เขียนและภาพถ่าย สุตาภัทร มาลาพร
กราฟิก ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง

กรมปศุสัตว์ เตือน เลี้ยงสัตว์จรจัดแออัดมากเกินกำลังอาจเข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์ แนะ ประชาชนช่วยจับตามอง เพราะการใช้อำนาจเข้าตรวจตามกฎหมายต้องมีผู้ร้องเรียนชัดเจน
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม เพิ่มศิลป์ บุญน้อม หัวหน้ากลุ่มคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ กรมปศุสัตว์กล่าวว่า การนำสัตว์มาเลี้ยงหรือสะสมไว้เป็นจำนวนมากในพื้นที่แออัดเกินกว่ากำลังความสามารถที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึงนั้น ไม่ได้เป็นเพียงความผิดฐานจัดการสวัสดิภาพสัตว์ที่ไม่เหมาะสมตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ 5 ประการ อันเป็นแนวคิดสากลในการดูแลคุณภาพชีวิตของสัตว์ที่ต้องปกป้องสัตว์ให้เป็นอิสระจากความหิวกระหาย ความไม่สะดวกสบาย ความเจ็บปวดและโรคภัย ความหวาดกลัวและสภาวะตึงเครียด รวมถึงอิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติเพียงเท่านั้น แต่ยังอาจเข้าข่ายความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ เนื่องจากสัตว์แต่ละตัวมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง จึงมักมีกรณีที่ผู้เลี้ยงรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ไหว จนต้องปล่อยปละละเลยให้สัตว์ที่อาศัยรวมกันอย่างแออัด อดอยากและเจ็บป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ล้มตายโดยไม่ได้รับการรักษา
เพิ่มศิลป์กล่าวว่า บางกรณีที่เลี้ยงสัตว์จรจัดแออัดมากจนรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว อาจมีการสร้างเพจระดมทุนจนทำให้เริ่มมีผู้บริจาคเงินช่วยเหลือเข้ามา และสุดท้ายก็มักเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการนำสัตว์ไปใช้เป็นเครื่องมือหารายได้หลักในลักษณะ ‘สัตว์กินครึ่ง คนกินครึ่ง’ ซึ่งเป็นการที่ผู้รับบริจาคจะแบ่งเงินหรือทรัพยากรที่ได้จากการอ้างว่านำไปช่วยเหลือสัตว์ มาใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพของตนเองในสัดส่วนเท่าๆ กันหรือมากกว่า โดยไม่ได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์ให้ดีขึ้นจริง
เพิ่มศิลป์กล่าวว่า การเข้าตรวจสอบพื้นที่ละเมิดสวัสดิภาพสัตว์ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสุ่มเข้าตรวจค้นตามกระแสสื่อสังคมออนไลน์ เช่น กรณีที่มีการแชร์คลิปทำร้ายสัตว์หรือโพสต์ร้องเรียน ได้ทันที เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องมีเรื่องร้องเรียนที่ระบุตัวตนผู้ร้องและสถานที่เกิดเหตุชัดเจน หากพบการทำร้ายสัตว์ซึ่งหน้าในพื้นที่สาธารณะ เจ้าหน้าที่จะสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เข้าช่วยเหลือสัตว์ออกมาได้ทันที แต่หากเหตุเกิดในพื้นที่ส่วนบุคคล การเข้าพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเสี่ยงต่อข้อหาบุกรุก เนื่องจากกรมปศุสัตว์มีบทบาทเป็นเพียงผู้กล่าวหา ไม่ใช่พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจจับกุม จึงต้องประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมลงพื้นที่ด้วย
เพิ่มศิลป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดการกรณีเลี้ยงสัตว์จรจัดแออัด กรมปศุสัตว์จะประเมินตามระดับความรุนแรง ตั้งแต่ระดับสีเขียวที่สั่งปรับปรุงสถานที่ตามมาตรา 25 ระดับสีเหลืองที่สัตว์เริ่มผอมและอยู่แออัดซึ่งจะปรับเป็นเงิน พร้อมประสานองค์การพัฒนาภาคเอกชนหรือ NGO รับสัตว์ป่วยไปดูแลบางส่วน และระดับสีแดงที่สัตว์ป่วยวิกฤตจนต้องเจรจาให้มอบกรรมสิทธิ์หรือใช้อำนาจยึดอายัดทันที
“แต่ปศุสัตว์ไม่ใช่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวนที่ถูกออกแบบมาเพื่อปราบปรามจับกุม จึงไม่คล่องตัวหากพยานหลักฐานไม่ชัดเจน ซึ่งหากประชาชนเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีด้วยตนเองแล้วให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าไปช่วยสนับสนุนพยานหลักฐาน จะมีประสิทธิภาพมากกว่า”เพิ่มศิลป์กล่าวและว่า การดำเนินการดังกล่าวยังคงประสบปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนต้นน้ำที่ยังไม่มีระบบทะเบียนสัตว์ชัดเจน เช่น การฝังไมโครชิป และในส่วนปลายน้ำที่ภาครัฐไม่มีศูนย์พักพิงรองรับสัตว์ที่เป็นของกลาง ทำให้การยึดอายัดแต่ละครั้งต้องเผชิญปัญหาเรื่องสถานที่เลี้ยงและงบประมาณในการดูแลตามมา
บุษยมาส หลำใจซือ พนักงานบริการประจำร้านเครื่องดื่มชากล่าวว่า โดยปกติเธอมักบริจาคช่วยเหลือสัตว์จรจัดเป็นประจำ เมื่อย้ายไปทำงานอยู่ในจังหวัดมหาสารคามจึงเคยลองเดินทางไปเยี่ยมสถานที่รับดูแลสุนัขและแมวจรจัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ แม้จะเห็นได้ชัดว่าผู้รับเลี้ยงไม่มีกำลังทรัพย์ในการจุนเจือสัตว์ที่เพียงพอเพราะบ้านมีสภาพแวดล้อมที่แออัดและมีกลิ่นสาบสัตว์ แต่ผู้ดูแลก็ยังคงพยายามจัดการตามกำลัง การตัดสินใจโอนเงินหรือบริจาคของช่วยเหลือจึงเกิดขึ้นจากความรู้สึกสงสารทั้งผู้เลี้ยงและสัตว์เท่าๆ กัน เพราะผู้เลี้ยงต้องรับภาระแทนคนในสังคมที่ไม่รับผิดชอบ
“ถึงสภาพจะแออัดแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้สัตว์นอนรอความตายหรือโดนวางยาเบื่อ ส่วนเรื่องเงินบริจาค ถ้าเขาจะแบ่งมาจุนเจือในการใช้ชีวิตบ้างก็ยอมรับได้ เพราะเขาต้องเสียสละเวลามาดูแลชีวิตอื่น เปรียบเสมือนกู้ภัยหรือจิตอาสาทั่วไปที่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ” บุษยมาสกล่าวและว่า การกักขังไว้ในพื้นที่แออัดถือเป็นสถานการณ์สุดวิสัยและเป็นทางเลือกเพื่อให้สัตว์ยังมีชีวิตรอด เนื่องจากสัตว์จรจัดไม่สามารถหากินเองได้ หากปล่อยไปในชุมชนก็อาจไปสร้างความเดือดร้อนหรือเสี่ยงต่อการถูกวางยาเบื่อ
ชุติมา ศรีสว่าง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย กล่าวว่า ปัญหาการเลี้ยงสัตว์แออัดส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในศูนย์พักพิงหรือสถานสงเคราะห์ส่วนบุคคลที่ดำเนินการโดยภาคประชาชนหรือบุคคลอิสระที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ จึงทำให้ขาดแคลนงบประมาณและทรัพยากร จนไม่สามารถดูแลสัตว์ให้ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางมูลนิธิฯ มักได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอยู่ตลอดเวลา เช่น กรณีที่มีผู้พบเห็นคุณป้าเลี้ยงแมวจำนวนมากถึง 50 ตัวในพื้นที่จำกัดอย่างแออัด และขอให้มูลนิธิฯ ช่วยสนับสนุนอาหาร ซึ่งทางมูลนิธิฯ ปฏิเสธและพยายามอธิบายแนวทางที่ถูกต้องให้ฟัง แต่ผู้แจ้งกลับไม่เข้าใจเพราะคาดหวังเพียงการบริจาคอาหารเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากเท่านั้น
“การส่งมอบอาหารให้เพียงอย่างเดียวถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง เนื่องจากจำนวนแมว 50 ตัวที่ยังไม่ทำหมัน เมื่อเลี้ยงร่วมกันก็จะเพิ่มจำนวนสูงขึ้นเป็น 70 หรือ 100 ตัว จนกลายเป็นภาระที่เกินกว่าผู้เลี้ยงจะรับไหว แนวทางที่ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์คือการเร่งทำหมันเพื่อควบคุมประชากรไม่ให้ขยายเพิ่ม และกระจายสัตว์ออกจากพื้นที่แออัดผ่านการหาบ้านใหม่ เพื่อให้ผู้เลี้ยงสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและสัตว์ไม่เผชิญกับสภาพชีวิตที่แออัดทรมาน” ชุติมากล่าว
ชุติมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การเข้าไปชี้แนะผู้เลี้ยงโดยตรงว่าพฤติกรรมการสะสมสัตว์จรจัดอย่างแออัด คือการสร้างความทุกข์ทรมานนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและอาจสร้างความขัดแย้ง เพราะสังคมไทยเป็นเมืองพุทธที่ยังผูกโยงการช่วยเหลือสัตว์เข้ากับเรื่องการทำบุญและการมีน้ำใจ โดยมองว่าผู้เลี้ยงที่ยอมเสียสละลำบากเพื่อช่วยเหลือสัตว์เป็นคนน่าเห็นใจ
“จะช่วยสัตว์ทั้งที ต้องดูความถูกต้องและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ด้วย จะดูแค่ความสุขใจหรือความสบายใจของเราที่ได้ช่วยอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถ้าการช่วยเหลือทำให้สัตว์ต้องมีความเป็นอยู่ที่ทุกข์ทรมาน แทนที่เขาจะอยู่ข้างถนนแล้วมีความสุขกว่า เราก็อาจจะต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่าการช่วยเหลือของเรานั้นช่วยได้จริงๆ หรือเปล่า”ชุติมากล่าวและว่า หากประชาชนพบเห็นการเลี้ยงสัตว์อย่างแออัดจนเข้าข่ายทารุณกรรมสามารถแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน ดีแอลดี 4.0 (DLD 4.0) ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีระบบติดตามสถานะการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐเร่งจัดการปัญหาสัตว์จรจัด ควบคู่ไปกับการที่คนในชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องลุกขึ้นมาร่วมมือจัดการสุนัขและแมวจรจัดในพื้นที่อย่างเป็นระบบ











