เขียน ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง
ภาพถ่าย ณิชกุล หวังกลุ่มกลาง รณรต วงษ์ผักเบี้ย และกัลย์สุดา ทองดี
กราฟิก รณรต วงษ์ผักเบี้ย

รำลึกคือการหวนคิดถึงบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ในอดีต บางครั้งอาจเป็นความทรงจำที่งดงาม แต่บางครั้งก็เป็นบาดแผลที่ยังไม่จางหาย
สำหรับบางเหตุการณ์ แม้จะไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น แต่ความสูญเสียกลับเป็นดั่งภาพที่ฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของใครสักคน ที่ทำให้เราได้หวนรำลึกถึงในทุกปี หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่าง ‘6 ตุลาคม 2519’
เหตุการณ์ 6 ตุลา หรือ เหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำหรับคนจำนวนมาก ความทรงจำที่ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลาคือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โศกนาฎกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ยังคงถูกกล่าวถึงและรำลึกมาจนถึงปัจจุบัน
เช้ามืดวันนั้น เจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับกลุ่มฝ่ายขวาหลายกลุ่ม เข้าล้อมปราบปรามและสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชน ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของสังคมไทย โดยข้อมูลจากโครงการบันทึก 6 ตุลาระบุไว้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตฝ่ายประชาชนอย่างน้อย 41 คน บาดเจ็บ 145 คน และถูกจับกุม 3,094 คนภายในวันนั้น แม้ภายหลังผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่จะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา แต่กลับมีผู้ตกเป็นจำเลย 19 คน ซึ่งถูกคุมขังและกินระยะเวลานาน 2 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นความทรงจำที่ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตของผู้คนจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง
ป้าราตรี: ความทรงจำ 50 ปี
ในความทรงจำของใครบางคน ระยะเวลา 50 ปี แม้จะดูยาวนาน แต่สำหรับผู้ที่อยู่ท่ามกลางช่วงเวลาเหล่านั้น ความทรงจำบางอย่างกลับยังคงอยู่และไม่เคยจางหายไป
หนึ่งในนั้นคือป้าราตรี หรือ ราตรี อำนวยวงศ์กุล วัย 80 ปี แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวประจำโรงอาหารธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นเวลายาวนานกว่า 54 ปี
ตลอดเวลากว่าห้าทศวรรษในรั้วธรรมศาสตร์ ป้าราตรีย้ายร้านตามการปรับปรุงพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยคิดจะจากที่แห่งนี้ไปไหน
“ตอนแรกอยู่โรงอาหารใหญ่ก่อน พอเขาบอกว่าจะปรับปรุงโรงอาหารใหญ่ เลยให้เราย้ายมาอยู่ทางโรงยิม ก่อนย้ายไปโรงยิม มีไปสนามบอล (คณะ) สังเคราะห์ พอย้ายจากโรงยิม 2 ปี เลยให้ป้ามาอยู่ตรงนี้ (ข้างคณะสหวิทยาการฯ)”
“ระหว่างยังก่อสร้างไม่เสร็จ เขาก็ให้ป้าไปอยู่สนามบอล ซึ่งฝนตกฟ้าร้อง เราก็ทนอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะเรารักอาชีพนี้ แล้วอยู่มานานผูกพัน”

ความใกล้ชิดและการเป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ของป้าราตรี ทำให้เธอได้เห็นความเปลี่ยนผ่านของเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือพฤษภาทมิฬ 2535
ป้าราตรีเล่าว่า เธอมีส่วนช่วยจัดเตรียมอาหารสำหรับผู้ชุมนุมที่สนามหลวง
“ป้าก็อยู่บริเวณโรงอาหารนี้ เราเป็นคนตัวเล็กๆ เพียงแต่ช่วยส่งอาหาร ทำข้าวถุงห่อละ 2 บาทเป็นพันๆ ห่อ ใส่เข่งไปแจกจ่ายที่สนามหลวง มาสมัยนี้ก็เป็นข้าวกล่อง”
ส่วนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงเป็นภาพความทรงจำที่ป้าราตรีจดจำได้อย่างชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน
“ช่วง 6 ตุลา ป้าเห็นนักศึกษาโดนจับที่สนามบอล เขาข่มเหงนักศึกษา มีปืนเก็บเสียงยิงดังแปะๆ จ่อตรงร่องกำแพงใบเสมาตรงนี้เลย”

เมื่อสถานการณ์ภายในมหาวิทยาลัยทวีความรุนแรงขึ้น ป้าราตรีจึงตัดสินใจหลบหนีออกจากพื้นที่
“ตอนแรกป้าก็ยังอยู่ที่นี่ แต่บอกป๊า (สามี) ว่าไม่ไหวแล้ว เราต้องหนีแล้วล่ะ พอเราจะข้ามเรือ เขาก็ไม่ให้ข้าม มีนักศึกษาดำผุดดำว่ายอยู่ที่ริมแม่น้ำ ทีนี้มีรถเมล์คันหนึ่งผ่านมา ป้าก็อาศัยรถเมล์กลับท่าพระ แล้วเรื่องก็จบไป”
หลังเหตุการณ์สงบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังคงหลงเหลืออยู่ในชีวิตของผู้คนในพื้นที่ รวมถึงร้านของป้าราตรีด้วย
“ของในตู้เย็นมีอะไร เขา (ทหาร) ค้นออกมาทำกินหมดเลย ถังแก๊ส ข้าวหลายกระสอบที่ป้าเก็บไว้ตอนนักศึกษาปี 1 เข้า ป้าก็เก็บของไว้ เสร็จแล้วพอหนีมาได้ก็อยู่บ้าน เขาก็ไม่ให้เข้ามา (ที่ร้าน) จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ถึงให้เข้ามา”
ราว 54 ปี ในรั้วธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แม้ป้าราตรีจะเผชิญความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นคง แต่ป้าราตรีก็ยังคงยืนหยัดในอาชีพเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวประจำโรงอาหารมหาวิทยาลัย
“เรามีความรักแล้วก็ผูกพัน ไม่ว่างานอะไรก็แล้วแต่ ท่านอาจารย์ทุกคน คณบดี อธิการบดีก็จะรู้จักป้าหมด มีอะไรก็ ราตรีทำให้หน่อย”
สำหรับป้าราตรี งานรำลึก 6 ตุลา ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนนึกถึงอดีต หากยังเป็นโอกาสให้ได้เจอคนเก่าๆ ที่คุ้นเคยและเคยร่วมอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญด้วยกัน ป้าราตรีก็พอจะมีแรงในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้าง
“เขาเห็น เขาก็จะวิ่งมาหาป้า มาทักทายกัน ศิษย์เก่า 14 ตุลา 6 ตุลา บางคนก็ยังอายุยืน หูตาฝ้าฟาง แต่เขาก็ยังมา ‘โอ๊ย ยังอยู่เหรอราตรี’ อย่างนู้นอย่างนี้ ทักกันแล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้”
เสียงจากผู้ร่วมงานต่างรุ่น: ‘6 ตุลา’ มีความหมายต่อคุณอย่างไร
เมื่อมองไปรอบงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ผู้คนที่เดินทางมาร่วมงานต่างมีเหตุผลและความทรงจำที่แตกต่างกัน บางคนเคยอยู่ในเหตุการณ์ บางคนเติบโตมากับเรื่องเล่าที่ได้รับการส่งต่อ ขณะที่บางคนเพิ่งเข้ามาทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์บทนี้ในฐานะคนรุ่นใหม่
สำหรับ ลุงวิชา วัย 71 ปี หนึ่งในคนเดือนตุลา บอกกับเราว่า เขาเดินทางมาเข้าร่วมงานรำลึก 6 ตุลาด้วยรถไฟจากอยุธยาบ้านเกิดเป็นประจำทุกปี โดยมีเหตุผลหลัก คือ ‘ความฝังใจ’ กับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ภาพการหลบหนี ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และการเห็นเพื่อนตัวเองเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเป็นสิ่งที่ยังคงจดจำได้เป็นฉากๆ ลุงวิชาพูดทิ้งท้ายกับเราไว้ว่า ก่อนตาย เขาอยากเห็นภาพประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบสักที มีความเป็นกลาง เที่ยงตรง และไร้การโกงกิน
ต่างจากลุงวิชาที่ผ่านเหตุการณ์มาด้วยตนเอง มุก หญิงสาววัย 30 ปี ผู้ทำงานในองค์กรสิ่งแวดล้อมและเป็นผู้เข้าร่วมงาน รู้จัก 6 ตุลาผ่านการศึกษาและเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดต่อกันมา มุกเล่าให้เราฟังว่า เธอซึมซับเรื่องราว 6 ตุลา มาโดยตลอด เพราะรู้สึกใกล้ชิดและเสมือนว่าคนในเหตุการณ์นั้นมีตัวตนในชีวิตของเธอ มุกพยายามเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 ด้วยความรู้สึกอยากรำลึกถึง เธอมองในภาพรวมที่ว่าจาก 6 ตุลา ในครั้งนั้น การที่จะต้องมีใครสักคนเสียชีวิตเพียงเพราะเห็นต่าง หรืออาจทำไปด้วยเจตนารมณ์บางอย่างที่มีต่อสังคม เธอรู้สึกว่าไม่ว่าเรื่องราวนี้มันจะผิดแค่ไหน สุดท้ายแล้วการเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ก็ไม่ควรเกิดขึ้น
ขณะที่คนรุ่นใหม่อย่างเฟิร์ส นักศึกษามธ. วัย 19 ปี มองงานรำลึกในอีกมิติหนึ่ง เขาบอกกับเราว่า เขามางานรำลึก 6 ตุลา ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยมากับกลุ่มอิสระล้อการเมือง มธ. ซึ่งทำป้ายผ้าล้อการเมืองที่ติดตั้งอยู่บริเวณรอบๆ งาน เฟิร์สพูดทีแรกว่าเขามาเพราะนี่เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สนใจและได้ประสบการณ์ใหม่ เขารู้ว่าการมางานรำลึกในครั้งนี้จะทำให้ได้อะไรบางอย่างกลับไป เฟิร์สยังมองว่า งานรำลึก 6 ตุลา ที่จัดขึ้น เป็นการสะท้อนภาพพจน์ของประชาธิปไตยและการต่อสู้ของประชาชน ทำให้รู้ว่าประชาชนเคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและถูกรัฐโต้ตอบอย่างไร อีกทั้ง การรำลึกยังคล้ายกับ ‘การเช้งเม้ง’ ที่ทำให้คนในเหตุการณ์ได้มาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นคนในเหตุการณ์เอง หรือคนนอกเหตุการณ์เอง และทำให้รู้สึกได้ว่ายังมีคนที่สนใจการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ หรืออาจเป็นรุ่นปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ของเราเองก็ตาม
รำลึก 50 ปี 6 ตุลา
แม้เหตุการณ์อันน่าเศร้าจะผ่านพ้นมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ แต่งานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ยังคงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการระลึกถึงผู้สูญเสีย การพบปะของผู้ที่มีความทรงจำร่วมกัน รวมถึงการส่งต่อข้อความสู่คนรุ่นหลังว่า จงอย่าลืมถึงความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้รับ
ในวาระครบรอบ 50 ปี เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ได้จัดกิจกรรมขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สะท้อนการจดจำอดีต การแลกเปลี่ยนความรู้ และการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมสมัย
กิจกรรมส่วนหนึ่งเปิดพื้นที่สำหรับการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตโดยตรง เช่น พิธีวางพวงดอกไม้แสดงความรำลึก การแสดงดนตรี กิจกรรม Walking Tour ที่พาผู้คนเดินดูสถานที่ต่างๆ ในธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์จริงเมื่อ 6 ตุลา

ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมทางวิชาการเพื่อชวนมองย้อนกลับไปยังบทเรียนจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง เช่น การบรรยาย ‘บทเรียนจากควังจูสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519’ และ ‘จากควังจูสู่เหตุการณ์ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 : ประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานเหตุการณ์ลุกฮือที่ควังจู’ ที่บรรยายถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่โดยการล้อมปราบที่ควังจูและแรงขับเคลื่อนสำคัญในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประเทศเกาหลีใต้ ผูกเรื่องเล่าสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา ในประเทศไทย
ภายในงานยังมีการมอบรางวัล ‘จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย’ โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้แก่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำและไม่สามารถมารับได้ด้วยตนเอง โดยเขาถูกจำคุกด้วยคดีมาตรา 112 และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการแชร์บทวิเคราะห์ของสำนักข่าว BBC Thai เรื่อง ‘พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย’ ในเฟซบุ๊กส่วนตัว
อีกทั้งยังมีการมอบรางวัล ‘สิทธิมนุษยชนคนธรรมดา’ โดยมูลนิธิศักยภาพชุมชน เพื่อยกย่องบุคคลที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นสิทธิและความเป็นธรรมในสังคมแก่ ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา ผู้ก่อตั้งกลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม ที่ทำงานผลักดันประเด็นสิทธิแรงงานหญิง และเกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
นอกจากการรำลึกอดีตแล้ว งานปีนี้ยังพยายามเชื่อมโยงบทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลา เข้ากับปัญหาการเมืองร่วมสมัย ผ่านกิจกรรมรณรงค์ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา’
ก่อนจะปิดงานด้วยการส่งท้ายค่ำคืนของงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลา ด้วยกิจกรรมจุดเทียน พร้อมการบรรเลงเพลงรำลึก

ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา : วาระที่เกิดขึ้นในงานรำลึก 50 ปี
นอกจากการย้อนมองอดีต งานรำลึกในวาระสำคัญ 50 ปีนี้ยังสะท้อนความพยายามเชื่อมบทเรียนจากอดีตเข้ากับข้อถกเถียงทางการเมืองร่วมสมัยผ่านกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ภายในงาน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา’ ที่เป็นกิจกรรมรณรงค์เพื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งถูกประกาศใช้ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่
ข้อมูลจาก iLaw ระบุว่า แม้คำสั่งของคณะรัฐประหารหลายฉบับจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่คำสั่งฉบับที่ 41 ยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขบทบัญญัติความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นในประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงการเพิ่มอัตราโทษในความผิดบางประเภท เช่น มาตรา 112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
แคมเปญดังกล่าวนี้มุ่งชี้ให้เห็นผลสืบเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ที่ยังปรากฏในระบบกฎหมายไทย และเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยผู้รณรงค์มองว่าการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้จะช่วยสร้างระบบกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากขึ้น
ทิ้งท้ายรำลึก 50 ปี 6 ตุลา
งานรำลึก 6 ตุลา อาจไม่ได้มีความหมายเพียงเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หากยังเปรียบเสมือนฉากหนึ่งที่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนจากหลากหลายรุ่นได้พบปะกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต หรืออาจเพื่อสานต่ออุดมการณ์บางอย่างที่ยังดำเนินอยู่ แต่สุดท้ายจุดหมายที่เรารับรู้ได้ อาจเป็นการย้ำเตือนถึงความคิดในใจของพวกเขาที่ว่า เหตุใดเหตุการณ์ 6 ตุลาจึงสำคัญ และจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังส่งผลต่อสังคมไทยอย่างไร
เหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังคงมีชีวิตผ่านความทรงจำของผู้คนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคนรุ่นใหม่
เมื่อสิ้นสุดงานรำลึกอีกปีหนึ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลาก็จะถูกส่งต่อไปยังผู้คนรุ่นใหม่อีกครั้ง และมันอาจกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่พวกเขาเก็บรักษาไว้ต่อจากคนรุ่นก่อน
ดังเช่นที่ผู้ร่วมงานคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “การรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้ ทำให้รู้สึกได้ว่ายังมีคนที่สนใจการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ หรืออาจเป็นรุ่นปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ของเราเองก็ตาม”
อ้างอิงเนื้อหา
กษิดิศ อนันทนาธร. (6 ตุลาคม 2565). วีรชน 6 ตุลา : จารุพงษ์ ทองสินธุ์. The 101. World. https://www.the101.world/jarupong-thongsin/
จักรกริช สังขมณี. (18 พฤษภาคม 2563). 40 ปี การสังหารหมู่ที่ควังจู: ช็อนดูฮวัน ภาพความทรงจำ และความยุติธรรมที่ยังเปลี่ยนไม่ผ่าน. The 101. World. https://www.the101.world/gwangju-uprising/
บันทึก 6 ตุลา (ม.ป.ป.). เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เกิดขึ้นได้อย่างไร. https://doct6.com/learn-about/how
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (7 กรกฎาคม 2568). ทำไม ม.112 ถึงเป็น “คดีทางการเมือง”: การนิรโทษกรรมที่ไม่นับรวม ยิ่งสะท้อนความเป็นการเมือง. https://tlhr2014.com/archives/76585
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. (ม.ป.ป.). ‘ไผ่ ดาวดิน’ แชร์บทวิเคราะห์จาก BBC ถูกดำเนินคดี 112. https://database.tlhr2014.com/public/case/248/
iLaw. (22 กรกฎาคม 2567). เปิดข้อเสนอลบมรดก 6 ตุลา รื้ออัตราโทษที่รัฐประหารทิ้งไว้. https://www.ilaw.or.th/articles/58790











