เขียน รณรต วงษ์ผักเบี้ย
กราฟิก ธีรภัทร กมล

อาจารย์สังคมสงเคราะห์ฯ มธ. เสนอ ขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมกว่าคนทำงานประจำ ชี้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยน แรงงานหลายคนไม่มีนายจ้างที่แน่นอน แนะผู้ประกันตนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อให้ระบบประกันสังคมดีขึ้น
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ให้สัมภาษณ์ว่า ระบบประกันสังคมควรให้สิทธิครอบคลุมแรงงานให้กว้างกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากปัจจุบัน รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป กล่าวคือ มีทั้งแรงงานที่ไม่มีนายจ้างที่ชัดเจน ทำเป็นอาชีพอิสระ มีการรับงานเป็นชิ้น หรือรับจ้างงานครั้งหนึ่งทำงาน 3-4 เดือนแล้วก็จบไป ทำให้แรงงานเหล่านี้ ไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งกำหนดว่าต้องเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน อายุ 15-60 ปี และต้องให้นายจ้างเป็นผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนให้ ทำให้ผู้ที่ไม่ได้ทำงานประจำที่มีนายจ้างหลายคนต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (บุคคลที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำตามมาตรา 33) ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 33
“อย่างเช่นกรณีของไรเดอร์ซึ่งเป็นแรงงานแพลตฟอร์มก็มีสถานะที่คลุมเครือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าประกันสังคมมาตรา 33 เพราะว่าถูกมองว่าไม่ได้เป็นลูกจ้าง เป็นคนทำงานอิสระ แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นผู้รับจ้างที่ไม่อิสระด้วยซ้ำ แต่ถูกมองว่าเป็นผู้รับจ้างที่อิสระ พอถูกมองว่าเป็นอิสระก็ไปเข้ามาตรา 40… ซึ่งมาตรา 40 ก็มีปัญหาของมันอีก เพราะเป็นภาคสมัครใจ แล้วสิทธิประโยชน์ที่ได้รับก็ดูเหมือนน้อย ถ้านำไปเทียบกับการซื้อประกันของเอกชนที่จ่ายเป็นรายเดือนเหมือนกัน แล้วก็กลายเป็นว่าการที่จ่ายเดือนละ 300-500 บาท ให้กับธนาคารที่ขายประกันให้ เขา (แรงงาน) ได้รับสิทธิในการคุ้มครองบางอย่างที่อาจจะมากกว่าจ่ายมาตรา 40 เช่น ไปหาหมอ ขาดรายได้ (ในกรณีที่ไม่สามารถไปทำงานได้) ซึ่งอาจจะได้มากกว่าประกันสังคม” กฤษฎา กล่าว
กฤษฎากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานได้หลายกลุ่ม ควรออกแบบให้หลุดจากกรอบหลักเกณฑ์ของผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 (ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง) และมาตรา 40 เนื่องจากการออกแบบหลักเกณฑ์เหล่านี้ยังคงยึดติดกับงานในรูปแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นงานโรงงานหรืองานสำนักงาน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป จึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับการจ้างงานในรูปแบบใหม่ เช่น งานที่มีนายจ้างหลายคน งานผ่านแพลตฟอร์ม งานที่รับทำเป็นชิ้น อาจให้นายจ้างเหล่านั้นจ่ายเงินสมทบโดยคำนวณตามเงินได้
กฤษฎากล่าวว่า นอกจากนี้ ระบบไตรภาคีของบอร์ดประกันสังคม ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง (ผู้ประกันต้น) ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายรัฐบาล อาจจะต้องออกแบบให้คนที่เป็นแรงงานอิสระมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมคนทำงานทุกคน เพราะในอนาคตผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีแนวโน้มที่จะลดลง
กฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกฎหมายผู้ประกันตน มาตรา 40 ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสวัสดิการรองรับแรงงานอิสระต่อไป ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนแรงงานอิสระเพิ่มขึ้น ก็ต้องหาวิธีการในการจูงใจให้แรงงานเหล่านั้นเข้าระบบมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อรัฐในแง่การนำข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกันตนไปออกแบบนโยบายสวัสดิการได้ดีขึ้น
กฤษฎากล่าวต่อว่า แรงงานไม่ควรมองเรื่องประกันสังคมว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นระบบสวัสดิการที่ทุกคนช่วยกันมีส่วนร่วม ตามแนวคิดเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ที่ทุกคนช่วยกันกระจายความเสี่ยงและช่วยกันกระจายสวัสดิการ อีกทั้งควรติดตาม และเข้าไปมีส่วนร่วมเกี่ยวกับระบบประกันสังคมเมื่อมีโอกาส เช่น การไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะช่วยให้ประกันสังคมดีขึ้นได้
“มันคือสิ่งที่ทุกคนในสังคมร่วมกันรับผิดชอบ ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าไม่มีหลักประกันพวกนี้ ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมา อย่างเช่น คนตกงาน ไม่มีสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน ที่เข้าไปรับเงินชดเชยการว่างงานได้ ลองนึกภาพดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ครอบครัวเขาจะต้องหย่าร้างไหม หรือคนๆ นั้นจะกลายเป็นอาชญากรไหม เงินพวกนี้นี่แหละจะเข้ามาช่วยเหลือสังคม ให้สังคมอยู่บนความเป็นธรรม ความผาสุกได้ ซึ่งคนทั้งสังคมก็จะช่วยกันแก้ปัญหาในส่วนนี้” อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าว
กฤษฎาให้สัมภาษณ์ว่า การจูงใจให้แรงงานเข้าระบบประกันสังคมมากขึ้นนั้น ควรออกแบบระบบให้ครอบคลุมกับงานทุกประเภทและเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น เพิ่มสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้เทียบเท่ากับผู้ประกันตนมาตรา 33 นอกจากนี้สำนักงานประกันสังคมและรัฐก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าเงินที่พวกเขาจ่ายไปจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าจริงๆ “เคยเจอชาวบ้านพูด เขาเป็นประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบและเป็นหาบเร่แผงลอย เขาบอกเลยว่าถ้าจะจ่ายภาษีหรือจ่ายเงินประกันสังคม ก็ไม่รู้ว่าเงินที่จ่ายไป ไปใช้ประโยชน์อะไร ทำนองว่าเขาไม่ไว้วางใจกับภาครัฐ ฉะนั้นเรื่องธรรมาภิบาลเองอาจจะเป็นส่วนสำคัญ ที่สร้างความน่าเชื่อ เชื่อมั่นให้กับประชาชนได้”
อ้างอิง
สถาบันนิติธรรมาลัย. (ม.ป.ป.). หมวด ๑ การเป็นผู้ประกันตน (มาตรา ๓๓ – ๔๕). เรียกใช้เมื่อ ตุลาคม 2569 จาก สถาบันนิติธรรมาลัย: https://www.drthawip.com/laborlaw/032










