย่างดีที่สุดสารจากมีมอาจไปถึงกลุ่มผู้มีอำนาจแต่พวกเขาอาจคิดว่า เด็กพวกนี้มันด่าฉันนิ นี่เหรอสิ่งที่พวกเด็ก ๆ เขาคิดกัน” ท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาใด ๆ

ภาพมีมจากแอคเคานต์อินสตาแกรม จักเรศศศ

“เรื่องตลกเสียดสีผ่านมีม ไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้มีอำนาจยอมเปลี่ยนนโยบาย เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นเหมือนการ attack (โจมตี) ถามจริง ๆ ว่าถ้าคนที่กุมอำนาจเขาเห็นว่ามีคนมา attack เขา มาทำให้เขารู้สึก threaten (ถูกคุกคาม) ใครจะอยากเปลี่ยนนโยบายให้เรา เราต้องสื่อสารแบบที่ทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าโดนต่อต้าน”

แต่มหาวิทยาลัยก็ต้องแสดงให้นักศึกษาเห็นว่าคุณก็เข้าใจพวกเขา

ในกรณีที่คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมอบความรับผิดชอบให้นักศึกษาทันตแพทย์แลกเปลี่ยน requirement กับเพื่อนในชั้นปีเดียวกันเองในกรณีที่ไม่มีคนไข้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ศาสตราจารย์รายนี้เสนอทัศนะว่า เขาไม่เห็นด้วยที่จะโยนความรับผิดชอบให้นักศึกษา เพราะว่านอกจากนักศึกษาจะต้องแบกรับความเครียดจากความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 แล้ว พวกเขายังต้องกังวลว่าจะเก็บ requirement ครบหรือไม่ “ผมมองว่าควรเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยควรให้นักศึกษาทันตแพทย์แต่ละคนมาลงชื่อว่าพวกเขาเหลือ requirement เท่าไรแล้ว จากนั้นคณะจึงจัดการแลกเปลี่ยน requirement เองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่โยนภาระให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนกันเอง”

อย่างที่มหาวิทยาลัยวอร์ริก ที่ศาสตราจารย์รายนี้ทำงานอยู่ก็มีการปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่น จากเดิมมหาวิทยาลัยจะนำวิชาที่นักศึกษาเรียนทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ยว่านักศึกษาจะได้หรือไม่ได้เกียรตินิยม แต่ภายใต้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส นักศึกษามีความเครียดมากขึ้น ปัจจัยต่าง ๆ เปลี่ยนไป อาจารย์และนักศึกษาไม่สามารถใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมได้ ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงแสดงให้นักศึกษาเห็นว่ามหาวิทยาลัยเห็นใจและเข้าใจนักศึกษาโดยการนำคะแนนของวิชาเรียน 2-3 วิชาที่นักศึกษาได้คะแนนดีที่สุดมาคำนวณการได้หรือไม่ได้เกียรตินิยมแทนการคำนวณจากทุกรายวิชา

ทางออกสู่การแก้ไขนโยบาย

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวอร์ริกมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจรับฟังเสียงของเรา ในกรณีนี้คืออาจารย์ ผู้บริการ และนักศึกษา วิธีการ approach (เข้าหา) คือสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี นักศึกษาควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้อาจารย์หรือผู้ที่กุมนโยบายรู้สึกว่าถูกโจมตี ทั้งสองฝ่ายควรหา zone of acceptability หรือพื้นที่ที่เราไม่ขอมากเกินไปจนอีกฝ่ายต่อต้านกลับมา และอีกฝ่ายก็ไม่ดันกลับมาด้วยความแรงที่มากจนเกินไป มีพื้นที่ตรงไหนบ้างที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ

“การสื่อสารที่ดีที่สุด คือเราจะต้องมี empathy เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต่างฝ่ายต่างต้องไปยืนอยู่ที่ point of view (ทัศนะ) ของอีกฝั่งก่อน อย่างเช่นว่า นักศึกษาอาจจะไปพูดกับอาจารย์ว่า เขาเข้าใจนะว่าทำไมอาจารย์ถึงพูดเช่นนั้น แต่ความรู้สึกเราเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมีโอกาสไหมที่จะยินยอม ที่จะประนีประนอม ร่วมหาหนทางที่ไม่กดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป” ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์รายนี้ทิ้งท้าย

ท้ายที่สุด แม้ว่าเรื่องราวในสารคดีชิ้นนี้จะพูดถึงความเครียดและสิ่งที่นักศึกษาแพทย์-ทันตแพทย์ต้องประสบ อย่างไรก็ตามวารสารเพรสหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ณัฐวุฒิ เผ่าทวีอาจเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุก ๆ ท่านไม่เฉพาะนักศึกษาสายสุขภาพ มากไปกว่านั้น สารคดีชิ้นนี้อาจเป็นแนวทางให้อาจารย์ ผู้บริหารในทุก ๆ สาขาวิชานำข้อมูลไปปรับใช้ให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และไม่มากก็น้อย สารคดีชิ้นนี้อาจสร้างการตระหนักรู้ให้สังคมเข้าใจถึงอีกด้านหนึ่งของวิชาชีพแพทย์และทันตแพทย์ ว่าพวกเขาต้องประสบกับความเครียดและความกดดันจากปัจจัยใดบ้าง

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
38
Love รักเลย
16
Haha ตลก
2
Sad เศร้า
7
Angry โกรธ
2

Comments are closed.

More in:Society

Features

กำลังใจจากบทเรียน เมื่อคนเลิกเหล้ามาเล่าให้ฟัง

เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง และ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ เรียบเรียง ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ และ ภัสส์ณิชา ทัศสุริยวงศ์  ภาพถ่าย สรินรัตน์ ตั้งสิริมงคลกุล ...

Articles

การเหมารวมและอคติ ไม่ดีแต่ทำไมยังมี…กระทั่งในใจเรา

เขียน ธีรภัทร กมล กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ ธีรภัทร กมล การเหยียด การมีอคติ การเหมารวม คำที่เห็นในอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีการพูดถึงประเด็นความแตกต่าง ไม่ว่าจะเพศ เชื้อชาติ ...

Features

โอกาสใหม่ นอกกำแพงสูง : เมื่อการพ้นโทษ ไม่ได้แปลว่าพ้นจากการถูกตีตรา

เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง และ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ เรียบเรียง สุตาภัทร มาลาพร, ธีรภัทร กมล, รณรต วงษ์ผักเบี้ย, กัลย์สุดา ทองดี, ...

Articles

ความเลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์เลือกที่จะหยุด ‘คิด’

เรื่อง: สิทธิเดช สายพัทลุง ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในเกมแนว MOBA ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องสิ่งปลูกสร้างของทีมตัวเองและทำลายสิ่งปลูกสร้างของทีมอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนไม่ส่งผลกระทบอะไร หรืออาจใหญ่โตถึงขนาดทำให้แพ้ได้เลย และยิ่งถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความผิดพลาดของเรา มันมักจะต้องตามมาด้วยถ้อยคำก่นด่าที่จะเด้งขึ้นมาตรงมุมของจออยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าส่งมาจากใครสักคนในหมู่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือ ...

Articles

อำนาจที่ 4 และรัฐธรรมนูญที่ถูกแช่แข็ง

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ผลการออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 4 มีนาคม ระบุว่า มีประชาชนถึง 21,621,638 ...

Articles

“สงกรานต์” แสนแพง: เมื่อรัฐเอื้อทุนพลังงาน แก้วิกฤตด้วยการสงเคราะห์

เรื่อง: ธาวิน กิตติพงศ์พิทยา ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา “สงกรานต์” ควรเป็นช่วงเวลาที่คนบ้านไกลได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวอันเป็นที่รัก ทว่าปีนี้กลับเป็นปีที่หลายคนคิดหนัก คนที่เคยกลับก็ชั่งใจ ส่วนคนที่มีสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวยยิ่งชั่งใจกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ทุนในการเดินทางและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ...

0 %