ArticlesSocietyWritings

จากวัน ‘น้ำตานอง’ ถึงวัน ‘น้ำตาเหือด’ สำรวจการคล้อยตามที่ซ่อนอยู่ใน ‘รอยน้ำตา’

เรื่อง : วรพร รุ่งวัฒนโสภณ

ภาพประกอบ : พรวิภา หิรัญพฤกษ์

จากวัน ‘น้ำตานอง’ ถึงวัน ‘น้ำตาเหือด’ สำรวจการคล้อยตามที่ซ่อนอยู่ใน ‘รอยน้ำตา’

ปรากฏการณ์คนไทย ‘น้ำตานอง’ แทบทั้งแผ่นดิน และพร้อมใจกันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นสีดำ ก่อนที่ไม่กี่ปีถัดมา น้ำตาก็ ‘แห้งเหือด’ หายทิ้งไว้เพียงรอยน้ำตา

หากมองย้อนกลับไป เราเห็นอะไรจาก ‘รอยน้ำตา’ เหล่านั้นบ้าง และการที่คนจำนวนมากพลิกฝั่ง เปลี่ยนความคิดอย่างพร้อมเพรียงกันนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

จากวันที่ ‘น้ำตานอง’

วันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว โทรทัศน์ที่กำลังฉายรายการตามปกติอยู่ จู่ๆ ก็ถูกตัดไปที่ประกาศสำนักพระราชวังในโทนขาวดำว่า รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว

ไม่นานหน้าฟีดข่าวบนเฟซบุ๊กก็เต็มไปด้วยข้อความไว้อาลัย พร้อมอิโมจิรูปหัวใจสีเหลือง มือสองข้างประกบกัน ธงชาติไทย หรือนกสีขาว และเพื่อนบนโลกออนไลน์ก็พร้อมใจกันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นสีดำ

ภาพผู้คนทุกหมู่เหล่า ทุกช่วงวัย ถือรูปท่านพร้อมร้องไห้แทบขาดใจถูกโพสต์อยู่เต็มเฟซบุ๊ก และตั้งแต่วันนั้น กิจกรรมแสดงความอาลัยก็ค่อยๆ เกิดขึ้น ทั้งแปรอักษรท่ามกลางแดดเปรี้ยง จุดเทียนไว้อาลัยตามสถานที่ต่างๆ หรือบางคนสักข้อความ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ไว้บนตัว จนกลายเป็นปรากฏการณ์คนไทยน้ำตานองแทบทั้งแผ่นดิน

ณ ตอนนั้นคนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเช่นนั้น แต่อาจมีบางคนที่คิดต่างไป เพียงแค่ไม่พูดหรือแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งเท่านั้นเอง หน้าฟีดข่าวในทุกแอปพลิเคชันจึงเต็มไปด้วยสีขาวดำ

สู่วันที่ ‘น้ำตาเหือด’

คำว่า ‘น้ำตาเหือด’ ในที่นี้ เปรียบเสมือนความคิดหรือความเชื่อที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสุดขั้ว อาจเพราะได้รับข้อมูลใหม่ หรือได้เห็นความเป็นไปของสังคมที่เริ่มเปลี่ยนทิศทางจาก ‘ขวา’ ไป ‘ซ้าย’ โดยเริ่มจากการชุมนุมไล่เผด็จการจนโยงมาถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์

ปรากฏการณ์น้ำตาเหือดค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ พ.ศ.2563 เมื่อนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากการชุมนุมขับไล่เผด็จการ และผู้ชุมนุมบางส่วนอ้างว่า ‘เบื้องบน’ มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ จึงเริ่มถูกฟ้องด้วยมาตรา 112 และตั้งแต่นั้นภาพกลุ่ม ‘คนไล่ลุง’ ก็คล้ายจะถูกโยงเข้ากับกลุ่ม ‘คนล้มเจ้า’ ไปอย่างเหมารวม

จนราวกับว่า…ไม่สามารถไล่ลุงและรักเจ้าไปพร้อมๆ กันได้

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางคนเริ่มโพสต์ภาพสักทับและเลเซอร์รอยสักเดิม จนกลายเป็นกระแส ‘อดีตที่ลบได้’ เต็มฟีดข่าว บางคนลบรูปโปรไฟล์สีดำตอนนั้นทิ้ง บ้างก็แชร์โพสต์วันนี้ในอดีตมาแสดงความเขินอายปนขำขันกันเต็มโลกออนไลน์

ผู้คนโพสต์ถึงเป็นจำนวนมากไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว…แต่กลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ

แล้วในโลกแห่งความจริงเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ความเป็นไปในโลกแห่งความจริง

ช่วงที่เสื้อผ้าสีดำเต็มตู้ ผู้คนใส่แต่เสื้อสีเข้มจนเป็นเสมือนกฎของสังคมในเวลานั้น กลายเป็นว่าหากบางคนไม่ใส่เสื้อดำก็จะถูกมองเหยียด ซุบซิบนินทา โดนด่า หรือแม้กระทั่งโดนทำร้ายร่างกาย เพราะกลุ่มคนรักเจ้าหรือรอยัลลิสต์บางท่านอาจตีความสีเสื้อเกินเลยไปถึงอุดมการณ์ทางการเมือง

เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นอีกใน 4-5 ปีถัดมา ในยุคที่สถาบันฯ ไม่ได้รับความนิยมชมชอบเท่าแต่ก่อน หากแต่เปลี่ยนจากเสื้อสีดำเป็นสีเหลือง เพราะสำหรับบางพื้นที่หรือกลุ่มสังคม ถ้าคุณบังเอิญใส่เสื้อสีเหลืองออกจากบ้าน คุณก็อาจจะกลายเป็นรอยัลลิสต์ตัวเป้งทันที และเตรียมใจรับมือกับสายตาแปลกๆ ที่จับจ้องมาได้เลย

เพียงแค่สีเสื้อก็ตีความไปได้ไกลถึงขั้นนั้นเชียวหรือ ?

ย้อนกลับไปอีกที คุณว่าจะมีสักคนไหมที่โพสต์ไว้อาลัยเพราะเห็นคนอื่นโพสต์กัน ทั้งคนที่โพสต์โดยรู้สึกอาลัย และคนที่โพสต์โดยไม่รู้สึกอะไร มันคงต้องมีบ้าง เพียงแต่บางทีการไม่พิมพ์อะไรลงในช่อง “คุณคิดอะไรอยู่…” และกดโพสต์มันออกไป มนุษย์ออนไลน์บางคนอาจคิดว่าคุณไม่ได้ ‘คิดอาลัย’ อย่างที่ควรจะคิดกันในเวลานั้น

ขยับมาสักหน่อย ช่วงที่มีกระแสนักเรียนชูสามนิ้วหน้าเสาธงเพื่อแสดงสัญญะต่อสู้กับเผด็จการ คุณว่าจะมีนักเรียนสักคนไหมที่เห็นด้วยกับการขับไล่เผด็จการ แต่ไม่อยากชูสามนิ้ว มันคงต้องมีบ้าง เพียงแต่ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจคงก่อตัวขึ้นไม่น้อย หากคุณลองจินตนาการว่าเพื่อนๆ ทั้งทางซ้าย ขวา หน้า และหลัง ต่างยกแขนชูสามนิ้วกันหมด แต่คุณกลับไม่ยกมืออยู่คนเดียว ความกดดันจากรอบข้างคงบีบให้คุณค่อยๆ ยกแขนและชูสามนิ้วขึ้นมาเอง เพราะไม่อย่างนั้นสายตานับสิบคงพุ่งเป้ามาที่คุณเป็นแน่

ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ‘ตกขบวน’ คือกลัวโดน ‘ผลักออกจากขบวน’ นี่แหละ

เราสังเกตเห็นอะไรจากเหตุการณ์เหล่านี้บ้าง

มนุษย์เป็นสัตว์คล้อยตาม

มนุษย์เจนวายและมนุษย์เจนซีที่อายุเลขสองถึงเลขสาม ซึ่งเติบโตมากับอินเทอร์เน็ต อาจเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาบ้าง ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง ไม่ว่าจะช่วงเวลาแห่งการเลือกเชื่อหรือเลิกเชื่อ ไม่ว่าจะกดโพสต์หรือลบโพสต์ ไม่ว่าจะใส่เสื้อดำหรือเลี่ยงเสื้อเหลือง ทุกอย่างมักเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน จนกลายเป็นกระแสนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง 

แต่คุณเคยตั้งคำถามไหมว่าผู้คนเลือกทำบางสิ่งเพราะรู้สึกเช่นนั้นจริง หรืออาจเพราะคล้อยตามไปกับสังคมรอบข้างเพียงเท่านั้น

ความตอนหนึ่งจากบทความเรื่อง ‘จิตวิทยากับการเลือกข้าง’ ของ ทิพย์นภา หวนสุริยา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของคณะไว้ใน พ.ศ.2564 ได้เขียนไว้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่ชอบความไม่กลมกลืนในสังคม มนุษย์จึงคล้อยตามไปกับความเห็นของคนใกล้ชิดหรือคนส่วนใหญ่ เพราะคิดว่าน่าจะถูกต้องและช่วยให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับแตกต่างอยู่เพียงคนเดียว

ข้อมูลข้างต้นอาจช่วยตอบคำถามได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่คนส่วนใหญ่คิดหรือทำคล้ายๆ กันไปตามช่วงเวลานั้น อาจไม่ได้มาจากการรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แต่เป็นเพราะ ‘การคล้อยตาม’ (conformity) ซึ่งคือการที่คนถูกแรงกดดัน (ทั้งเกิดขึ้นจริงและคิดไปเอง) จากบุคคลหรือกลุ่มให้เปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือพฤติกรรมให้เป็นไปตามบรรทัดฐานของบุคคลหรือกลุ่มนั้นๆ 

นอกจากการคล้อยตามที่ทำให้คนมีแนวโน้มเห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่แล้ว ยังมีแนวโน้มที่คนซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยจะไม่กล้าแสดงความเห็นออกมา เพราะรู้ดีว่าอาจกลายเป็นคนแปลกแยก และไม่กลมกลืนไปกับสังคม เป็นไปตาม ‘ทฤษฎีวงเกลียวแห่งความเงียบ’ (Spiral of Silence) ของ Elisabeth Noelle-Neumann นักรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ที่ว่า คนที่คิดไม่เหมือนเสียงส่วนใหญ่จะเก็บความคิดเห็นของตัวเองไว้ให้ ‘เงียบ’ และตามน้ำไปกับกลุ่ม เพื่อไม่ให้ตัวเองแปลกแยก

ยิ่งในโลกออนไลน์ที่อัลกอริทึมของ ‘พี่มาร์คและพี่มัสก์’ ในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กและเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) มีผลต่อกระจายความเชื่อหนึ่งๆ ให้กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ จนผู้คนอาจคล้อยตามกัน และเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปรากฏการณ์น้ำตานองและน้ำตาเหือดขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันการมีอยู่ของแอปพลิเคชันก็ทำให้คนที่เห็นต่างได้ปกปิดตัวตน และออกมาจากวงเกลียวแห่งความเงียบ กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา จนบางครั้งก็อาจกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ได้

คราบ ‘รอยน้ำตา’ ของปรากฏการณ์เหล่านี้อาจกำลังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ว่า สิ่งที่เราเชื่อกันตามกระแสนิยมนั้นอาจเกิดจากการคล้อยตามกัน และคนคิดต่างก็เก็บความคิดของตัวเองไว้เงียบ ทำให้หลายคนเชื่อแบบเดียวกันในช่วงหนึ่ง หรือเปลี่ยนความเชื่ออย่างพร้อมเพรียงกันในอีกช่วงหนึ่ง และจะยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่ออยู่บนโลกออนไลน์ที่่ทุกอย่างกระจายไปเร็ว

ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าวันนี้คุณจะเป็นมนุษย์ ‘น้ำตานอง’ หรือมนุษย์ ‘น้ำตาเหือด’ ผู้เขียนอยากชวนคุณนึกย้อนไปว่าอะไรทำให้คุณคิดเช่นนั้น คุณรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงการคล้อยตามไปกับสังคมรอบข้างเท่านั้น

สำหรับผู้เขียน เมื่อมองย้อนกลับมาในสังคมไทย หากคนลองเลิกคล้อยตามสิ่งที่เราไม่ได้เห็นด้วยจริงๆ หรือลองพูดความคิดเห็นส่วนน้อยออกมา มันอาจทำให้การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการต่อสู้ระหว่าง ‘สี’ น้อยลง จนอาจพอเป็นได้ที่คนๆ หนึ่งจะเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงของประเทศจากพรรคส้ม และเป็นรอยัลลิสต์ไปพร้อมๆ กันได้ 

สุดท้าย ในระหว่างที่คุณอ่านบทความนี้อยู่ก็เช่นกัน…อย่า ‘คล้อยตาม’ ผู้เขียนไปเสียทุกเรื่อง และหากคุณไม่เห็นด้วยกับสิ่งไหน ก็อย่าปล่อยให้มันเงียบต่อไปอีกเลย 

รายการอ้างอิง

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (22 ตุลาคม 2022). Conformity – การคล้อยตาม. เข้าถึงได้จาก psy.chula: https://www.psy.chula.ac.th/en/feature-articles/conformity#:~:text=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%20(Conformity)%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD

ผศ. ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา. (27 ตุลาคม 2021). จิตวิทยากับการเลือกข้าง. เข้าถึงได้จาก psy.chula: https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/take-side/

BrandThink. (6 มีนาคม 2019). เคยเลือกที่จะเงียบ เพราะกลัวถูกมองเป็นเสียงส่วนน้อยไหม ? เข้าถึงได้จาก BrandThink: https://www.facebook.com/brandthink.me/posts/society-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

ข่าวจริงแล้วไง จะเอาอะไรอีกจ๊ะ

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่วงสัปดาห์ก่อน ระหว่างไถฟีดโซเชียลฯ ผมบังเอิญได้อ่านข่าวของเหตุการณ์เดียวกันสองชิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พาดหัวกลับฉายภาพเบื้องต้นของเหตุการณ์ต่างกัน ชิ้นแรกมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดีปลาหมอคางดำและคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนาน ส่วนชิ้นที่สองมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม ผมเปิดเข้าไปอ่านทั้งคู่ แล้วพบว่าข้อเท็จจริงในข่าวก็ไม่ได้ขัดกัน ทั้งสองชิ้นรายงานว่าศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ...

Articles

‘เจอร์ซีย์’ จากเสื้อกีฬา สู่แฟชั่นมหาลัย

เขียน วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่กำลังนอนไถฟีดอย่างสบายใจ กลับมีโพสต์หนึ่งเด้งขึ้นมา เป็นโพสต์การขายเสื้อที่มาพร้อมความวาบหวิวกระแทกตา (รูปผู้ชายถอดเสื้อ) มากกว่าจะโชว์คอลเล็กชันเสื้อใหม่ ด้วยความแปลกใจ เลยเลื่อนดูตั้งแต่ต้นจนจบ ก็พอจะรู้ได้ว่า อ๋อ ...

Articles

สภาวะของกรงขัง เรือนจำ และการป้องกันโลกภายนอก

เรื่อง: .JPEG ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้เดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับได้ขบคิดประเด็นสำคัญว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องอยู่ในกรงขังไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เนื่องมาจากว่าสัตว์จำนวนมากได้รับการช่วยเหลือมาจากขบวนการลักลอบขนสัตว์ป่า และไม่สามารถปล่อยตัวไปสู่ป่าใดๆ ในประเทศไทยได้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่การไม่สามารถปล่อยตัวคืนสู่ป่าใดในประเทศไทยได้ เป็นไปเนื่องจากสัตว์ป่าเหล่านี้ ...

Articles

เมื่อคนไทยมียิ้มในคดีโกงสว.

เรื่อง: หนุ่ม คลองหลวง สมมติว่า นี่คือข้อสอบวิชา ‘ทักษะชีวิตสำหรับพลเมืองไทย’ ขอให้พลเมืองไทย ตอบคำถามต่อไปนี้ (เต็ม 229 คะแนน) ท่ามกลางความรู้สึกวิตกกังวล เครียด ชอกช้ำ อยากย้ายประเทศหนี ...

Articles

เมืองมายา: เมื่อความเท่าเทียม (ทางเพศ) อาจเป็นเพียงภาพลวงในสังคมไทย

เรื่อง: ไม้แดง  รังสิต ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ จ่ายเบี้ยประกันสังคม งบประมาณโคตรจะงง ขอให้ยกมือขึ้น อยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไปไม่ถึงไหน เลยยกมือขึ้น (ไม่เอาอำนาจสว. อยากเลือก สสร.) ...

Articles

ส่องสังคมอุดมอารมณ์ เราเรียนรู้อะไรเมื่อความสูญเสียกลายเป็นวัตถุดิบของข่าว ในยุคที่อะไรก็เป็นคอนเทนต์ได้ทั้งนั้น

เรื่อง: Mother Mad Grey ในโลกดิจิทัล สิ่งที่เรียกว่าข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในวันที่ดาต้าล้นจอ จนหาต้นไม่เจอ หาปลายไม่เห็น เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ข้อมูลแบบแปะๆ ไล่เรียงเหตุการณ์หลั่งไหลเข้าสู่หน้าฟีดอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่เล่าเรื่องการเกิดขึ้นของเหตุการณ์แบบ ใคร ทำอะไร ที่ไหน ...

0 %