ArticlesWritings

ขุนเขา กล้อง ความหลงใหล ใน The Summit of the Gods

เรื่อง: รณรต วงษ์ผักเบี้ย

ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา

วันที่ 8 มิถุนายน 1924 จอร์จ มัลลอรี นักปีนเขาชาวอังกฤษ และคู่หูของเขา แอนดรูว์ เออร์ไวน์ ได้พยายามที่จะพิชิตเอเวอเรสต์ หลังจากที่มัลลอรีพยายามมาหลายครั้ง แต่ไม่มีใครได้เห็นพวกเขากลับลงมาอีกเลย โดยครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นทั้งคู่มีชีวิตอยู่ คือบริเวณห่างจากยอดเขา 240 เมตร

เรื่องราวการสำรวจนี้กลายเป็นปริศนาในวงการนักปีนเขาอยู่นับศตวรรษ ว่าแท้จริงแล้วมัลลอรีเป็นคนแรกที่ถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก — 8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเล — หรือไม่ หากดูจากหน้าประวัติศาสตร์ก็เป็นที่ยอมรับว่าเอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์ และเท็นซิง นอร์เก คู่หูชาวเชอร์ปา เป็นผู้ถึงยอดเขาคนแรก ในปี 1953

แม้จะมีการพบร่างของมัลลอรีที่ความสูง 8,138 เมตร จากภารกิจสำรวจในปี 1999 แต่ก็อาจตีความได้ว่าเขากำลังอยู่ในช่วงขึ้นเขาหรือลงเขาก็ได้ และหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะไขปริศนานี้ให้กระจ่าง นั่นคือกล้องถ่ายรูปที่เขานำติดตัวไปด้วย ซึ่งยังไม่มีใครค้นพบจนถึงปัจจุบัน

The Summit of the Gods หรือ Le Sommet des Dieux (2021) เป็นภาพยนตร์อนิเมชันที่กำกับโดย แพทริก อิมเบิร์ต ผู้กำกับและนักเขียนบทชาวฝรั่งเศส โดยดัดแปลงมาจากมังงะในชื่อเดียวกัน เขียนโดยจิโระ ทะนิกุชิ

หนังเล่าเหตุการณ์ช่วง 70 ปีหลังจากโศกนาฏกรรมที่มัลลอรีและเออร์ไวน์พยายามปีนเอเวอเรสต์ครั้งนั้น ผ่านตัวละคร มะโคะโตะ ฟุกะมะชิ ช่างภาพนิตยสารปีนเขาของญี่ปุ่น

วันหนึ่งในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ที่กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เขาบังเอิญได้พบกับ ฮะบุ โจจิ นักปีนเขาชาวญี่ปุ่นที่หายตัวไปนาน

ฟุกะมะชิได้เห็นกล้องที่คาดว่าเป็นกล้องของมัลลอรีอยู่ในมือของโจจิ แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไร โจจิก็เดินหายลับไปในตรอกเสียก่อน

หลังจากเหตุการณ์ที่กาฐมาณฑุ ฟุกะมะชิจึงเริ่มสืบข้อมูลเกี่ยวกับโจจิ เพื่อตามหาตัวเขา และสืบหาความจริงว่ากล้องตัวนั้นจะมีภาพที่ไขปริศนาของมัลลอรีได้หรือไม่

ภาพยนตร์หรือเรื่องราวเกี่ยวกับการปีนเขาหลายเรื่อง มักจะเล่าเรื่องของมนุษย์ที่พยายามท้าทายธรรมชาติ และพยายามปลุกใจให้ผู้ชมชื่นชมในความทะเยอทะยานของมนุษย์ ด้วยตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หรืออีกแบบคือเล่าให้เป็นโศกนาฏกรรมของกลุ่มคนที่พยายามท้าทายธรรมชาติ ดังเรื่องของมัลลอรีที่ได้เกริ่นไว้ตอนต้น

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นในประเด็นนี้มากนัก แต่กลับไปโฟกัสที่ความหลงใหลและความหมกมุ่นผ่านตัวละครหลักสองตัว คือ ฟุกะมะชิและโจจิ ซึ่งถูกขับเน้นด้วยการเล่าเรื่องแบบคู่ขนานที่จะทำให้ผู้ชมเห็นชีวิตในอดีตของโจจิ และชีวิตในปัจจุบันของฟุกะมะชิ

พวกเขาทั้งคู่ต่างก็ไล่ตามบางสิ่งบางอย่างแบบเอาเป็นเอาตาย

โจจิหลงใหลในการปีนเขาดั่งลมหายใจ ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งท้าทายเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกมีชีวิตมากขึ้นเท่านั้น การปีนเขาไม่ใช่แค่การปีนให้สูงที่สุดอีกต่อไป นักปีนเขามักจะหาความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น เส้นทางที่ยากที่สุด ปีนโดยไม่ใช้ออกซิเจนหรืออุปกรณ์ ฯลฯ

และคำถามที่ภาพยนตร์ทิ้งให้กับผู้ชมเป็นนัย ๆ อยู่ตลอดทั้งเรื่องคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงหลงใหลกับภูเขานัก อะไรกันที่ทำให้พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อไปให้ถึงยอด

ฟุกะมะชิก็ไม่ต่างจากโจจินัก เขาหมกมุ่นอยู่กับการสืบเสาะหาตัวโจจิเพื่อให้ได้กล้องตัวสำคัญตัวนั้นมา การไขปริศนานี้สำคัญกับชีวิตของเขามาก เพราะหากรู้ว่ามัลลอรีไปถึงยอดหรือไม่ ก็จะเป็นเรื่องราวที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์การสำรวจเอเวอเรสต์ไปตลอดกาล

ในอีกแง่หนึ่ง สิ่งที่ทั้งสองพยายามไล่ตามไขว่คว้าอยู่นั้น ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยเช่นกัน หลายคนมักตั้งแง่ว่า “ไปเสี่ยงตายทำไม ไม่มีประโยชน์” หรือหากเรื่องของมัลลอรีเปิดเผยแล้ว โลกก็ยังคงหมุนไปทางทิศเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่หากลองมองในมุมมนุษย์เป็นศูนย์กลางขึ้นมาหน่อย ก็อาจถามกลับว่า แล้วทำไมต้องสลักสำคัญ ทำไมต้องมีเหตุผล คนเราแค่ทำสิ่งที่ชอบเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเอง ‘มีชีวิต’ ไม่ได้หรือ

ทั้งเอเวอเรสต์และกล้องต่างก็เป็นสัญลักษณ์ของความหลงใหล ความหลงใหลที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ที่จริงแล้วคนเราแค่ต้องหาสิ่งที่รักและไปให้สุดทาง

นั่นแหละที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ก็ไม่ได้พยายามโรแมนติไซส์การทำสิ่งที่รักอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แต่มันยังให้ผู้ชมเห็นราคาของการไล่ตามความหลงใหลจนกลายเป็นความ ‘หมกมุ่น’ อีกด้วย นั่นก็คือ ‘ความโดดเดี่ยว’

เพื่อนของโจจิที่มักจะไปปีนเขาด้วยกันก็ตีตัวออกห่างจากเขา เพราะเขาจริงจังกับการปีนเขามากเกินไป หรือฟุกะมะชิที่พยายามไล่ตามโจจิ ก็ปลีกวิเวกออกมาจากเพื่อนร่วมงานและผู้คนเช่นกัน

เพราะคนเราทำทุกอย่างพร้อมกันไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความสัมพันธ์ที่ต้องรักษา มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มีข้อจำกัดในชีวิตที่หน่วงรั้งเอาไว้ เราก็คงต้องชั่งน้ำหนักเอาเองแล้วว่า เราจะเต็มที่กับสิ่งที่รักแค่ไหน จะทำพอกล้อมแกล้มเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต หรือไปสุดทางกับมันเหมือนพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย

สำหรับโจจิ เขารู้สึกมีชีวิตเมื่ออยู่ท่ามกลางขุนเขา เขาทำงานเพียงเพื่อหาเงินไปปีนเขา ต่อมาเขาก็เริ่มตัดขาดจากสังคม และไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่นั่นก็เป็นราคาที่เขาเต็มใจที่จะจ่าย มากกว่าการอยู่อย่างว่างเปล่า สู้ออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่เสียยังดีกว่า

ในปี 1923 ก่อนที่มัลลอรีจะขึ้นเอเวอเรสต์เป็นครั้งที่สาม (และเป็นครั้งสุดท้าย) นักข่าวถามเขาว่า “ทำไมคุณถึงอยากปีนเอเวเรสต์ล่ะ?” มัลลอรีตอบนักข่าว The New York Times ว่า “เพราะมันอยู่ตรงนั้น (Because it’s there.)”

คำตอบสั้น ๆ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเขาที่มีต่อเอเวอเรสต์ได้อย่างทรงพลัง

สำหรับมัลลอรีและโจจิ การไปถึงยอดอาจไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นเพียงขั้นบันได ตราบใดที่ยังมียอดเขาให้ปีน พวกเขาก็จะไม่มีวันหยุดปีนขึ้นไป

เพราะที่นั่นเป็นเพียงสถานที่เดียวที่ทำให้พวกเขา ‘มีชีวิต’


อ้างอิง

  • Nim Journey. (17 กรกฎาคม 2564). จอร์จ มัลลอรี่ (George Mallory) – Because it’s there. สืบค้นเมื่อ เมษายน 2569 จาก Nim Journey: https://nimjourney.com/2021/07/17/george-mallory-because-its-there/
  • The New York Times. (1923, March 18). CLIMBING MOUNT EVEREST IS WORK FOR SUPERMEN; A Member of Former Expeditions Tells of the Difficulties Involved in Reaching the Top — Hope of Winning in 1924 by Establishment of Base Camps on a Higher Level. Retrieved April 2026, from The New York Times: https://www.nytimes.com/1923/03/18/archives/climbing-mount-everest-is-work-for-supermen-a-member-of-former.html

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

ข่าวจริงแล้วไง จะเอาอะไรอีกจ๊ะ

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่วงสัปดาห์ก่อน ระหว่างไถฟีดโซเชียลฯ ผมบังเอิญได้อ่านข่าวของเหตุการณ์เดียวกันสองชิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พาดหัวกลับฉายภาพเบื้องต้นของเหตุการณ์ต่างกัน ชิ้นแรกมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดีปลาหมอคางดำและคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนาน ส่วนชิ้นที่สองมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม ผมเปิดเข้าไปอ่านทั้งคู่ แล้วพบว่าข้อเท็จจริงในข่าวก็ไม่ได้ขัดกัน ทั้งสองชิ้นรายงานว่าศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ...

Articles

‘เจอร์ซีย์’ จากเสื้อกีฬา สู่แฟชั่นมหาลัย

เขียน วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่กำลังนอนไถฟีดอย่างสบายใจ กลับมีโพสต์หนึ่งเด้งขึ้นมา เป็นโพสต์การขายเสื้อที่มาพร้อมความวาบหวิวกระแทกตา (รูปผู้ชายถอดเสื้อ) มากกว่าจะโชว์คอลเล็กชันเสื้อใหม่ ด้วยความแปลกใจ เลยเลื่อนดูตั้งแต่ต้นจนจบ ก็พอจะรู้ได้ว่า อ๋อ ...

Articles

สภาวะของกรงขัง เรือนจำ และการป้องกันโลกภายนอก

เรื่อง: .JPEG ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้เดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับได้ขบคิดประเด็นสำคัญว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องอยู่ในกรงขังไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เนื่องมาจากว่าสัตว์จำนวนมากได้รับการช่วยเหลือมาจากขบวนการลักลอบขนสัตว์ป่า และไม่สามารถปล่อยตัวไปสู่ป่าใดๆ ในประเทศไทยได้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่การไม่สามารถปล่อยตัวคืนสู่ป่าใดในประเทศไทยได้ เป็นไปเนื่องจากสัตว์ป่าเหล่านี้ ...

Articles

เมื่อคนไทยมียิ้มในคดีโกงสว.

เรื่อง: หนุ่ม คลองหลวง สมมติว่า นี่คือข้อสอบวิชา ‘ทักษะชีวิตสำหรับพลเมืองไทย’ ขอให้พลเมืองไทย ตอบคำถามต่อไปนี้ (เต็ม 229 คะแนน) ท่ามกลางความรู้สึกวิตกกังวล เครียด ชอกช้ำ อยากย้ายประเทศหนี ...

Articles

เมืองมายา: เมื่อความเท่าเทียม (ทางเพศ) อาจเป็นเพียงภาพลวงในสังคมไทย

เรื่อง: ไม้แดง  รังสิต ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ จ่ายเบี้ยประกันสังคม งบประมาณโคตรจะงง ขอให้ยกมือขึ้น อยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไปไม่ถึงไหน เลยยกมือขึ้น (ไม่เอาอำนาจสว. อยากเลือก สสร.) ...

Articles

ส่องสังคมอุดมอารมณ์ เราเรียนรู้อะไรเมื่อความสูญเสียกลายเป็นวัตถุดิบของข่าว ในยุคที่อะไรก็เป็นคอนเทนต์ได้ทั้งนั้น

เรื่อง: Mother Mad Grey ในโลกดิจิทัล สิ่งที่เรียกว่าข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในวันที่ดาต้าล้นจอ จนหาต้นไม่เจอ หาปลายไม่เห็น เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ข้อมูลแบบแปะๆ ไล่เรียงเหตุการณ์หลั่งไหลเข้าสู่หน้าฟีดอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่เล่าเรื่องการเกิดขึ้นของเหตุการณ์แบบ ใคร ทำอะไร ที่ไหน ...

0 %