เขียน สุตาภัทร มาลาพร
ภาพถ่าย สุตาภัทร มาลาพร
กราฟิก รณรต วงษ์ผักเบี้ย

รัฐขยาย ‘ไทยช่วยไทย’ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ นักวิชาการชี้กระตุ้นแค่ชั่วคราว แนะปฏิรูปโครงสร้างการผลิต ด้านภาคธุรกิจเสนอลดภาษี เพื่อลดต้นทุน
จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ (60/40) ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและอัดฉีดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจนั้น เมื่อวันที่ 10 ต.ค. อัธกฤตย์ เทพมงคล อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า โครงการในลักษณะร่วมจ่ายไม่ได้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการแจกเงินสดเสมอไป เนื่องจากผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายของประชาชนแต่ละกลุ่ม อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินการซ้ำอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มที่ประสิทธิภาพจะลดทอนลง เพราะเม็ดเงินที่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อใหม่ แต่เป็นการดึงการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ก่อนเวลา ส่งผลให้เมื่อสิ้นสุดโครงการ เศรษฐกิจอาจกลับมาชะลอตัวลงเช่นเดิม
อัธกฤตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้เม็ดเงินจากโครงการจะมีโอกาสไหลไปสู่กลุ่มทุนใหญ่บ้าง แต่ด้วยการออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยและร้านอาหารข้างทางเข้าร่วม จึงถือว่าเป็นมาตรการที่ช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณอุดหนุนในลักษณะประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากรายได้ภาษีและการกู้ยืม อาจเพิ่มภาระการคลังในระยะยาวและนำไปสู่วิกฤตหนี้สาธารณะได้ หากไม่มีการยกระดับศักยภาพภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
“ประเทศไทยจะเติบโตได้ตามศักยภาพของคนในประเทศ หากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยังไม่เพียงพอและประชาชนไม่ตระหนักว่านโยบายลักษณะนี้ไม่ยั่งยืน ในระยะยาวอาจนำไปสู่หนี้สาธารณะที่สูงเกินขีดความสามารถในการบริการจัดการ” อัธกฤตย์ กล่าว
อัธกฤตย์ กล่าวว่า ทางออกที่เหมาะสมคือการลดการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมลดการแทรกแซงกลไกราคาโดยไม่จำเป็น และหันไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการผลิต (Supply) มากขึ้น โดยรัฐควรสนับสนุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) แทนการอุดหนุนแบบครอบคลุมทุกภาคส่วน ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนสินค้าที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลก ควรพิจารณานำเข้า และปรับย้ายแรงงานไปสู่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของประเทศอย่างยั่งยืน
ด้าน วิวรรธน์ เมธีเวชศาสตร์ ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มชา กล่าวว่า มาตรการร่วมจ่ายช่วยเพิ่มยอดขายและสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยได้จริง แต่ไม่สามารถป้องกันการไหลเวียนของเม็ดเงินไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด เนื่องจากร้านค้าชุมชนยังต้องพึ่งพาการซื้อวัตถุดิบและสินค้าจากผู้ผลิตหรือห้างค้าส่งรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานอยู่ดี
วิวรรธน์กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินหรืออุดหนุนการใช้จ่ายเป็นเพียงการสร้างกำลังซื้อชั่วคราว ไม่ได้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด และอาจทำให้กลไกราคาและการตัดสินใจทางธุรกิจบิดเบือนได้ เนื่องจากผู้ประกอบการอาจประเมินกำลังซื้อสูงกว่าความเป็นจริงและตัดสินใจลงทุนขยายกิจการเกินความจำเป็น
“รัฐบาลควรลดภาษีและเพิ่มมาตรการจูงใจแก่ภาคธุรกิจมากกว่าการใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้น เพราะหากผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลงและมีกำไรมากขึ้น ก็จะสามารถนำเงินไปขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว” วิวรรธน์กล่าว
ขณะที่ ณัฎฐวรรษ ญาตินิยม นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการร่วมจ่ายทำให้ประชาชนตัดสินใจซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยได้ง่ายขึ้น เพราะรู้สึกว่าสินค้าราคาถูกลง โดยเห็นว่ารัฐควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการลดค่าครองชีพและปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ศุภาพิชญ์ แสงภารา นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวว่า มาตรการร่วมจ่าย อาจกระตุ้นการบริโภคเกินความจำเป็นได้ และรัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการจ้างงาน การเพิ่มการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้ามากกว่าการแจกเงินในระยะสั้นที่ทิ้งภาระหนี้สาธารณะ











