เรื่อง: Sophia
ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์

“เอกสารประกันคุณภาพหลักสูตรเสร็จกันหรือยัง?”
“ยังไม่เสร็จเลย เหลืออีกนิดหน่อย”
“เราต้องรีบกันแล้วนะ อาทิตย์หน้า คณะกรรมการจะมาตรวจแล้ว”
บทสนทนาข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในแวดวงการศึกษาทุกระดับทั่วประเทศน่าจะคุ้นชินกัน เราต่างคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “ตัวบ่งชี้” และ “หลักฐานเชิงประจักษ์” ตัวผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการจัดทำ “รายงานการประเมินตนเอง” หรือเอกสารประกันฯ ของส่วนงานที่ตนเองสังกัด หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเราเป็นครู อาจารย์ หรือบุคลากรด้านการศึกษาคนหนึ่ง การดำเนินการต่าง ๆ ของเราล้วนมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยต่อการประกันคุณภาพการศึกษาของส่วนงาน
ท่ามกลางความคุ้นเคยเหล่านี้ที่ดูเหมือนว่า “การประกันคุณภาพการศึกษาคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการศึกษาไทย” คำถามสำคัญคือ เรากำลังประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง หรือเรากำลังทำเพียงเพื่อให้เราผ่านการประเมินกันแน่
ที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยกัน เพราะอยากให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้หันมาทบทวนตนเอง และตอบคำถามข้างต้นให้ได้ว่า เราทำการประกันคุณภาพการศึกษากันไปเพื่ออะไร
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตรวจประเมินคุณภาพการศึกษา แต่เป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ และพอจะมีประสบการณ์ในการเขียนรายงานการประเมินคุณภาพการศึกษา (SAR) อยู่บ้าง ดังนั้น สิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้จึงมาจากมุมของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ผู้ตรวจสอบ
จากฐานความเชื่อส่วนตัวของผู้เขียนที่ว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลของมัน การประกันคุณภาพการศึกษาก็เช่นเดียวกัน แรกเริ่มก็น่าจะมาจากความคิดที่ดีในการจะผลักดันให้หลักสูตรหรือสถาบันการศึกษามีคุณภาพมีมาตรฐาน
การประกันคุณภาพการศึกษาไม่ได้มีบทบาทเพียงการตรวจสอบมาตรฐานเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตร คุณภาพผู้เรียน และสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความคาดหวังของสังคม และความหลากหลายของผู้เรียน ส่งผลอย่างมากต่อการจัดการศึกษา
ประโยชน์ของการประกันคุณภาพการศึกษาที่พอมองเห็นได้ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย หนึ่งในนั้นคือการทำให้หลักสูตรการศึกษามีมาตรฐานมากขึ้น ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรหรือหลักสูตรโดยตรง
ผลการตรวจประเมินที่ได้รับจากคณะกรรมการคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่หากเรานำมาถอดบทเรียนจะทำให้เราเห็นถึงช่องโหว่ จุดที่ควรพัฒนาปรับปรุง จุดที่สามารถพัฒนาต่อไปให้ดีขึ้นได้อีก ซึ่งจะสำคัญอย่างมากต่อการจัดการหลักสูตร เช่นการนำผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษามาวิเคราะห์ เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
การตรวจประกันคุณภาพการศึกษาคือเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้สอน ผู้บริหารหลักสูตร ผู้บริหารสถาบันการศึกษาได้ย้อนมองว่า แผนการสอนของเรา หลักสูตรการศึกษาของเรา เป็นไปตามที่เราออกแบบไว้หรือไม่ การเรียนการสอนของเราที่ดำเนินการอยู่ทำให้เราผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตรงตามที่เราวางแผนไว้หรือไม่
ในมุมนี้จะเห็นได้ว่าการประกันคุณภาพการศึกษาจึงมีประโยชน์ต่อมาตรฐานการศึกษา เพราะทำให้เกิดการตรวจสอบและพัฒนาตนเอง มีข้อมูลสำหรับวางแผนและปรับปรุงหลักสูตร
ทว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาบ่อยครั้งกลับทำให้เกิดคำถามในใจว่า เป้าหมายและคุณค่าที่แท้จริงของการประกันคุณภาพการศึกษากำลังหายไปและถูกแทนที่ด้วยการสร้างเอกสารหลักฐานขึ้นมาหรือไม่ การที่ผู้สอนใช้เวลากับการสร้างเอกสารมากกว่าการพัฒนาการเรียนรู้ ผลลัพธ์ของการดำเนินการของหลักสูตรแปรเปลี่ยนหรือถูกลดทอนให้เหลือเพียงหลักฐานประกอบการตรวจ การประเมินกลายเป็นกิจกรรมเฉพาะกิจ
นั่นย่อมหมายความว่า คุณภาพที่แท้จริงของการประกันหลักสูตรกำลังสูญหายไป การเขียนรายงานตามจริงกลายเป็นเพียงแค่ขอให้ได้ชื่อว่า เราได้ทำการประกันคุณภาพการศึกษาแล้ว หรืออาจกล่าวได้ว่า เมื่อเอกสารกลายเป็นเป้าหมาย คุณภาพที่แท้จริงก็อาจกลายเป็นเพียงผลพลอยได้
สิ่งนี้เองอาจกล่าวได้ว่ามันคือความล้มเหลวของการประกันคุณภาพ เมื่อเอกสารคือสิ่งที่ต้องการและถูกมองว่าเป็นภาระ ทางออกของหลาย ๆ คนจึงหนีไม่พ้นการใช้งาน AI เพื่อช่วยในการจัดทำเอกสารเหล่านี้
“เขียน มคอ. 3 มคอ.5 เหรอ ไม่เห็นยากเลย โยนเข้าไปให้ AI เขียนแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”
“ปรึกษา AI สิ เดี๋ยว AI ก็คิด PLO ของหลักสูตรมาให้ พอได้ PLO ก็ให้เขียน CLO ต่อเลย”
ผู้เขียนไม่ปฏิเสธว่า AI ช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น เป็นที่ปรึกษาให้กับเราได้ในหลาย ๆ เรื่อง แต่การจัดการหลักสูตรไม่ได้ง่ายเช่นนั้น หลักสูตรแต่ละหลักสูตรล้วนมีเอกลักษณ์และจุดมุ่งหมายในการผลิตบัณฑิตที่แตกต่างกัน การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองย้อนกลับไปตรวจทานการจัดการศึกษาของเรา
ทว่าหากเครื่องมือในการย้อนมองตัวเองนี้ถูกมองว่าเป็นภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น เพียงทำให้มันผ่าน ๆ ไป ขอเพียงได้ชื่อว่าได้ส่งเอกสารหลักฐานแล้วก็จบ คำถามคือเราจะทราบได้อย่างไรว่าหลักสูตรของเรามีคุณภาพตรงตามที่เราวางไว้
แล้วเราจะแก้ปัญหาเรื่องที่จะทำให้หลักสูตรมีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เพิ่มภาระงานให้กับผู้เกี่ยวข้องกันอย่างไร
การขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการศึกษาไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะฯ เท่านั้น หากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารส่วนงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาทุกคนต้องตอบคำถามสำคัญที่ว่า “เราเข้าใจความหมายของการประกันคุณภาพการศึกษากันหรือยัง ” ให้ได้เสียก่อน
การประกันคุณภาพการศึกษาไม่ควรเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นจากงานประจำ แต่ควรเป็นวิธีคิดที่หลอมรวมอยู่ในงานประจำ การประกันคุณภาพการศึกษาที่ดีคือการทำให้ผู้เรียนพัฒนาขึ้น ดังนั้น หลักฐานที่ดีที่สุดไม่ควรเป็นแฟ้มเอกสารที่หนาขึ้น แต่คือคุณภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของผู้เรียน
หากผู้เกี่ยวข้องขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงวิธีการวัดและประเมินที่เหมาะสม แล้วให้ความสำคัญกับการทำเอกสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอกสารนั้นปราศจากความจริง จนละเลยความหมายที่แท้จริงของการประกันคุณภาพการศึกษา…นี่คือสิ่งที่ดีที่ถูกต้องหรือไม่
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เมื่อผู้เกี่ยวข้องไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่แสร้งทำเป็นเข้าใจ การประกันคุณภาพการศึกษาคงเป็นได้เพียงแค่ พิธีกรรม หนึ่งในแวดวงการศึกษาเท่านั้น
สาระสำคัญที่แท้จริงของการประกันคุณภาพการศึกษาจึงไม่ใช่แค่การจัดทำเอกสารให้ครบถ้วน แต่คือการให้ความสำคัญและตอบให้ได้ว่า สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่นั้น ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาของเราดีขึ้นจริงหรือไม่ และดีขึ้นมากน้อยเพียงใด
วารสารกลับหัว ที่ซุมแซวของเหล่ากูรู (และบางคราวก็กูไม่ค่อยรู) ด้านวารสารศาสตร์ ซึ่งผลัดกันหยิบข่าว กระแส ความเชื่อ และเรื่องรอบตัว มาพลิกซ้าย พลิกขวา กลับหัวดูว่า จริงแค่ไหน และยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง
พบเขาและเธอว์เหล่านี้ได้ทุกวันศุกร์ เที่ยงตรง ที่ Varasarn Press ที่นี่ที่เดียว











