เรื่อง: เปรมชนก พฤกษ์พัฒนรักษ์
ภาพประกอบ: ณฐนนท์ สายรัศมี และ สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ

งานธรรมศาสตร์แฟร์ครั้งที่ 2 จัดขึ้นหลายวันแล้ว
หลายคนที่ได้แวะไปโซนนักศึกษาอาจเห็นว่า ในโซนนี้ นอกจากอาหารและข้าวของเครื่องใช้แล้ว ยังมีบูธดูดวงที่จัดโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย เพราะสนใจ เราจึงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้าน ‘ดูดวงดูใจ’ ของ โมไนย นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะศิลปศาสตร์ และอยากนำสิ่งที่ได้รับฟังมามาแบ่งปัน
ดูดวงดูใจ
โมไนยเป็นคนวัย Gen Z ที่นำเอาหลักคิดมนุษยวิทยาเสริมกับความรู้ด้านการตลาดมาใช้ในการเปิดร้าน โดยคิดราคา 1 คำถาม 29 บาท และมีโปรโมชั่น 4 คำถาม 99 บาท แต่ละคำถามใช้เวลาประมาณ 3 นาที เขาได้เริ่มคิดเงินหลังจากทดลองฝึกดูดวงให้เพื่อนมาประมาณ 1 ปี โดยเป็นการคิดค่าประกันวิชาชีพ ช่วยเสริมคาดหวังของลูกดวงที่มีต่อตัวเขา และแล้วยังเสริมให้ตั้งใจดูดวงให้ลูกดวงมากขึ้น
เส้นทางการดูดวงของโมไนยเริ่มจากตอนที่ได้เข้าร่วมคอร์สอบรมการเป็นหมอดูโดยเฉพาะ โดยเป็นวิธีการดูดวงที่เรียกว่า ไพ่ทาโรต์พุทธวิธี ซึ่งเป็นวิธีการดูดวงสำหรับคนป่วยหรือคนที่มีปัญหาหนัก ๆ ให้เหมือนได้มีเพื่อนคุยและให้คำปรึกษา ทำให้สบายใจมากขึ้น โดยเขานำวิธีการนี้มาปรับให้เข้ากับวิธีการดูของตัวเอง โดยไม่เน้นไปที่ความหมายของไพ่ทาโรต์ แต่จะใช้วิธีการตีความจากหน้าไพ่แทน ซึ่งร้านดูดวงดูใจใช้ไพ่หลายรูปแบบ ทั้งไพ่ Oracle บอร์ดเกมส์ DIX การ์ดแวนโก๊ะห์ และการ์ดอนิเมะ
วิธีการเลือกว่าจะใช้ไพ่ประเภทไหนของโมไนย ปกติจะตั้งต้นจากคำถามก่อน เพราะไพ่แต่ละกองจะลิงก์กับคำถามต่างกัน แต่เนื่องจากการอ่านไพ่ที่ธรรมศาสตร์แฟร์ ต้องใช้ความรวดเร็วในการดูดวงมากขึ้นจากเวลาและสถานที่ที่จำกัด ทำให้หากลูกดวงมีคำถามเกี่ยวกับความรัก โมไนยจะใช้กองไพ่ที่ใช้สำหรับดูดวงความรักเลย เพื่อให้ได้คำตอบที่ไวขึ้น

ลูกดวง
โมไนยเล่าว่า ที่นี่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา มีคนภายนอกเข้ามาบ้าง โดยคนแต่ละวัยจะมีชุดคำถามที่แตกต่างกัน คำถามของวัยนักศึกษาก็จะเป็นเรื่องความรักและการเรียน แต่ถ้าขยับมาเป็นวัยทำงาน First Jobber อาจเป็นชุดคำถามเกี่ยวกับการทำงาน เช่นจะได้งานไหม หรือการย้ายงาน ส่วนคนที่เป็นวัยผู้ใหญ่มากๆ มักจะถามเรื่องธุรกิจส่วนตัวหรือเรื่องลูก
เจ้าของร้านยังบอกว่าลูกดวงส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการมักจะเป็นผู้หญิง หรือ LGBTQIA+ ในขณะที่ Cis Men (ชายตรงเพศ) ไม่ค่อยสนใจดูดวงเท่าไหร่ เพราะอาจมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่า หรือไม่กล้าดูดวงจากการที่สื่อและสังคมประกอบสร้างว่าการดูดวงมีความเป็นหญิงสูง
สำหรับคำถามยอดฮิตที่คนมาดูมักจะถามเยอะที่สุดนั้น โมไนยบอกว่าคือคำถาม ‘ปีนี้จะมีแฟนไหม’ ซึ่งเจ้าของร้านรู้สึกว่า 1 ปีเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างนานสำหรับคำถามแบบนี้ เขาแอบคิดว่ากว่าจะสำเร็จเห็นผล ตอนนั้นคงลืมไปแล้วว่าเคยมาดูดวงที่ร้าน
ดูดวงแบบโมไนย
เมื่อผู้เขียนเกิดสงสัยว่าเวลาดูดวง มีอะไรที่คิดว่าหมอดูไม่ควรพูด หรือไม่ควรทักหรือไม่ ก็ได้คำตอบกลับมาว่าโดยปกติจะไม่ทักอะไรที่ทำให้ลูกดวงไม่สบายใจ เช่น จะเจ็บป่วย จะมีเรื่องที่ไม่ดีเข้ามา ธุรกิจจะเจ๊ง แต่ถ้าไพ่บอกว่าธุรกิจอาจจะมีปัญหา ก็จะพยายามบอกวิธีการแก้ และทางออกด้วยการใช้วาทศิลป์แทน และก็จะดูท่าที จะไม่บอกในสิ่งที่ประเมินดูแล้วว่าลูกดวงไม่อยากรู้
โมไนยกล่าวว่า “ความรู้สึกบางอย่างก็เหมือนโรคที่แก้ยังไงก็อาจจะไม่หาย จึงมีการให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำในรูปแบบของการดูดวงแทน” โดยเขามีขั้นตอนการหาวิธีการแก้ไขปัญหาของลูกดวง ดังนี้
อย่างแรกคือเปิดไพ่ดูปัญหาและพื้นที่ของความรู้สึกในปัจจุบัน เช่น ดูเรื่องความรักของลูกดวงในปัจจุบันก่อน ต่อมาคือการเปิดไพ่เพื่อดูปัญหาให้ละเอียดมากขึ้น คล้ายการวินิจฉัยเพิ่มเติมของหมอ เหมือนการส่งเอกซเรย์ ตรวจเลือด จากนั้นจึงถามลูกดวงว่าอยากแก้ไหม และบอกวิธีการแก้ไขปัญหาว่ามีอะไรบ้าง โมไนยบอกว่า ไพ่ผลลัพธ์หรือไพ่ใบสุดท้ายจึงสำคัญกับลูกดวงมาก เพราะมันคือไพ่ที่จะทำให้ได้นำหนทางการแก้ไปใช้จริงๆ
เขาเสริมว่า จริงๆ แล้ว เขาไม่ได้เป็นสายมู แต่เชื่อในอารมณ์สากลมากกว่า คือเชื่อในอารมณ์ความรู้สึกของคนว่าอาจจะต้องเปิดไพ่เพื่อดึงอารมณ์ในขณะนั้นออกมาดู เพื่อสังเกตปัญหาและมองหาทางแก้ไข เขามองว่าการมูถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะถึงปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลมากแล้ว เมื่อชีวิตไม่แน่นอน มนุษย์อาจจะยิ่งรู้สึกแปลกแยกจากสิ่งที่แน่นอนอย่างวิทยาศาสตร์ จึงทำให้คนโหยหาสิ่งที่ฮีลใจได้ อย่างการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือการมูเตลูเพื่อความสบายใจ
“อย่างถ้าเราได้เกรด 2.5 ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ยังไงก็ไม่ได้งานแน่นอน แต่หากหันมามองตามหลักการของเรื่องเหล่านี้ (มูเตลู) ก็อาจพอมีความหวังขึ้นมาบ้าง”
การดูดวงในลักษณะนี้เป็นการย้ำสิ่งที่ลูกดวงก็รู้อยู่แล้ว แต่ต้องการการคอนเฟิร์มอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายก็จะเชื่อมไปกับแนวคิดไพ่ทาโรต์พุทธวิธี ซึ่งพูดถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ที่ช่วยตอบคำถามในใจจากความทุกข์ที่ผู้ดูดวงรู้อยู่แล้ว (ผู้เขียนเข้าใจว่าคงคล้ายๆ เวลาให้เพื่อนช่วยเลือกซื้อเสื้อผ้า เพราะแค่อยากคอนเฟิร์มตัวเลือกของเรา ไม่ได้จะฟังความเห็นเพื่อนอะไรมากมายหรอก เหมือนเป็นการถามใจตัวเองผ่านการถามเพื่อนอีกที)
“คนเราดูดวงเพราะอยากได้กำลังใจ อยากได้โอกาสอื่นๆจากชีวิตบ้าง” โมไนย อธิบาย

การคุยกับโมไนยในครั้งนี้ นอกจากจะได้ตอบข้อสงสัยของตัวเองแล้ว ยังทำให้มองเห็นวิถีชีวิตและความเชื่อของคนกลุ่มนักศึกษาด้วยกัน เพราะการดูดวงในราคา 99 บาทนั้นถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อการพูดคุยไม่กี่นาที ที่หวังว่าจะได้รับอะไรบางอย่างที่ฮีลใจกลับไป มันคือการเข้ามาด้วยความทุกข์ แต่คาดหวังว่าจะได้รับคำแนะนำที่ทำให้ออกไปด้วยความสบายใจ และอาจได้ตอบคำถามในใจที่เราเองอาจรู้อยู่แล้ว