เขียน พีระดลย์ บุญญวินิจ
ภาพ วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์

ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เสนอรวมกองทุนสุขภาพ บัตรทอง – ประกันสังคม – ข้าราชการ เพื่อลดปัญหาการได้รับสิทธิการรักษาไม่เท่าเทียมกัน และช่วยลดงบประมาณที่บานปลาย
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สมวงศ์ อุไรวัฒนา ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ซึ่งให้บริการสายด่วน 1663 ให้คำปรึกษาปัญหาท้องไม่พร้อมและเอดส์เพื่อส่งเสริมประชาชนให้เข้าถึงบริการทางสุขภาพตามสิทธิของตนเอง กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนด้านสุขภาพในประเทศไทย ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง สำนักงานกองทุนประกันสังคม (สปส.) และสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการต่างก็เจอวิกฤตที่ต้องรับมือ เช่น ผู้ใช้สิทธิ สปส. เป็นกลุ่มเดียวที่ต้องออกเงินสมทบเข้ากองทุน ขณะที่บัตรทอง และสวัสดิการรักษาข้าราชการได้รับการรักษาที่ครอบคลุมกว่า โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบใดๆ
ผอ.มูลนิธิฯ กล่าวว่า ข้อมูลเมื่อปี 2568 ทางฝั่งสวัสดิการข้าราชการที่มีผู้ใช้สิทธิอยู่ประมาณ 5 ล้านคน แต่ใช้งบประมาณรวมถึง 106,740 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 21,348 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากกว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่มีจำนวนผู้ใช้บริการประมาณ 49 ล้านคน กว่า 5 เท่า และงบประมาณการเบิกจ่ายของข้าราชการยังเป็นแบบปลายเปิด เบิกได้โดยไม่มีเพดานกำกับไว้ ต่างกับสิทธิบัตรทองที่ระบุเพดานเอาไว้เฉลี่ย 3,856 บาทต่อคน เช่นเดียวกับประกันสังคมที่กำหนดเหมาจ่าย 3,007 บาทต่อคน
สมวงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัญหาการเบิกจ่ายที่ไม่เท่ากันทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติขึ้นเวลาเข้าใช้บริการ เช่น ผู้ใช้สวัสดิการบัตรทอง และ สปส. ไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกับข้าราชการ เพราะหน่วยบริการจะมองว่าบัตรทองและ สปส. ยุ่งยากและมีกระบวนการมากกว่าในการทำเอกสารเบิกจ่าย ขณะที่แต่ละกองทุนก็มีความเสี่ยงทางการเงินที่ต่างกัน เช่น สปส. ให้บริการคนวัยแรงงานที่ป่วยน้อยเป็นหลัก แต่ สปสช. ต้องให้บริการเด็กเล็กและคนชราที่เจ็บป่วยจำนวนมากกว่า ทำให้กองทุนบัตรทองมีความเสี่ยงสูงกว่า นอกจากนั้นปัญหาของการมีหลายกองทุนแยกกันคือภายในแต่ละกองทุนก็ต้องสร้างตำแหน่งงานให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เดียวกันในทุก ๆ หน่วยงาน เกิดเป็นความซ้ำซ้อนของระบบที่ไม่จำเป็น หากรวมกองทุนได้จะเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณมากขึ้น
ผอ.มูลนิธิฯ กล่าวว่า เขาจึงเสนอให้ประเทศไทยรวมกองทุนสุขภาพให้กลายเป็นกองทุนเดียว โดยยึดหลักแนวคิดเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ให้คนที่มีรายได้มากช่วยคนที่มีรายได้น้อย ให้คนที่ไม่ป่วยช่วยคนป่วย การรวมกองทุนต่างๆ ให้กลายเป็นกองทุนเดียวจะช่วยลดการเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาล และควบคุมงบประมาณที่บานปลายเพิ่มขึ้นทุกปีได้ อีกทั้งยังเพิ่มอำนาจการต่อรองให้สูงขึ้นในการสั่งซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะเป็นการสั่งซื้อในปริมาณมากทำให้ราคาต่อชิ้นถูกลง แต่ขณะนี้แต่ละกองทุน หรือโรงพยาบาลต่างต้องต่อรองซื้ออุปกรณ์ด้วยตัวเอง ทำให้ได้ของราคาแพง ตัวอย่างเช่น ราคาถุงยางอนามัยชิ้นละ 2 บาท แต่หากมีการรวมกองทุนเกิดขึ้นและ สปสช.ซื้อแทน จะทำให้ราคาถุงยางลดลงเหลือ 1 บาทหรือน้อยกว่านั้นได้ นักเศรษฐศาสตร์พบว่าการรวมกองทุนเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองซื้อสินค้า จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ อาจสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี
สมวงศ์กล่าวว่า มีข้าราชการบางส่วนมองว่าการรวมกองทุนเดียวนั้นจะลดสิทธิประโยชน์ที่ตนเคยได้รับไปให้เทียบเท่ากับผู้ใช้สวัสดิการแบบอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือการผลักดันให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เป็นการสร้างมาตรฐานให้ทุกคนใช้ร่วมกัน แต่ในอีกทางหนึ่ง เมื่อมีการรวมกองทุนเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ควรระวังคือ หากกองทุนฯ ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารจนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะทำให้ประชาชนต้องเสียสิทธิที่ควรได้รับไป ดังนั้นจึงต้องผลักดันให้ประชาชนผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะคนชายขอบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารของกองทุนให้มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้นภายใน และช่วยผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ
สมวงศ์กล่าวว่า มีการผลักดันเรื่องนี้ร่วม 10 ปี ฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายเหล่านี้มีมาก ไม่ว่าจากบุคลากรทางการแพทย์เอง หรือนักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็มีจำนวนอีกไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านการมีอยู่ของนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนที่กล้าลุกขึ้นมาผลักดัน เพราะขาดเจตจำนงทางการเมือง ดังนั้นจึงยังต้องต่อสู้กันต่อไป







