เขียน กัลย์สุดา ทองดี
ภาพถ่าย กัลย์สุดา ทองดี
กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ

นศ. มธ. ร่วมชุมนุมกดดัน กกต. ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหากรณีฮั้ว สว. ครบทั้งหมด 229 คน หวั่นกระทบความหวังและความฝันหากไม่ส่งฟ้อง ชุมนุมครั้งหน้าสนามหลวงอาจไม่พอ
วานนี้ (13 ก.ย.) โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) จัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” เพื่อกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ทั้ง 229 คน ก่อนจะมีการลงมติในวันนี้ โดยกิจกรรมเดินขบวนมีจุดเริ่มต้นที่สำนักงาน iLAW จากถนนลาดพร้าวตั้งแต่ 10.00 น. ต่อเนื่องไปตามถนนพหลโยธิน และปักหลักเริ่มต้นกิจกรรมที่บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
พีรวัฒน์ อารีรุ่งเรือง นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้เพื่อส่งสารไปยัง กกต. ให้ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป เพื่อเป็นการยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบของ กกต. จะสร้างความเป็นธรรมให้กับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เนื่องจากวันนี้ประชาชนได้เห็นแล้วว่าการได้มาซึ่ง สว. ในครั้งนี้มีทั้งการฮั้ว การโกง และมีพยานหลักฐานที่พบการทุจริตเกิดขึ้น

พีรพัฒน์กล่าวว่า หาก กกต. ไม่ส่งฟ้อง ประชาชนก็จะไม่มีความเชื่อมั่น ไม่สามารถคาดหวังในกระบวนการยุติธรรมหรือการเลือกตั้งในประเทศไทยได้อีก ส่งผลให้ทั้งความหวัง ความฝัน และความต้องการของประชาชนจะไม่ถูกรับฟังตามไปด้วย เพราะไม่ใช่กลุ่มผลประโยชน์หรือเครือข่ายสีน้ำเงิน
“จริงๆ วันนี้มาเพื่อแสดงพลังว่าเราไม่เห็นด้วยถ้ากกต. จะไม่ส่งฟ้อง ผมคิดว่าวันนี้เรามากดดันกัน เรามาแสดงพลังว่า กกต. ควรส่งฟ้อง วันนี้ก็เต็มลานหอศิลป์ฯ แล้ว ถ้ากกต. ไม่สั่งฟ้อง ผมไม่มั่นใจว่าสนามหลวงจะพอหรือเปล่าสำหรับการที่มวลชนจะออกมาเรียกร้องความยุติธรรมในประเทศ แค่สั่งฟ้องกกต. ไม่ได้ตัดสินว่าเขาผิดหรือเปล่า”
พีรพัฒน์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เขากังวลต่อเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากกกต. ส่งฟ้องกรณีฮั้ว สว. ด้วย ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนทุกคนสามารถทำได้ดีที่สุด ก็คือการติดตามกระบวนการพิจารณาของศาลต่อไปว่ามีการถูกแทรงแซงหรือไม่ อย่างไร “ไม่ว่าประเทศนี้จะเป็นยังไง ความหวังของประชาชนมันจุดติดเสมอ แล้ววันนี้คนเยอะมาก จริงๆ คิดว่าจะน้อยกว่านี้ แต่มันเยอะมาก เต็มสกายวอล์ก เต็มลาน เต็มถนน เต็มพื้นที่ไปหมด โอเค เราคิดว่าเราอาจจะคาดหวังกับ กกต. คาดหวังกับศาล คาดหวังกับรัฐบาลได้ไม่มาก แต่เราคาดหวังได้กับประชาชนที่ติดตาม ที่คิดว่าทุกอย่างในประเทศนี้มีผลกับเขาได้”

สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ว่า นอกเหนือจากที่ต้องคาดการณ์ว่าหาก กกต. ไม่ส่งฟ้องจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรแล้ว อาจต้องมองการเมืองจากนี้ต่อไปอีก 3 ปี ข้างหน้าว่าจะนำไปสู่การจุดกระแสของอำนาจฝ่ายขวาในอนาคตจนทำให้ประชาธิปไตยถดถอย และนำไปสู่การเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารหรือไม่
“เอาตรงๆ ตั้งแต่ปี 63 ที่เคลื่อนไหวมา มันค่อนข้างยาก เพราะการเมืองไทยค่อนข้างที่จะปิดประตูตีแมว หมายถึง ใช่ คุณสามารถมีสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าเกิดคุณกล้าตั้งคำถามหรือทำอะไร คุณก็จะไม่มีสิทธิ์นั้น ยกตัวอย่างที่เราถูกขังคุกเป็นเวลาปีกว่าๆ ก็เป็นตัวอย่างว่าเขาเลือกที่จะใช้อำนาจเพื่อจะปิดปาก ไม่สนอยู่แล้วว่าสิ่งนี้คืออะไร และสิ่งนี้คือการเมืองไทยฝ่ายขวาที่กำลังดำเนินอยู่…สำหรับผม ส่งฟ้อง ไม่ส่งฟ้อง ผมยังสู้ต่อ ผมเลือกที่จะอยู่ประเทศนี้ พัฒนาประเทศนี้ต่อไป” สิรภพกล่าว
วันวิสาข์ เกตุแก้ว นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า กระแสการชุนนุมในปัจจุบันมีความแตกต่างจากแต่ก่อน เพราะไม่ได้มีแค่การเรียกร้อง แต่มีการปรับเปลี่ยนให้มีจุดเด่นเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้ศิลปะหรือดนตรีในการเรียกร้อง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากขึ้นระหว่างผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วยกันเอง หรือผู้ที่มาพบเห็นกิจกรรมก็สามารถเข้าร่วมได้แม้ไม่ได้ติดตามเรื่องราวมาก่อน ทั้งยังทำให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันในประเด็นสังคมอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นหลักภายในงานอีกด้วย

วันวิสาข์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เธอฟังคอนเสิร์ต ฟังปราศรัย และทำกิจกรรมสร้างสรรค์สิ่งพิมพ์หรือหนังสือขนาดเล็ก (zine) ด้วยตัวเอง เพื่อสื่อสารว่า กกต. จะต้องส่งฟ้อง สว. และรัฐบาลจะต้องฟังเสียงของคนไทยมากขึ้น รวมถึงหยุดการโกงคะแนนเสียงต่างๆ ผ่านการนำข้อความเล็กๆ ทั่วไป พร้อมตัดแปะรูปมารวมๆ กัน จนกลายเป็นการสื่อสารทางการเมือง ซึ่งถือเป็นความพิเศษของงานศิลปะที่สามารถใช้ในการสื่อสารได้
ทั้งนี้ ไทยพีบีเอสรายงานว่า กกต. มีนัดแถลงข่าวผลการประชุมลงมติชี้ขาดการส่งสำนวนฟ้องคดีฮั้วสว. ในวันนี้ เวลา 15.00 น. ที่สำนักงานกกต. ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ซึ่งที่ประชุมจะไม่มีการพิจารณารายละเอียดสำนวนการไต่สวน เนื่องจากผ่านการพิจารณามาแล้วร่วม 3 เดือน โดยนัดประชุมครั้งสุดท้ายไปเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. และเว้นช่วงไว้ 2 สัปดาห์เพื่อให้ กกต. แต่ละคนไปใช้ดุลยพินิจว่าจะลงมติอย่างไร








