เรื่อง: พลกฤต นฤพันธาวาทย์

ท่ามกลางบรรยากาศในช่วงก่อนและหลังการยุบสภาที่เต็มไปด้วยความชลมุน วุ่นวาย และโชกเลือด ในที่สุดวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญเพื่อ ‘ขอแก้ไข’ รัฐธรรมนูญ 2560 จากเดิมก่อนหน้านี้ที่เราเคยลงประชามติเพื่อ ‘รับ’ หรือ ‘ไม่รับ’ รัฐธรรมนูญมาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อปี 2550 และ 2559 และผลที่ออกมาคือ ‘ผ่าน’ ตลอด
ในช่วงการรณรงค์การทำประชามตินี้ ผู้เขียนขอชวนหาคำตอบง่ายๆ ในการทำประชามติครั้งนี้ สัก 3 ข้อ ก่อนที่ผลของมัน — ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร — จะผูกพันไปกับการเมืองไทยไปอีกหลายปี
ข้อแรก: เราต้องการ ‘แก้’ รัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?
ในร้านโอมากาเสะแห่งหนึ่งที่มีอีกชื่อว่ารัฐสภา ทุกคนได้รับเชิญให้เข้าไปนั่งในร้าน แล้วนั่งลงข้างโต๊ะเชฟพร้อมกัน ก่อนที่ตัวแทนเชฟคนหนึ่งจะเดินออกมาจากห้องพัก เริ่มนำเสนอคอร์สอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ แล้วถามทุกคนว่า “คุณจะรับคอร์สไหน?”
จากการแสดงจุดยืนบนเวทีดีเบต และการแถลงข่าวต่างๆ ของนักการเมือง เราได้เห็น ‘คอร์ส’ ของรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 3 คอร์สใหญ่ ดังนี้
คอร์สหนึ่ง ต้องแก้ไขได้ทุกหมวดและทั้งฉบับ โดยพรรคประชาชน
คอร์สสอง แก้ไขทั้งฉบับ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 และ 2 โดยพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ประชาชาติ ไทยก้าวใหม่ โอกาสใหม่ และไทยสร้างไทย
คอร์สสาม ไม่แก้ไขทั้งฉบับ โดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรครักชาติ
หลายปีที่ผ่านมาจนนาทีนี้ สังคมไทยดูเหมือนยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าเราจะร่วมกันรับ ‘คอร์สไหน’ เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคอร์สหนึ่งและสองจะไปต่อได้ เมื่อผลการลงประชามติในคำถามที่ว่า ‘ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’ ได้คะแนนเสียง เห็นชอบ มากกว่า ไม่เห็นชอบ
ข้อสอง: เราจะมีเนื้อหา วิธีการ และใครบ้างเป็นคนร่าง ?
ถัดมา เมื่อเสียง ‘เห็นชอบ’ เป็นเสียงส่วนใหญ่ ในความหมายว่า ‘เห็นสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเริ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันเราก็อาจได้เจอสิ่งแปลกๆ ด้วย
เช่น เราอาจได้รับชมการเตะถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะในคำถามแรกที่คน ‘เห็นชอบ’ กับการยกร่างใหม่นั้น ก็ไม่ได้แปลว่า ‘เขา’ จะต้องจัดทำทันที รวมทั้งอาจมี ‘อภินิหาร’ ต่างๆ อาทิ อาจสั่งให้การลงประชามติเป็นโมฆะ เนื่องจากมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนแล้ว 2 ราย คือ วิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ และเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ
หากกระบวนการร่างฯ ได้ไปต่อ รัฐสภาจะกลายเป็นสถานที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เท่ากับว่าจะมีการนำ ‘คอร์สอาหารต่างๆ’ มานำเสนออย่างเป็นทางการ พร้อมกับการช่วงชิงความได้เปรียบของขั้นตอนการได้มาซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือถ้าเป็นร้านโอมากาเสะก็คงเป็นคณะกรรมการเชฟ ที่อาจประกอบด้วย
กลุ่มหนึ่ง ‘คณะเชฟเดิม’ ผู้เคยมีส่วนร่วมในการร่างคอร์สอาหารฉบับก่อนหน้าออกมาปรากฏตัว เพื่อจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างคอร์สใหม่อีกครั้ง พวกเขาเป็นบุคคลที่สังคมไทยเคยให้สมญานามว่า เนติบริกร และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย
กลุ่มสอง ‘คณะเชฟใหม่’ ที่อาจได้มาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เสียง ส.ส. 20 คน เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 1 คน ร่วมกันร่างคอร์สอาหารฉบับใหม่ หรือการรณรงค์ให้คณะกรรมการเชฟมาจาก การเลือกโดยตรงจากพวกเราผู้ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะเชฟ
ทั้งสองกลุ่มที่กล่าวมาเป็นวิธีการที่มีการเสนอไว้นานตั้งแต่ก่อนการยุบสภาแล้ว ดังนั้นภายหลังการเลือกตั้งอาจมีรูปแบบของเชฟอื่นๆ มาให้ทุกคนรับชม อีกทั้งเราอาจได้เห็นปรากฏการณ์การรวมตัวกันของสองคณะเชฟ เพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญสามารถเกิดได้จริง หลังจากที่ทั้งสองกลุ่มต่างทุ่มเถียงอย่างเลือดขึ้นหน้ามาโดยตลอด
หลังจากที่สมาชิกในร้านโอมากาเสะทุ่มเถียงกันเสียงดังจนสรุปได้ทั้งแนวเนื้อหาและวิธีจัดทำร่างฯ ก็จะมีการทำประชามติอีกครั้ง ด้วยคำถามหลักประมาณว่า
‘ท่านเห็นชอบหรือไม่กับเนื้อหาและวิธีการในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ซึ่งอาจมีคำถามรองอีกหลายข้อ ขั้นตอนดังกล่าวจะไปต่อได้ ก็เมื่อคะแนนเสียง เห็นชอบ มากกว่า ไม่เห็นชอบ
ข้อสาม : เราจะ ‘รับ’ ร่างร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?
ในข้อนี้ ถ้าเป็นร้านโอมากาเสะ ก็จะมีการคัดสรรคณะกรรมการเชฟตามแนวทางที่ประชามติได้เห็นชอบไว้ จากนั้นคณะเชฟก็จะลงมือสร้างสรรค์อาหารออกมาเป็นเมนูตามคอร์ส เริ่มด้วย ของว่าง ซูชิ อาหารปรุงสุก เมนูพิเศษ ซุป และของหวาน พร้อมกับมีการจัดจานต่อหน้าอย่างละลานตา แล้ววางลงบนโต๊ะ เพื่อเตรียมรอให้เราเลือกรับประทาน (หรือเลือกไม่รับประทาน)
หน้าที่ของเราคือ เข้าไปศึกษา (ว่าที่) รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มองถึงความเหมาะสมของเนื้อหา ก่อนจะนำมาสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือการลงประชามติอีกหนึ่งครั้ง หรือถ้าเป็นในร้านโอกาเสะ ก็คงมาในรูปของแบบสอบถามความคิดเห็นหลังการรับประทาน ด้วยคำถามหลักประมาณว่า
‘ท่านเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ถ้าฝั่งเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงจะถือกำเนิดขึ้น
ว่ากันถึงที่สุด ‘ประชามติ’ เป็นการที่ทุกคนได้เข้าไปนั่งข้างๆ โต๊ะเชฟ รับชมการนำเสนอและจัดทำคอร์สอาหารใหม่ต่อหน้า โดยที่อย่างน้อยที่สุด ทุกคนก็สามารถส่งเสียงถึงคณะกรรมการเชฟได้
นอกจากนี้ ทุกคนก็อาจได้ลงประชามติมากกว่า 3 ครั้ง ในกรณีที่เราไม่ต้องการแนวทางแก้ไขและไม่รับตัวร่างฯ ทุกอย่างก็กลับไปเริ่มต้นใหม่ในรอบนั้นๆ
ดังนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ทุกคนจะมีส่วนร่วมกันร่างคอร์สอาหารใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อเสียงส่วนใหญ่ ‘เห็นชอบ’ ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ทุกคนจะมอบความไว้วางใจให้เชฟเป็นผู้จัดการรังสรรค์ อันเป็นหัวใจของโอมากาเสะ
การทำประชามติรอบนี้อาจเป็น ‘การลงเดิมพัน’ ร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคมไทย อย่างเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด โดยที่ไม่มีใครได้ทุกส่วน ได้อย่างมากก็เท่าทุน
แต่ก็ไม่มีใครเสียทุกส่วนเช่นกัน
บรรณานุกรม
ไทยรัฐออนไลน์. (2569). ‘อนุทิน’ บอกแล้วแต่พรรคอื่น ย้ำ ภท. แก้รัฐธรรมนูญ ไม่แตะหมวด 1 – 2.
สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/news/politic/2908936
ไทยรัฐออนไลน์. (2569). ‘วิรังรอง’ ร้องศาลปกครองสั่งประชามติ 8 ก.พ. เป็นโมฆะ อ้างกระบวนการ
กำหนดวันไม่ชอบด้วยกฎหมาย. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/news/politic/2909180
iLaw. (2025). เปิดคู่มือเลือกตั้ง’69 + ประชามติ ‘เข้าคูหา การัฐธรรมนูญใหม่’.
สืบค้นจาก https://www.ilaw.or.th/articles/56640
Nation Online. (2569). [LIVE] สด.. Nation Election DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย.
สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=mUTZk_DtlrM
PPTV. (2569). ‘เรืองไกร’ ร้องศาลปค.สั่งเพิกถอนการทำประชามติ อ้างคำถามไม่ถูกต้อง!. สืบค้นจาก
Yuzu omakase. (2025). โอมากาเสะคืออะไร? เจาะลึกวัฒนธรรมการกินฉบับตามใจเชฟ.
สืบค้นจาก https://www.yuzuomakase.com/th/blog/local-story-th/what-is-omakase/










