SocietyWritings

รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยใช้ “We the People”

เขียน: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์

รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ระบุถึงอำนาจ ผู้ใช้อำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจเหล่านั้น ดังนั้น หากอยากรู้ว่ารัฐ ‘ทำงาน’ อย่างไร เราสามารถอ่านได้จากตัวบทรัฐธรรมนูญ

แต่ถ้าอยากเข้าใจชุดความคิด คุณค่า อุดมการณ์ของประชาชนและสังคมมวลรวมในรัฐใดรัฐหนึ่ง ให้ลองเปิดหาใน ‘คำปรารภ’ หรือข้อความที่ปรากฏในส่วนแรกของรัฐธรรมนูญของรัฐนั้น

“We the People…” วลีที่ปรากฏอยู่ในส่วนแรกของรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกากำลังชี้ให้เห็นว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน นี่ถือเป็นรากฐานของแนวคิดการสถาปนารัฐธรรมนูญสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐที่กล่าวอ้างว่าเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย

แนวคิดดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่เพียงบริบทอเมริกัน หากยังสะท้อนอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตยในยุโรป

รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสโยงตนเองเข้ากับ คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง (Déclaration des droits de l’homme et du citoyen) ซึ่งมีรากฐานมาจากช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ.1789) ซึ่งมีความพยายามล้มเลิกระบอบเก่า (Ancien Régime) ที่ยึดโยงอยู่กับชนชั้นศักดินา จนนำไปสู่การปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และระบอบสาธารณรัฐในท้ายที่สุด เพื่อยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ ซึ่งประกอบขึ้นจากพลเมือง

มิใช่จากองค์อธิปัตย์หรือสถาบันใดเหนือเจตจำนงของประชาชน
ในทำนองเดียวกัน รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเลือกเปิดหมวดที่ 1 ด้วยการวางหลัก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) เป็นบรรทัดฐานสูงสุดของระเบียบรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันมิให้อำนาจรัฐขยายตัวจนล่วงล้ำและเบียดบังสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังเช่นบทเรียนจากความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยในสาธารณรัฐไวมาร์ และการผงาดขึ้นของอำนาจเผด็จการภายใต้ระบอบนาซี

แน่นอนว่าผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาละเลยปัจจัยทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันระหว่างไทยและประเทศอื่น ๆ เพื่อจะยกแนวคิด ฝ-า-ห-รั่-ง มาเปรียบเทียบแบบฉาบฉวยและพร่ำบ่น ว่า…

“ทำไมไทยถึงไม่เหมือนประเทศ…สักที!”

เพราะถ้าย้อนกลับมาพิจารณาคำปรารภแห่งรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกจนถึงปัจจุบัน เรา ‘รู้อยู่แก่ใจ’ ถึงความพยายามยื้อยุดฉุดกระชากในความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ในสังคม ตลอดเวลากว่า 94 ปี บนเส้นทางแห่งประชาธิปไตย เราเห็นตัวแสดงใดบ้างที่ผลัดเปลี่ยนขึ้นมาครองอำนาจนำ หรือใครกันบ้างที่ไม่เคยหายไปจากเวทีแห่งนี้เลย

หากเป็นเช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้ทรงสิทธิทั้งหลายซึ่งดูประหนึ่งเป็นเพียงผู้ชมในโรงอุปรากรจะสามารถทำอะไรได้นอกจากปิดเสียงโทรศัพท์ ห้ามรบกวนผู้อื่น และนั่งเฝ้าดูการแสดงนี้ดำเนินต่อไป

จากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปี 2556-2557 จนเป็นเหตุให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจโดยอ้างเหตุผล ด้านความสงบเรียบร้อย ผลผลิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นนำไปสู่การประกาศใช้ ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ หรือที่ถูกเรียกว่า ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สำแดงให้เห็นถึงความ ‘เก่งกาจ’ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการสถาปนาโครงสร้างทางการเมืองที่ลดทอนบทบาทและเสียงของประชาชนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งทั้งชุด และมีบทเฉพาะกาลให้มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 62 และ 66 ไปจนถึงการออกแบบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญให้ห่างไกลจากการยึดโยงกับประชาชน และในหลายกรณีกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สามารถชี้ขาดชะตาคู่แข่งทางการเมืองที่ชนชั้นนำต้องการขจัดออกไป เช่น

การสั่งยุบพรรค อนาคตใหม่ใน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 จากกรณีที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคฯ ทำสัญญาเงินกู้แก่พรรคฯ จำนวน 191 ล้านบาท อันมีลักษณะนิติกรรมอำพรางเพื่อปกปิดผลประโยชน์พรรคฯ หรือพรรคก้าวไกลในวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ด้วยหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีพฤติการณ์กระทำล้มล้างการปกครอง รวมถึง การตัดสิทธิ์ทางการเมือง ของกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวเป็นเวลา 10 ปี

หรือ การสั่งพ้นตำแหน่งนายกฯ ของ เศรษฐา ทวีสิน ในกรณีแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ แพทองธาร ชินวัตร ในกรณี ‘คลิปเสียงอังเคิล’ ด้วยข้อหาผิดจริยธรรมร้ายแรง

ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ ซึ่งได้มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยในประเด็นต่าง ๆ ตลอดการดำรงตำแหน่งนายกฯ ในยุครัฐบาลคสช. จนถึงปี 2565 ไม่ว่าจะเป็นกรณี ‘ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ’ ‘คุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี’ ‘บ้านพักหลวง’ ‘การขยายสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว’ และ ‘คดีวาระนายกฯ 8 ปี’ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รอดหมดทุกกรณี

ขณะเดียวกัน สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งระบุอยู่ในหมวด 3 มาตรา 25 ว่าด้วย “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น” ยังมีประเด็นจึงอยู่ที่ ขอบเขตในการที่ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ เสรีภาพ ‘เท่าที่ไม่ขัดต่อ’ บทบัญญัตินั้นคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้บังคับใช้กฎหมายให้ความสำคัญกับ ความสงบเรียบร้อย มากกว่าอยู่แล้ว

ผลลัพธ์คือ ระบอบการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมานี้สามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่ต้องอาศัยประชาชน และยังทำให้ประชาชนถูกลดสถานะจาก เจ้าของอำนาจอธิปไตยเหลือเพียงผู้มีบทบาทตามขอบเขตที่รัฐอนุญาต

ภายหลังการยุบสภาในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ควบคู่ไปกับการออกเสียงประชามติในกรณีจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงมิใช่แค่เพียงการแก้ไขข้อบกพร่องทางเทคนิคของกฎหมายสูงสุด หากแต่เป็นการรื้อฟื้นความหมายของรัฐธรรมนูญในฐานะ สัญญาประชาคม ความพยายามทวงคืนอำนาจการกำหนดกติกาจากโครงสร้างที่สืบทอดอำนาจจาก คสช. และเปิดพื้นที่ให้ความเห็นที่หลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระเบียบการเมืองที่เป็นธรรมและยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

ในบริบทเช่นนี้ การออกเสียงประชามติจึงไม่ใช่เพียงการตอบคำถามเชิงกฎหมาย หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงอุดมการณ์ว่า ประชาชนจะยังคงยอมรับบทบาทของตนในฐานะผู้ชมในโรงอุปรากร ที่ทำได้เพียงนั่งเฝ้าดูการแสดงทางการเมืองดำเนินต่อไป หรือจะเลือกกลับมาเป็นเจ้าของเวที เป็นผู้ร่วมกำหนดบท

แม้รัฐธรรมนูญไทยจะไม่เคยใช้ “We the People” แต่มันจะสามารถกลับมาเปิดพื้นที่ให้ ‘The People’ ดำรงอยู่ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริงหรือไม่

ประชาชนนั่นแหละที่เป็นผู้ตัดสินใจเอง

 


ภาพประกอบจาก: https://www.ect.go.th/ect_th/th/voting-in-a-referendum/7696

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
1
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

More in:Society

Writings

ความยั่งยืนของเราไม่เท่ากัน? เมื่อหลักสูตรตอบโจทย์ความยั่งยืน แต่ไม่ตอบโจทย์นักศึกษา

เขียน: สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ ภาพประกอบ: วรัชยา สุริยะพันธุ์ “ผมไม่กล้าเทียบว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับเวิลด์คลาส แต่ควรมองตามความเป็นจริง ธรรมศาสตร์ควรที่จะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาค” คำสัมภาษณ์ของศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับสำนักข่าวประชาชาติธุรกิจ ในข่าว ‘ธรรมศาสตร์ Transform ปี 70 ...

Writings

เจ๊มุ่ง คู่แข่ง อาหวัง?: ภาพสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการต่อรองบทบาทเพศหญิงในปัจจุบัน

เขียน: แพรพิไล เนตรงาม ภาพประกอบ: วรัชยา สุริยะพันธุ์ “อกหักเหรอ มาห้องเค้าไหม เดี๋ยวเค้าปลอบ” “ระวังนะ แต่งตัวแบบนี้เดี๋ยวผู้ชายจะมองเธอไม่ดี” “เมาแบบนี้ให้ไปส่งที่บ้านไหม กลับคนเดียวอันตรายนะ” ประโยคแสดงเจตนาความเป็นห่วงและความหวังดีที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอะไร แต่หากคนพูดกลับเป็น ‘อาหวัง’ คำนิยามพฤติกรรมชายแท้ภายใต้คราบผู้ชายที่แสนดีในสังคมชายเป็นใหญ่ เช่น ...

Writings

จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ในวันที่กาลเวลาเปลี่ยน

เรื่องและภาพ: ภัชราพรรณ ภูเงิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แต่เดิมคือ ‘มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง’ มีหนึ่งในผู้ก่อตั้ง คือ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้เชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยจะหยั่งรากลึกในสังคมไทยได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย การปกครอง และสังคม เขาจึงก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ขึ้นในปี 2477 เพื่อเป็น ‘มหาวิทยาลัยของประชาชน’ มหาวิทยาลัยที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความหวังว่าจะเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งเริ่มเบ่งบานในสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ...

Writings

โดนมิจฉาชีพหลอกเพราะไม่ระวัง หรือเพราะข้อมูลรั่วจากระบบที่ไม่รัดกุม

เขียน: เปรมชนก พฤกษ์พัฒนรักษ์ ภาพประกอบ: จิระกานต์ วรรณธะสุข เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาสั่งอาหารผ่านแอปถึงต้องเลือกเพศ ทำไมร้านกาแฟถึงถามวันเกิดตอนสมัครสมาชิก ที่น่าคิดกว่านั้นคือ ข้อมูลเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน และทุกวันนี้ ที่เรากดปุ่มยอมรับ ‘ข้อกำหนดและนโยบายความเป็นส่วนตัว’ โดยไม่เคยเปิดอ่าน หรือแม้แต่ไม่รู้ว่ามีสิทธิ์กดปุ่ม ‘ไม่ยอมรับ’ ...

Writings

49 ปี รำลึก 6 ตุลาฯ 

เขียน: อชิรญา ปินะสา ภาพประกอบ: อชิรญา ปินะสา และ เปรมชนก พฤกษ์พัฒนรักษ์ เมื่อ 49 ปีที่แล้ว เมื่อ 49 ปีที่แล้ว ...

Writings

สมาร์ทโฟน จาก ‘นวัตกรรม’ สู่ Fast Fashion ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความทันสมัย

เขียน:  ฐิดาพร พิมพ์สีโคตร ภาพประกอบ: สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ คุณกำลังตามเทรนด์หรือเปล่านะ การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ทุกปีกลายเป็นปรากฏการณ์น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยไปกว่าเทรนด์แฟชั่น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีของรุ่นใหม่เปิดตัวออกมา ก็จะเหมือนมีแรงดึงดูดให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องซื้อ มิเช่นนั้นจะตกเทรนด์ ไปได้ทันที  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าคิด คือ ...

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save