เรื่อง: สิทธิเดช สายพัทลุง

ในเกมแนว MOBA ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องสิ่งปลูกสร้างของทีมตัวเองและทำลายสิ่งปลูกสร้างของทีมอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนไม่ส่งผลกระทบอะไร หรืออาจใหญ่โตถึงขนาดทำให้แพ้ได้เลย และยิ่งถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความผิดพลาดของเรา มันมักจะต้องตามมาด้วยถ้อยคำก่นด่าที่จะเด้งขึ้นมาตรงมุมของจออยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าส่งมาจากใครสักคนในหมู่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือ
ไม่ว่าจะด่าบุพการี ไล่ให้ลบเกมทิ้ง หรือแม้กระทั่งบอกให้ไปอัตวินิบาตกรรมเสีย… เป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในหน้าต่างแชทของเกมประเภทนี้ และแน่นอนว่าผมก็ต้องเคยเป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่ส่งข้อความแสดงความเกลียดชังออกมาแบบเต็มเหนี่ยว…
จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมได้ย้อนอ่านสิ่งที่เคยพิมพ์ออกไป มันทำให้เกิดทั้งความสงสัยและสับสนในตัวเองว่า “ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ” “มันแค่เกมเองนะ” หรือแม้กระทั่งว่า “เรากลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
ทั้งที่การใช้ชีวิตในสังคม เราก็ดูเป็นคนที่พูดคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ แต่ทำไมในเกม เราถึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้จิตสำนึกได้มากขนาดนี้ ผมนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งนี้อยู่หลายวัน จนวันหนึ่งก็เลือกที่จะไม่พิมพ์ตอบโต้กับแชทพวกนี้อีกต่อไป
และตอนนั้นเองที่ได้รู้…ว่าทั้งหมดมันเกิดขึ้น เพราะผมเคยมองว่าสิ่งพวกนี้ ‘ปกติ’
.
“ความจริงที่แสนเศร้า คือสิ่งเลวร้ายมักเกิดจากคนที่ไม่ยอมตัดสินใจ
ว่าตัวเองจะเป็นคนดีหรือคนเลว”
ข้อความข้างต้นเป็นหนึ่งในประโยคที่ปรากฏอยู่ใน ‘The Life of the Mind’ หนังสือปรัชญาเล่มสุดท้ายที่ถูกตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ศ. 1977 ของ ‘Hannah Arendt’ นักประวัติศาสตร์และนักปรัชญาชาวเยอรมัน (ก่อนจะลี้ภัยสงครามและได้สัญชาติอเมริกันในเวลาต่อมา) ซึ่งผลงานเด่นของเธอมักเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง การปกครอง หรือเกี่ยวข้องกับวิธีการคิด
แต่สิ่งที่โด่งดังที่สุดของเธอคือวลี ‘The Banality of Evil’ หรือ ‘ความชั่วร้ายที่แสนธรรมดา’ จากหนังสือสารคดีเชิงปรัชญาการเมือง ‘Eichmann in Jerusalem: A Report on the Banality of Evil’ ของเธอที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1963
ในหนังสือเล่มนี้จะรวบรวมเนื้อหาการไต่สวน ‘Adolf Eichmann’ เจ้าหน้าที่ของนาซีเยอรมันที่ทำหน้าที่ในฐานะ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านชาวยิว’ (An Expert on the Jewish Question) ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลำเลียงและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
เนื้อหาของหนังสือจะเริ่มตั้งแต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในศาลที่กรุงเยรูซาเล็มและข้อวิจารณ์ของเธอที่มีต่อการไต่สวนครั้งนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิดที่เขาเล่าออกมา กระบวนการทำงานเพื่อขนส่งชาวยิวในแต่ละพื้นที่ที่เขารับผิดชอบ ไปจนถึงบทสรุปของการพิจารณาคดี
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในหัวข้อที่ 2 ผู้ต้องหา (The Accused) และ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านชาวยิว (An Expert on the Jewish Question) ที่เป็นการอธิบายถึง Eichmann ในฐานะตัวผู้ต้องหา ตั้งแต่รูปร่างภายนอก สภาวะทางจิต ประวัติส่วนตัวตั้งแต่เป็นประชาชนทั่วไป จนกระทั่งผันตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของนาซีเยอรมัน
ภาพลักษณ์ของ Eichmann นั้นต่างจากภาพที่คิดเอาไว้ เพราะนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนลุงข้างบ้านใจดีคนหนึ่ง จิตแพทย์ที่ตรวจก็ให้ข้อสรุปในทำนองเดียวกันว่าเขา ‘ปกติ’ ไม่ใช่โรคจิตที่หลงใหลในความรุนแรงหรือมีความเกลียดชังส่วนตัวกับชาวยิว ไม่แม้กระทั่งจะมีประวัติอาการทางจิต แต่เขาเข้าร่วมกับนาซีเยอรมันเพียงเพื่อจะได้ “มีงานทำและมีสถานะทางสังคม”
เหล่านี้เองที่ทำให้ Hannah สรุปว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าเรื่องเลวร้ายที่เกิดจากคนชั่วร้ายคือเรื่องเลวร้ายที่เกิดจากคนธรรมดาที่เลือกจะ ‘ไม่คิด’ และทำตามระบบโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายหรือไม่
Eichmann ไม่คิดว่าตัวเองผิด เขาเชื่อว่าตัวเองแค่ทำหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ควบคุมการขนส่งเชิงโลจิสติกส์ที่พัสดุเป็นชาวยิวเท่านั้นเอง… ถึงขนาดที่ว่าเขาจะมีอาการหงุดหงิดเวลารถไฟขนส่งเลทหรือตู้ขบวนไม่เพียงพอ แต่นั่นไม่ใช่การหงุดหงิดเพราะกลัวว่าชาวยิวจะตายช้าลง แต่เขาหงุดหงิดเพราะงานของเขาจะ ‘ไม่เป็นไปตามแผน’
ในบทปัจฉิมลิขิต (Postscript) ของหนังสือเล่มนี้ Hannah ได้ระบุพฤติกรรมของ Eichmann เอาไว้ว่าเกิดจาก ‘ความไร้ความสามารถในการคิด’ (Thoughtlessness) หรือความตั้งใจที่จะไม่ไตร่ตรองความคิดทางศีลธรรม และยอมทำตัวเป็นฟันเฟืองในระบบเพื่อความก้าวหน้าส่วนตัว และมันต่างจากความ ‘โง่เขลา’ (Stupidity) ตรงที่ “เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”
ความไร้ความสามารถในการคิดนี้ยังลามไปถึงการเลือกใช้คำพูด เพราะจากบันทึกของ Hannah เธอเขียนเอาไว้ว่าตลอดการไต่สวนนั้น Eichmann ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดของตัวเองออกมาได้เลย คำพูดที่เอ่ยออกมามีแต่คำซ้ำซากหรือวลีที่พวกคนใหญ่คนโตใช้กัน เช่น ‘หน้าที่คือหน้าที่’ แม้กระทั่งในนาทีสุดท้ายของชีวิต คำพูดสุดท้ายของเขาก็ยังเป็นถ้อยคำที่มาจากคนอื่น ไม่ใช่คำที่กลั่นออกมาจากความคิดของตัวเอง หรือไม่เขาก็มองว่านั่นคือความคิดของตัวเองไปแล้ว
…ไม่ว่าจะด้วยการไหลตามบรรทัดฐานของสังคม ความคิดของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งระบบในที่ทำงานหรือระบบการปกครอง ที่ไม่ว่าช่วงแรกจะเลวร้ายขนาดไหน แต่เมื่ออยู่นานไปจนเริ่มชินชาและเริ่มตัดขาดการคิดทางศีลธรรม เมื่อนั้นความเลวร้ายจะไม่ใช่ความเลวร้ายอีกต่อไป… อย่างน้อยก็ในความคิดของคนที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น
การด่าทอหรือแสดงความเกลียดชังกันบนโลกอินเทอร์เน็ต การกดขี่แรงงาน การจัดสรรภาษีเพื่อไปใช้ประโยชน์ส่วนตน การโกงเลือกตั้ง การติดสินบนเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็มองได้แต่ว่าเป็นความเลวร้าย แต่ไม่มีใครที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขมันอย่างจริงจัง และไม่ว่าเหตุผลที่ใช้เพื่อจะไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านจะเป็นอะไร แต่ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ลึกที่สุดที่ถ้าค้นลงไปในจิตสำนึกก็คงเจอมันหลบอยู่ในมุมมืดของจิตใจ
“เพราะไม่อยากที่จะคิด”
เมื่อคิดก็จะรู้ เมื่อรู้ก็จะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นไม่ได้ และก็เริ่มคิดว่าควรจะแก้ไขความเลวร้ายนี้เสีย ซึ่งตรงนี้แหละคือจุดที่คนมักจะไม่ไปต่อ… อาจเพราะรู้สึกว่าขนาดของปัญหาดูใหญ่เกินไป หรือจำเป็นต้องลงทุนทั้งแรงกายและแรงใจมหาศาลเพื่อจะเปลี่ยนแปลงมัน ไม่ก็รู้สึกว่าแค่มีชีวิตอยู่แบบนี้ก็ยากมากพอแล้ว สุดท้ายเลยยอมจำนนต่อความเลวร้ายและปล่อยให้มันดำเนินต่อไป
ในอีกมุมก็อาจเข้าใจได้ว่าในสังคมที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง ความมั่นคงสั่นคลอนได้แทบทุกชั่วโมง และความรับผิดชอบที่ต้องดูแลของแต่ละคนก็แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การขยับตัวเพื่อปกป้องอะไรสักอย่างคงเป็นสิ่งที่ยากเกินความสามารถไปบ้าง
แต่อย่างน้อยที่สุด ขออย่ามองว่าความเลวร้ายเป็นเรื่องปกติ
ขอให้เก็บอิสรภาพทางความคิดของตัวเองไว้ อย่าหยุดคิดหรือปิดมันเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ขอให้คิดด้วยความคิดของตัวเองอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำหรือสิ่งที่พูดอยู่มันเลวร้ายหรือไม่ ถ้าเลือกได้เราอยากจะทำจริงๆ หรือเปล่า และถ้าไม่…เราหยุดวงจรนั้นได้มั้ย
ถึงแม้การกระทำที่กล่าวไปจะแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกทั้งหมดไม่ได้ในทันที แต่อย่างน้อยเรายังมีความคิดเป็นของตัวเองและยังไม่ไหลตามสังคมที่เริ่มถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นอาจเป็นสัญลักษณ์สุดท้ายที่บอกว่าเรายังเป็นมนุษย์ที่มีความคิด และยังไม่กลายเป็นจักรกลหรือปีศาจภายใต้หนังมนุษย์
เพราะเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองได้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้สิ่งเลวร้ายเดินหน้าต่อไปตั้งแต่เมื่อไหร่…
หรือเราอาจเป็นแบบนั้นมาตลอด แค่ยังไม่รู้ตัว











