เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์

ในระยะที่ผ่านมา การรักสุขภาพดูจะเป็นกระแสที่เด่นชัดและต่อเนื่องยาวนานจนรู้สึกได้ อาจเป็นเพราะการรักสุขภาพในยุคนี้มีอะไรมากกว่าการออกกำลังกาย แต่มันคือ ‘การโชว์ไลฟ์สไตล์’
นอกจากจะเข้ายิมไปยกเหล็กหรือวิ่งบนลู่แล้ว การแต่งชุดออกกำลังให้เข้ากันเพื่อไปคลาสพิลาทิส หาที่ปีนผาในห้างถ่ายคอนเทนต์เก๋ ๆ จอย Run Club หาเพื่อนใหม่ จบด้วยการแช่ Ice Bath แต่สิ่งที่ฮิตที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘เทรนด์การวิ่ง’ ทำให้ไม่ว่าจะคนไกลหรือใกล้ตัวก็ดูเหมือนจะเกาะไปกับกระแสนี้
หลายคนโพสต์ภาพโชว์ความสำเร็จของตัวเองหลังวิ่ง พร้อมแปะผลลัพธ์-สถิติ บ้างก็เช็คอินสวน Routes การวิ่งกันอย่างคึกคัก บางคนก็ทุ่มสุดตัว ลงการแข่งขัน 5K 10K ฮาล์ฟมาราธอน มาราธอน เป็นภาพแปลกตา
ถึงอย่างไรก็ดี ไม่ปฏิเสธเลยว่าภาพบนโซเชียลเหล่านั้น บวกกับสังขารตัวเองที่เริ่มประท้วงหลังจากปล่อยปละละเลยมันมาหลายปี ก็เป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ฉันอยากกระโจนเข้าสู่วงการนี้ด้วย
“แค่วิ่งเป็นเส้นตรงไปเรื่อย ๆ มันจะไปยากอะไร”
ความคิดตื้น ๆ ผสมกับอีโก้โผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อเทียบกับกีฬาอื่น การวิ่งดูเหมือนจะไม่ต้องใช้ทักษะพิเศษหรืออุปกรณ์อะไรมากมาย
กลางเดือนธันวาคม ปี 2568 อากาศหนาวกำลังดีเหมาะกับการวิ่งริมถนน เป็นครั้งแรกที่ฉันลุกขึ้นมาผูกเชือกรองเท้าแล้วออกไปวิ่ง โดยมีเป้าหมายเวลาคือ 20 นาที
ทว่าเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตรแรก ความมั่นใจที่พกมาก็มลายหายไป หัวใจเต้นแรง ทุกวินาทีสัมผัสได้ถึงเส้นเลือดกำลังสูบฉีด อาการหอบเหนื่อยที่ดังกว่าเสียงเพลงในหูฟัง ขาที่เคยคิดว่าแค่ก้าวสลับไปมากลับเริ่มหนักอึ้ง อาการปวดจี๊ดจากข้อเท้าลามมาถึงข้อเข่า ลมหนาวที่เคยคิดว่าช่วยให้สดชื่น กลับกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้แสบคอทุกครั้งที่สูดอากาศหายใจ
จากวิ่งเร็วกลายเป็นวิ่งเหยาะ ๆ จากวิ่งเหยาะ ๆ เปลี่ยนเป็นการเดินเร็ว และจากเดินเร็วกลายเป็นการหยุดนิ่งอยู่ริมถนน…
ความคิด ‘เลิกดีไหม?’ ตีกันอยู่ในหัวเป็นล้านครั้งในระหว่างที่ยืนหอบพลางก้มมองรองเท้า แต่เมื่อพอจะหายเหนื่อย ฉันก็ตัดสินใจเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง วงจรนี้วนซ้ำไปซ้ำมา วิ่ง เดิน หยุด และเริ่มใหม่
ที่น่าประหลาดคือแต่ละครั้งที่เริ่มใหม่ มันไม่ได้รู้สึกง่ายขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวที่เริ่มหลังจากหยุดพักกลับหนักอึ้งและทรมานกว่าเดิม แต่ในที่สุดฉันก็จบ 20 นาทีนั้นมาได้
หมดสภาพ สะบักสะบอม ไม่สวยงามเหมือนภาพที่เคยเห็นบนหน้าโซเชียล แอปออกกำลังกายบนจอชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่ได้
‘First Run: 1.95 กม. เพซเฉลี่ย 10.16’
ถ้าพูดง่าย ๆ คือ ในระยะทาง 1 กม. ฉันใช้เวลาไปกว่า 10 นาที ฉันรู้ดีว่านี่เป็นความเร็วที่ห่วยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานนักวิ่งทั่วไป แต่วินาทีที่จ้องมองตัวเลขนั้นท่ามกลางหัวใจที่ยังเต้นรัว ฉันกลับไม่ได้รู้สึกแย่อย่างที่คิด ตรงกันข้าม ความรู้สึกอยากเอาชนะตัวเองกลับโผล่ขึ้นมาแทนที่ความสมเพชตัวเองในตอนแรก
ฉันตัดสินใจหาข้อมูลเพิ่มเพื่อตอบสนองความอยากเอาชนะที่เกิดขึ้น ตอนนั้นเองที่ทำให้ได้รู้ว่า การวิ่งไม่ใช่แค่การใช้ขาสองข้างถีบตัวเองไปข้างหน้าเท่านั้น
แต่มันคือการจัดตารางซ้อม จังหวะการลงเท้า การจัดระเบียบลำตัว การแกว่งแขนที่ต้องสัมพันธ์กับการสับขา การควบคุมลมหายใจให้เป็นจังหวะเพื่อลดอาการหอบเหนื่อย การสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อรองรับแรงกระแทก ไปจนถึงการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
ใครจะไปคิดว่าเราจะสามารถตั้งใจคุมการเต้นของหัวใจได้ แต่คีย์เวิร์ด ‘วิ่ง Zone 2’ เป็นสิ่งที่นักวิ่งมักได้ยินกันเกลื่อน
Zone 2 มาจากการแบ่งโซนอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เป้าหมายคือการให้หัวใจเต้นอยู่ที่ 60-70% ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด ซึ่งเป็นระดับการเต้นที่เหมาะกับการฝึกซ้อมในระยะยาว เพราะหัวใจไม่ทำงานหนักจนเกินไป สามารถวิ่งได้เรื่อย ๆ ไม่หอบ และสามารถพูดคุยได้ปกติ
ผลจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดทำให้ตรัสรู้ได้ว่า ที่ผ่านมานั้น ทำ-ผิด-ทุก-อย่าง!!!
ทั้งการวอร์มที่ไม่เพียงพอ การก้าวเท้าที่กว้างเกินไป หายใจไม่มีจังหวะ วิ่งแบบสุดลิ่มทิ่มประตูโดยที่ไม่รู้เลยว่าหัวใจเต้นอยู่ที่ 170 BPM จากที่คาดหวังจะเกาะไปกับกระแสรักสุขภาพ กลับกลายเป็นการก้าวขาเข้าใกล้โรงพยาบาลมากกว่าเดิม
เป้าหมายที่ตั้งไว้จึงเปลี่ยนใหม่ เพราะการวิ่งเพื่อสุขภาพไม่ใช่การวิ่งให้เร็ว แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุมร่างกายตัวเองให้เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่การวิ่งแข่งกับเวลาหรือการวิ่งเพื่ออวดให้คนเห็นว่าฉันวิ่งได้ 5 โล 10 โล แต่เป็นการวิ่งที่ต้องทนอยู่กับความเบื่อ
เบื่อที่ต้องคอยเบรกตัวเองไม่ให้ก้าวเร็วเกินไป เบื่อที่เห็นคนวิ่งแซงนำไปก่อน เบื่อที่แม้แต่การฟังเพลงก็ต้องคอยหาเพลงที่จังหวะไม่เร็วเกินไป เบื่อที่ต้องฝึกวิ่งช้าให้เป็นนิสัยเพื่อให้ร่างกายชินกับระบบใหม่ ทั้งที่ใจอยากพุ่งไปข้างหน้าเต็มแก่
แต่หากอยากให้วิ่งดี ต้องวิ่งช้าให้เป็นเสียก่อน
ผ่านมาเกือบ 3 เดือน คงเป็นช่วงเวลาที่เร็วไปที่จะดูผลลัพธ์ แต่ก็ฉันกลับรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ การวิ่งไม่ใช่ความทรมานอีกต่อไป การหายใจปกติมากขึ้น อาการปวดกล้ามเนื้อน้อยลงจนแทบจะเป็นศูนย์ ทุกครั้งที่วิ่งจบจึงเหมือนการได้ผ่านด่านใหม่ไปอีกขั้น
สถิติล่าสุดที่ได้คือ ‘2 กม. เพซเฉลี่ย 7.28 ใช้เวลาไป 13 นาที’
แน่นอนว่าตามมาตรฐานนักวิ่งทั่วไป ตัวเลขนี้ไม่ได้พิเศษอะไร แต่สำหรับฉันตัวเลขนี้มันมีค่าอย่างมาก เพราะมันมาจากความอดทนอย่างต่อเนื่อง และการเคารพตัวเองที่ไม่ยอมปล่อยให้ความเหนื่อย ความเบื่อ และความขี้เกียจมาล้มล้างความตั้งใจเดิม
ทุกวินาทีระหว่างการวิ่ง มันคือการต่อสู้ระหว่าง ‘อีโก้’ ที่อยากวิ่งให้เร็ว กับ ‘วินัย’ ที่สั่งให้คุมร่างกาย
ฉันพบว่า บางครั้งความ ‘ก้าวหน้า’ ที่แท้จริง อาจไม่ได้วัดกันที่ว่าเราวิ่งแซงใครไปกี่คน แต่วัดกันที่ว่าเราสามารถควบคุมตัวเองได้นิ่งแค่ไหนบนเส้นทางที่อยากไป
แค่วิ่งเป็นเส้นตรงไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องไปเร่งรีบมากนัก มันก็ดีเหมือนกันนะ 🙂
ข้อมูลเพิ่มเติม
RunAtHomeAdmin2025. (3 ธันวาคม 2024). คู่มือนักวิ่งฉบับสมบูรณ์ 2025 รวมทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการวิ่งออกกำลังกาย. เข้าถึงได้จาก RUN AT HOME: https://runathome.co/blog/running-guide-for-beginners-and-advanced/
Sneaker On Sight. (27 ธันวาคม 2025). My Sub-2 Story การซ้อมวิ่งแบบหัวใจใหม่ Bangsaen 21 Half Marathon. เข้าถึงได้จาก Youtube: https://youtu.be/bEtIW68BUUs?si=NhCCIXkSepGfpcVV










