เขียน ภัสส์ณิชา ทัศสุริยวงศ์
ภาพ กัลย์สุดา ทองดี

ผู้อำนวยการมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม เผยคนพิการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไป เห็นได้จากโดยสัดส่วนแล้วควรจะต้องมีคนพิการ 1 คนในทุกห้องเรียน เหตุสื่อมีส่วนผลิตซ้ำภาพคนพิการที่น่าสงสาร แนะสังคมต้องแก้ปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร นวคุณ พจน์ชพรกุล ผู้อำนวยการมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันคนพิการมักถูกแยกออกจากคนไม่พิการ คนพิการส่วนใหญ่จะเติบโตมาในสังคมคนพิการและมีเพื่อนเป็นคนพิการด้วยกัน เมื่อทั้งคนพิการและคนไม่พิการไม่ค่อยได้อยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันทั้งในเรื่องของค่านิยมและชุดความคิดต่างๆ ปัญหาความไม่เข้าใจกันนี้ต้องมีการปรับแนวคิดและทัศนคติร่วมกันของหลายฝ่าย เช่น ตัวคนพิการ ครอบครัวของคนพิการ สื่อ สถานศึกษา และผู้ประกอบการในเรื่องการจ้างงาน
“จำนวนคนพิการในประเทศไทยมี 2 ล้านกว่าคน และมีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอีกจำนวนมาก ประเทศไทยตอนนี้มีคนไทย 70 ล้านคน เท่ากับมีคนพิการ 1 ต่อ 35 คน เพราะฉะนั้นในทุกห้องเรียนควรจะมีคนพิการอยู่ในนั้น 1 คนมันถึงจะ fair (ยุติธรรม) เพื่อจะบอกว่าสังคมมันอยู่ร่วมกันได้จริงๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่” นวคุณ กล่าว

นวคุณ กล่าวว่า สื่อสร้างมุมมองเชิงลบของคนพิการต่อสังคมและต่อตัวคนพิการเอง สื่อมีการผลิตซ้ำภาพของคนพิการในฐานะบุคคลที่ต้องได้รับความสงสารจากสังคม และในหลายๆ ครั้งก็นำเสนอภาพความพิการในฐานะบทลงโทษต่อการกระทำของตัวร้ายในละคร “จริงๆ มีคนตาบอดที่จบด็อกเตอร์ คนตาบอดที่ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศกลับมา คนตาบอดที่รู้เรื่องการลงทุน คนตาบอดที่เรียนกฎหมาย มันมีอีกมากมาย แต่ว่าภาพแบบนี้ก็ไม่ได้ถูกสื่อนำเสนอมากนัก ทำให้สังคมยังไม่ยอมรับคนพิการ”
ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กล่าวว่า คนพิการควรได้ภาคภูมิใจในการใช้ชีวิตของตนเอง มีงานทำ สามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ แม้ประเทศไทยมีกฎหมายบังคับให้หน่วยงานที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องจ้างคนพิการเป็นพนักงานอย่างน้อย 1 คน และผู้ประกอบการหลายคนมีความต้องการที่จะจ้างคนพิการ แต่พบว่าคนพิการมีทักษะไม่ตรงตามที่สถานประกอบการต้องการ
“คนพิการแต่ละปีเข้ามหาวิทยาลัยได้แค่ร้อยละ 1 จากทั้งประเทศ แล้วโอกาสที่เขาจะได้งานมันก็น้อยลงไปอีก ที่สำคัญคือไม่ว่าใครก็ตาม หากมองเห็นชีวิตตัวเองว่า งานที่ทำได้คือหมอนวด คอลเซ็นเตอร์ คนขายล็อตเตอร์รี เราจะอยากเรียนสูงๆ กันไปทำไม” นวคุณกล่าวและว่า เขาไม่ต้องการให้มองปัญหานี้เป็นปัญหาของคนพิการกลุ่มเดียว เพราะปัญหาการขาดทักษะเองก็เป็นปัญหาที่พบในคนไม่พิการด้วยเช่นกัน
นวคุณ กล่าวอีกว่า ปัญหาของสังคมที่ขาดความเข้าใจต่อคนพิการเป็นปัญหาที่ต้องแก้ในระยะยาว ด้วยการลดช่องว่างทางคุณภาพชีวิตระหว่างคนพิการและคนไม่พิการ บนพื้นฐานที่ว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะเติบโต เช่น การเข้าถึงการศึกษา การได้ทำงานเลี้ยงตัวเอง ขณะที่การสงเคราะห์ในระยะสั้นก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ความปลอดภัยพื้นฐานและปัญหาปากท้องของคนพิการ “ปัญหาคือว่า รูปแบบที่จะแก้ปัญหาระยะยาว มันพัวพันทุกอย่างเลย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ครอบครัว วัฒนธรรม มันใช้ทุกอย่างในการแก้ไขปัญหาระยะยาว มันก็เลยไม่ถูกแก้สักที”

ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กล่าวว่า เขาสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพราะเชื่อว่าเมื่อตั้งใจจะพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะยาวแล้ว สิ่งอื่นๆ จะได้รับการพัฒนาตามไปด้วย เช่น หากเริ่มจากเลือกพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จากนั้นเรื่องการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การพัฒนาสวัสดิการของรัฐ การเข้าถึงการศึกษาของประชาชน และอื่นๆ ก็จะตามมา เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตมากพอ ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อการใช้ชีวิต ไม่ถูกกดขี่ ไม่มีการใช้เส้นสาย ประชาชนก็พร้อมจะลดความเร็วในการใช้ชีวิตของตนเองลง เพื่อไปช่วยเหลือคนที่ช้ากว่าได้มากขึ้น
“ผมรู้สึกว่าสังคมตอนนี้มันเร็วไป จนการคิดถึงตัวเองจะต้องเป็นเรื่องอันดับหนึ่ง เราต้องไปข้างหน้าให้เร็วเพื่อที่จะได้ทรัพยากรบางอย่างมาเลี้ยงดูตัวเอง แต่มันทำให้เราลืมคนที่เขามีจังหวะชีวิตที่ช้ากว่าเรา” นวคุณ กล่าว
มูลนิธิด้วยกันฯ จัดกิจกรรม “วิ่งด้วยกัน” เพื่อให้คนไม่พิการได้เป็น Guide Runner ให้คนพิการได้เดิน-วิ่ง ออกกำลังกายร่วมกัน ทุกวันเสาร์แรกของเดือน เวลา 6.30-8.30 น. ที่ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี








