ArticlesSocietyWritings

ความเลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์เลือกที่จะหยุด ‘คิด’

เรื่อง: สิทธิเดช สายพัทลุง

ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา

ในเกมแนว MOBA ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องสิ่งปลูกสร้างของทีมตัวเองและทำลายสิ่งปลูกสร้างของทีมอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนไม่ส่งผลกระทบอะไร หรืออาจใหญ่โตถึงขนาดทำให้แพ้ได้เลย และยิ่งถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความผิดพลาดของเรา มันมักจะต้องตามมาด้วยถ้อยคำก่นด่าที่จะเด้งขึ้นมาตรงมุมของจออยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าส่งมาจากใครสักคนในหมู่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือ

ไม่ว่าจะด่าบุพการี ไล่ให้ลบเกมทิ้ง หรือแม้กระทั่งบอกให้ไปอัตวินิบาตกรรมเสีย… เป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในหน้าต่างแชทของเกมประเภทนี้ และแน่นอนว่าผมก็ต้องเคยเป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่ส่งข้อความแสดงความเกลียดชังออกมาแบบเต็มเหนี่ยว…

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมได้ย้อนอ่านสิ่งที่เคยพิมพ์ออกไป มันทำให้เกิดทั้งความสงสัยและสับสนในตัวเองว่า ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ” “มันแค่เกมเองนะ หรือแม้กระทั่งว่าเรากลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ทั้งที่การใช้ชีวิตในสังคม เราก็ดูเป็นคนที่พูดคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ แต่ทำไมในเกม เราถึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้จิตสำนึกได้มากขนาดนี้ ผมนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งนี้อยู่หลายวัน จนวันหนึ่งก็เลือกที่จะไม่พิมพ์ตอบโต้กับแชทพวกนี้อีกต่อไป

และตอนนั้นเองที่ได้รู้…ว่าทั้งหมดมันเกิดขึ้น เพราะผมเคยมองว่าสิ่งพวกนี้ ‘ปกติ’

.

ความจริงที่แสนเศร้า คือสิ่งเลวร้ายมักเกิดจากคนที่ไม่ยอมตัดสินใจ

ว่าตัวเองจะเป็นคนดีหรือคนเลว

ข้อความข้างต้นเป็นหนึ่งในประโยคที่ปรากฏอยู่ใน ‘The Life of the Mind’ หนังสือปรัชญาเล่มสุดท้ายที่ถูกตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ศ. 1977 ของ ‘Hannah Arendt’ นักประวัติศาสตร์และนักปรัชญาชาวเยอรมัน (ก่อนจะลี้ภัยสงครามและได้สัญชาติอเมริกันในเวลาต่อมา) ซึ่งผลงานเด่นของเธอมักเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง การปกครอง หรือเกี่ยวข้องกับวิธีการคิด

แต่สิ่งที่โด่งดังที่สุดของเธอคือวลี ‘The Banality of Evil’ หรือ ‘ความชั่วร้ายที่แสนธรรมดา’ จากหนังสือสารคดีเชิงปรัชญาการเมือง ‘Eichmann in Jerusalem: A Report on the Banality of Evil’ ของเธอที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1963

ในหนังสือเล่มนี้จะรวบรวมเนื้อหาการไต่สวน ‘Adolf Eichmann’ เจ้าหน้าที่ของนาซีเยอรมันที่ทำหน้าที่ในฐานะ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านชาวยิว’ (An Expert on the Jewish Question) ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลำเลียงและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เนื้อหาของหนังสือจะเริ่มตั้งแต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในศาลที่กรุงเยรูซาเล็มและข้อวิจารณ์ของเธอที่มีต่อการไต่สวนครั้งนี้ หลังจากนั้นจะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิดที่เขาเล่าออกมา กระบวนการทำงานเพื่อขนส่งชาวยิวในแต่ละพื้นที่ที่เขารับผิดชอบ ไปจนถึงบทสรุปของการพิจารณาคดี

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในหัวข้อที่ 2 ผู้ต้องหา (The Accused) และ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านชาวยิว (An Expert on the Jewish Question) ที่เป็นการอธิบายถึง Eichmann ในฐานะตัวผู้ต้องหา ตั้งแต่รูปร่างภายนอก สภาวะทางจิต ประวัติส่วนตัวตั้งแต่เป็นประชาชนทั่วไป จนกระทั่งผันตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของนาซีเยอรมัน

ภาพลักษณ์ของ Eichmann นั้นต่างจากภาพที่คิดเอาไว้ เพราะนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนลุงข้างบ้านใจดีคนหนึ่ง จิตแพทย์ที่ตรวจก็ให้ข้อสรุปในทำนองเดียวกันว่าเขา ‘ปกติ’ ไม่ใช่โรคจิตที่หลงใหลในความรุนแรงหรือมีความเกลียดชังส่วนตัวกับชาวยิว ไม่แม้กระทั่งจะมีประวัติอาการทางจิต แต่เขาเข้าร่วมกับนาซีเยอรมันเพียงเพื่อจะได้มีงานทำและมีสถานะทางสังคม

          เหล่านี้เองที่ทำให้ Hannah สรุปว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าเรื่องเลวร้ายที่เกิดจากคนชั่วร้ายคือเรื่องเลวร้ายที่เกิดจากคนธรรมดาที่เลือกจะ ไม่คิดและทำตามระบบโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายหรือไม่

Eichmann ไม่คิดว่าตัวเองผิด เขาเชื่อว่าตัวเองแค่ทำหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ควบคุมการขนส่งเชิงโลจิสติกส์ที่พัสดุเป็นชาวยิวเท่านั้นเอง… ถึงขนาดที่ว่าเขาจะมีอาการหงุดหงิดเวลารถไฟขนส่งเลทหรือตู้ขบวนไม่เพียงพอ แต่นั่นไม่ใช่การหงุดหงิดเพราะกลัวว่าชาวยิวจะตายช้าลง แต่เขาหงุดหงิดเพราะงานของเขาจะ ‘ไม่เป็นไปตามแผน’

ในบทปัจฉิมลิขิต (Postscript) ของหนังสือเล่มนี้ Hannah ได้ระบุพฤติกรรมของ Eichmann เอาไว้ว่าเกิดจาก ‘ความไร้ความสามารถในการคิด’ (Thoughtlessness) หรือความตั้งใจที่จะไม่ไตร่ตรองความคิดทางศีลธรรม และยอมทำตัวเป็นฟันเฟืองในระบบเพื่อความก้าวหน้าส่วนตัว และมันต่างจากความ ‘โง่เขลา’ (Stupidity) ตรงที่ เขารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ความไร้ความสามารถในการคิดนี้ยังลามไปถึงการเลือกใช้คำพูด เพราะจากบันทึกของ Hannah เธอเขียนเอาไว้ว่าตลอดการไต่สวนนั้น Eichmann ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดของตัวเองออกมาได้เลย คำพูดที่เอ่ยออกมามีแต่คำซ้ำซากหรือวลีที่พวกคนใหญ่คนโตใช้กัน เช่น ‘หน้าที่คือหน้าที่’ แม้กระทั่งในนาทีสุดท้ายของชีวิต คำพูดสุดท้ายของเขาก็ยังเป็นถ้อยคำที่มาจากคนอื่น ไม่ใช่คำที่กลั่นออกมาจากความคิดของตัวเอง หรือไม่เขาก็มองว่านั่นคือความคิดของตัวเองไปแล้ว

…ไม่ว่าจะด้วยการไหลตามบรรทัดฐานของสังคม ความคิดของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งระบบในที่ทำงานหรือระบบการปกครอง ที่ไม่ว่าช่วงแรกจะเลวร้ายขนาดไหน แต่เมื่ออยู่นานไปจนเริ่มชินชาและเริ่มตัดขาดการคิดทางศีลธรรม เมื่อนั้นความเลวร้ายจะไม่ใช่ความเลวร้ายอีกต่อไป… อย่างน้อยก็ในความคิดของคนที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น

การด่าทอหรือแสดงความเกลียดชังกันบนโลกอินเทอร์เน็ต การกดขี่แรงงาน การจัดสรรภาษีเพื่อไปใช้ประโยชน์ส่วนตน การโกงเลือกตั้ง การติดสินบนเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็มองได้แต่ว่าเป็นความเลวร้าย แต่ไม่มีใครที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขมันอย่างจริงจัง และไม่ว่าเหตุผลที่ใช้เพื่อจะไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านจะเป็นอะไร แต่ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ลึกที่สุดที่ถ้าค้นลงไปในจิตสำนึกก็คงเจอมันหลบอยู่ในมุมมืดของจิตใจ

เพราะไม่อยากที่จะคิด

เมื่อคิดก็จะรู้ เมื่อรู้ก็จะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นไม่ได้ และก็เริ่มคิดว่าควรจะแก้ไขความเลวร้ายนี้เสีย ซึ่งตรงนี้แหละคือจุดที่คนมักจะไม่ไปต่อ… อาจเพราะรู้สึกว่าขนาดของปัญหาดูใหญ่เกินไป หรือจำเป็นต้องลงทุนทั้งแรงกายและแรงใจมหาศาลเพื่อจะเปลี่ยนแปลงมัน ไม่ก็รู้สึกว่าแค่มีชีวิตอยู่แบบนี้ก็ยากมากพอแล้ว สุดท้ายเลยยอมจำนนต่อความเลวร้ายและปล่อยให้มันดำเนินต่อไป

ในอีกมุมก็อาจเข้าใจได้ว่าในสังคมที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง ความมั่นคงสั่นคลอนได้แทบทุกชั่วโมง และความรับผิดชอบที่ต้องดูแลของแต่ละคนก็แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การขยับตัวเพื่อปกป้องอะไรสักอย่างคงเป็นสิ่งที่ยากเกินความสามารถไปบ้าง

          แต่อย่างน้อยที่สุด ขออย่ามองว่าความเลวร้ายเป็นเรื่องปกติ

ขอให้เก็บอิสรภาพทางความคิดของตัวเองไว้ อย่าหยุดคิดหรือปิดมันเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ขอให้คิดด้วยความคิดของตัวเองอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำหรือสิ่งที่พูดอยู่มันเลวร้ายหรือไม่ ถ้าเลือกได้เราอยากจะทำจริงๆ หรือเปล่า และถ้าไม่…เราหยุดวงจรนั้นได้มั้ย

ถึงแม้การกระทำที่กล่าวไปจะแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกทั้งหมดไม่ได้ในทันที แต่อย่างน้อยเรายังมีความคิดเป็นของตัวเองและยังไม่ไหลตามสังคมที่เริ่มถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นอาจเป็นสัญลักษณ์สุดท้ายที่บอกว่าเรายังเป็นมนุษย์ที่มีความคิด และยังไม่กลายเป็นจักรกลหรือปีศาจภายใต้หนังมนุษย์

เพราะเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองได้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนให้สิ่งเลวร้ายเดินหน้าต่อไปตั้งแต่เมื่อไหร่…

หรือเราอาจเป็นแบบนั้นมาตลอด แค่ยังไม่รู้ตัว

 

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

AI ตอบมั่นใจขนาดนี้ มันรู้ได้ไง…แล้วเราจะรู้ได้ไงว่ามันรู้จริง

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน เมื่อวันก่อน ลูกสาวถามผมว่า ทำไมแมวถึงเลียตัวเองได้ทั้งตัว บางครั้งก็เลียไปถึงก้น แล้วมันไม่ท้องเสียเหรอ ผมตอบไปตามประสาคนเป็นพ่อ ซึ่งบางครั้งต้องทำหน้าที่คล้ายสารานุกรมฉบับพกพา (แม้ข้อมูลภายในจะมีอยู่ไม่ครบทุกหมวด) ว่าร่างกายแมวคงไม่เหมือนร่างกายคน เชื้อโรคที่ทำให้คนป่วยอาจไม่ได้ทำให้แมวป่วยแบบเดียวกัน คำตอบฟังดูพอมีเหตุผล แต่พูดกันตรง ๆ ...

Articles

ปากกาลดน้ำหนัก : เมื่อมาตรฐานความงามในสังคมไทยกำลังไหลย้อนกลับ

เรื่อง: จุฑารัตน์ นวลตา ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในปัจจุบันที่เทรนด์รักษาสุขภาพกำลังมาแรง และเราสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยปลายนิ้ว ทำให้มุมมองของใครหลายคนที่มีต่อเทรนด์สุขภาพเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวก็กลายเป็นสิ่งที่เราควรศึกษา ในอดีตที่เครื่องดื่มหรืออาหารคลีนที่ถูกมองว่าฟุ่มเฟือย แต่ในตอนนี้มีร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพเปิดใหม่มากมายที่ขายในราคาย่อมเยา ส่งผลให้ปัจจุบันสุขภาพดี=ใคร ...

Articles

อำนาจที่ 4 และรัฐธรรมนูญที่ถูกแช่แข็ง

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ผลการออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 4 มีนาคม ระบุว่า มีประชาชนถึง 21,621,638 ...

Articles

“สงกรานต์” แสนแพง: เมื่อรัฐเอื้อทุนพลังงาน แก้วิกฤตด้วยการสงเคราะห์

เรื่อง: ธาวิน กิตติพงศ์พิทยา ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา “สงกรานต์” ควรเป็นช่วงเวลาที่คนบ้านไกลได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวอันเป็นที่รัก ทว่าปีนี้กลับเป็นปีที่หลายคนคิดหนัก คนที่เคยกลับก็ชั่งใจ ส่วนคนที่มีสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวยยิ่งชั่งใจกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ทุนในการเดินทางและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ...

Articles

เปลี่ยนจาก ‘สาดน้ำ’ เป็น ‘อ้อมกอด’: คืนความเรียบง่ายให้สงกรานต์ยุคน้ำมันแพง

เรื่อง: ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา สงกรานต์ปีนี้ คิดยังไงก็คงไม่สนุกสุดเหวี่ยงแบบตัวเปียกทุกพื้นที่ที่น้ำเข้าถึง ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ หรืออำเภอใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดที่มีการจัดงานคงไม่เห็นความแตกต่างจากทุกปีมากนัก แต่พอไม่ใช่เมืองใหญ่ การเล่นน้ำสงกรานต์อาจจะเหลือแค่การรอสาดน้ำประแป้งคนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านตัวเองแบบเหงา ๆ ...

0 %