เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน
ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์

ช่วงสัปดาห์ก่อน ระหว่างไถฟีดโซเชียลฯ ผมบังเอิญได้อ่านข่าวของเหตุการณ์เดียวกันสองชิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พาดหัวกลับฉายภาพเบื้องต้นของเหตุการณ์ต่างกัน
ชิ้นแรกมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดีปลาหมอคางดำและคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนาน ส่วนชิ้นที่สองมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม
ผมเปิดเข้าไปอ่านทั้งคู่ แล้วพบว่าข้อเท็จจริงในข่าวก็ไม่ได้ขัดกัน ทั้งสองชิ้นรายงานว่าศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ต่างกันที่ชิ้นหนึ่งใช้พื้นที่ข่าวเน้นไปกับสิ่งที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย ส่วนอีกชิ้นให้รายละเอียดของคำสั่งศาล เหตุผลที่ศาลไม่รับคำอุทธรณ์ของฝ่ายจำเลย รวมถึงขั้นตอนที่คดีจะเดินต่อไป
ชิ้นที่สะกิดใจผมคือ ข่าวแรกที่เน้นมุมที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัย เพราะเนื้อในไม่มีผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่มีรายละเอียดกระบวนพิจารณามากนัก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นคำอธิบายว่าคำสั่งศาลเป็นเพียงขั้นตอนวินิจฉัยรูปแบบคดี กับย่อหน้าที่บอกว่าผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ขอบเขตของกลุ่ม และผลการพิจารณาในอนาคต โดยข่าวขึ้นต้นด้วยคำว่า “ผู้สื่อข่าวรายงานว่า” แต่รูปแบบของข้อความทำให้ผมสงสัยว่า เนื้อหาชุดนี้อาจไม่ได้ผลิตขึ้นด้วยการที่นักข่าวลงพื้นที่ตัวเอง
ผมเลยลองเอาย่อหน้านั้นไปค้นดู พบข้อความชุดเดียวกันนี้อีกอย่างน้อยสามเว็บไซต์ที่เป็นสื่อต่างเครือกัน หลายย่อหน้าตรงกันแบบคำต่อคำ รวมทั้งวรรคตอน และทั้งสามชิ้นขึ้นต้นด้วยประโยคเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ผมไล่ตรวจสาระสำคัญแล้วก็ไม่พบว่าข้อไหนผิด ศาลวินิจฉัยเรื่องรูปแบบคดีจริงโดยยังไม่ได้ชี้ความรับผิด ส่วนค่าเสียหายก็ต้องพิสูจน์กันต่อ สิ่งที่ติดค้างจึงไม่ใช่เรื่องข้อความเท็จ
เท่าที่ตรวจสอบสาระสำคัญ ผมยังไม่พบข้อเท็จจริงที่ผิด แค่ยังไม่แน่ใจว่าข้อความเหล่านั้นมีต้นทางมาจากไหน
ตรงนี้ทำให้คำถามหนึ่งผุดขึ้นมา “ถ้าข้อมูลทั้งหมดถูกต้องตามข้อเท็จจริง เรายังควรเรียกร้องอะไรจากข่าวมากกว่านั้นได้อีกไหม”
หนึ่งคำที่ผมนึกขึ้นมาได้คือ “ความโปร่งใส”
แน่นอนว่าไม่ใช่การห้ามนักข่าวใช้ข้อมูลที่คนอื่นส่งมา ไม่ว่าจะจากผู้ถืออำนาจรัฐ อำนาจทุน หรือผู้ที่มีส่วนได้เสีย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงทำงานกันแทบไม่ได้ แต่หมายถึง การแจกแจงให้ผู้รับสารยังมองเห็นว่า สิ่งไหนคือข้อมูลที่นักข่าวกำลังยืนยัน และสิ่งไหนคือคำอธิบายที่มาจากผู้เล่นในเรื่องนั้นเอง เพราะต่อให้ข้อมูลชุดเดียวกันเป็นความจริงทั้งหมด การรู้ว่าใครเป็นผู้เลือกข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาเล่า ก็เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราประเมินความหมายและน้ำหนักของข่าวได้
แล้ว “ความโปร่งใส” ที่ว่านี้มันจำเป็นแค่ไหน ข้อมูลถูกแล้วไม่พอเหรอ
คำถามนี้คงตอบยากถ้าไม่ย้อนไปอีกขั้น Jesper Strömbäck เคยเสนอไว้ในบทความ In Search of a Standard (2005) ว่าเราจะกำหนดมาตรฐานของวารสารศาสตร์ที่ดีโดยแยกจากคำถามเรื่องประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่ว่าพวกเราต้องการประชาธิปไตยแบบใดด้วย ถ้าเรามองประชาชนเป็นเพียงผู้เลือกตัวแทนเป็นระยะตามหลักประชาธิปไตยเชิงกระบวนการ (Procedural democracy) หน้าที่ของสื่อแบบหนึ่งก็อาจเพียงพอ แต่ถ้าคาดหวังประชาธิปไตยที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ (Participatory democracy) เราก็ต้องเรียกร้องมากกว่านั้น
ผมเข้าใจดีว่าห้องข่าวในโลกแห่งความจริงไม่สามารถยืนอยู่นอกวงของอำนาจทุนและการเมือง สื่อต้องทำงานผ่านความสัมพันธ์กับผู้เล่นหลายฝ่ายเพื่อรักษาช่องทางเข้าถึงข้อมูล และความอยู่รอดขององค์กร การรักษามาตรฐานตามตำราไปทั้งหมดย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่บางทีความกล้าที่จะต่อรองอำนาจอีกนิด และการเพิ่มถ้อยคำอธิบายให้บริบทอีกหน่อยอาจเป็นสิ่งที่แยกระหว่างข่าวที่เอื้อให้ผู้รับสารสามารถประเมินเองได้ด้วยวิจารณญาณกับข่าวที่ผู้รับสารทำได้แค่รับทราบตามกรอบที่กำหนดก็ได้
ผมกลับไปมองพาดหัวข่าวสองชิ้นต้นเรื่องอีกครั้ง ตอนแรกผมสะดุดเพราะข่าวเรื่องเดียวกันทำให้เข้าใจเรื่องราวได้คนละอย่าง แต่ความต่างนั้นไม่ได้แปลว่าชิ้นใดผิด
สิ่งที่เห็นชัดขึ้นคือ ข่าวไม่ได้สำคัญแค่ว่าตรงข้อเท็จจริงหรือไม่ มันยังเลือกว่าจะวางข้อเท็จจริงอะไรไว้ข้างหน้า เรียงอะไรไว้ตามหลัง และบางครั้งก็ส่งต่อถ้อยคำที่เราไม่เห็นต้นทางมาด้วย
เอกสารอ้างอิง
Strömbäck, J. (2005). In search of a standard: Four models of democracy and their normative implications for journalism. Journalism Studies, 6(3), 331–345. https://doi.org/10.1080/14616700500131950
วารสารกลับหัว ที่ซุมแซวของเหล่ากูรู (และบางคราวก็กูไม่ค่อยรู) ด้านวารสารศาสตร์ ซึ่งผลัดกันหยิบข่าว กระแส ความเชื่อ และเรื่องรอบตัว มาพลิกซ้าย พลิกขวา กลับหัวดูว่า จริงแค่ไหน และยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง
พบเขาและเธอว์เหล่านี้ได้ทุกวันศุกร์ เที่ยงตรง ที่ Varasarn Press ที่นี่ที่เดียว











