เรื่อง: Sophia

คำเตือน : บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาและตอนจบของหนังสือ
“วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ปี 2560 จางลงมือขุดหลุมฝังศพบนที่ดินของครอบครัว แล้วอุ้มซินเล่ยลงไปนอน คนเป็นพ่อลงไปนอนข้างๆ ด้วย แล้วเล่นกับลูกอยู่ภายในหลุมอันแสนจะหดหู่วังเวงนั้น
นี่คือ “ที่พักสุดท้าย” ของซินเล่ย จางเอ่ยถึงหลุมศพนั้น เขาหวังว่า ลูกน้อยจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้และจะทำให้เธอไม่กลัวความตายอีกต่อไป”
ข้อความข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งจากเนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์ manager online เรื่อง ‘ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างเขาไหม? ขุดหลุมศพให้ลูกสาวป่วยโรคร้ายลงไปนอน สอนให้เผชิญหน้ากับความตาย’
แม้เรื่องราวของจางและซินเล่ยจะจบลงด้วยความสุขจากการที่ซินเล่ยหายป่วยจากโรคร้าย ทว่าสิ่งสำคัญจากเรื่องราวนี้คือการฉุกคิดได้ว่า ‘ความตาย’ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่ากลัวและไกลตัวสำหรับใครหลายๆ คน แม้กระทั่งกับคนในวัยผู้ใหญ่ ที่มักหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง กลับดูเหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราต้องพร้อมเผชิญหน้าไปกับมัน
การพูดคุยเรื่องความตายกับคนที่มีวัยวุฒิแล้วก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วถ้าหากต้องเล่าเรื่องความตาย ให้กับเด็กในวัยอนุบาล เราจะทำอย่างไร
เด็กวัยอนุบาลอยู่ในช่วงวัยที่เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งชีวิตที่กำลังเริ่มต้นผลิบานเพื่อเติบโตต่อไป ทว่าเด็กก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่อาจต้องเผชิญกับการพลัดพรากหรือการลาจากในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการพลัดพรากจากคุณกระต่าย ตุ๊กตาแสนรักตัวโปรดที่ทำหายไป หรือการลาจากของบุคคลใกล้ตัว
ความตายอาจใกล้เด็กมากกว่าที่เราคิด แต่ด้วยความเปราะบางของช่วงวัยและประสบการณ์ในชีวิตที่อาจมีไม่มากเท่าผู้ใหญ่ คำถามสำคัญจึงเป็นว่า แล้วสื่อใดจะสามารถสอนให้เด็กได้เรียนรู้ถึงความตายได้อย่างอ่อนโยน เข้าใจ และเหมาะสม
หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กคือคำตอบแรกที่เกิดขึ้นในใจ
ในความรู้สึกส่วนตัว หนังสือนิทานภาพคือพื้นที่ทดลองแห่งจินตนาการสำหรับเด็กในการเรียนรู้โลกกว้างก่อนจะไปเผชิญกับโลกจริง
แล้วหนังสือนิทานภาพเล่มไหนละที่จะตอบโจทย์เรื่องความตายได้
เราเคยเห็นหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กที่เล่าเรื่องความตายกันบ้างหรือไม่ และ
หากต้องมีหนังสือสักเล่มที่จะบอกเล่าเรื่องความตาย มันควรจะถูกเล่าอย่างไร
หากพูดถึงความตาย เรานึกถึงอะไรกันบ้างนะ?
ภาพแวบแรกที่ปรากฏขึ้นในใจของใครหลายๆ คนน่าจะเป็นภาพยมทูตถือเคียวหน้าตาน่ากลัวที่พร้อมจะพรากชีวิตทุกคนที่พบเจอ
แน่นอนว่าภาพจำเช่นนี้จะหายวับไปทันทีที่คุณได้อ่านหนังสือนิทานภาพ ‘เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป’ (Duck, Death, and the Tulip) โดย Wolf Erlbruch นักวาดภาพประกอบและนักเขียนหนังสือภาพผู้มีชื่อเสียงของเยอรมัน ผู้ได้รับรางวัล Astrid Lindgren Memorial Award เมื่อปี ค.ศ.2017 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของโลกด้านวรรณกรรมเด็กและเยาวชน เพื่อเชิดชูนักเขียนและนักวาดภาพประกอบที่มีคุณูปการโดดเด่นต่อวงการหนังสือเด็ก
‘ความตาย’ ในหนังสือเล่มนี้ปรากฏในร่างของโครงกระดูกไซส์มินิที่ดูจะสูงพอๆ กับ ‘เป็ด’ ตัวละครหลักของเรื่อง ภายใต้ชุดลายสก๊อตสีหม่นๆ สีแดงตรงชาย พร้อมดอกทิวลิปในมือ และใบหน้าที่ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มบางๆ
การประกอบสร้างความตายผ่านรูปลักษณ์แบบนี้ทำให้นึกย้อนไปถึงตัวละคร ‘น้าผี’ หรือผีโครงกระดูกสุดแสนคลาสสิกในละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีลีลาท่าทางตลก ไม่ได้น่ากลัว แม้จะอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่น่ากลัว เช่นเดียวกับความตายในหนังสือเล่มนี้ ที่หากพิจารณาเฉพาะรูปลักษณ์ก็ดูจะมีความน่ากลัวอยู่บ้าง ทว่าความหมายที่สื่อออกมากลับมีความเป็นมิตรมากกว่าที่เราคิด และนี่คือความแยบยลของ Erlbruch ในการทำให้ ‘ความตายกลายเป็นมิตร’ ได้อย่างน่าสนใจ
ไม่เฉพาะการนำเสนอ ‘ความตาย’ ในฐานะตัวละครที่เป็นมิตรเท่านั้น กลวิธีการเล่าเรื่องที่ Erlbruch เลือกใช้กลับยิ่งเสริมย้ำความคิดเช่นนี้ และทำให้การดำเนินเรื่องราวดูจะหักมุมแบบสุดๆ นั่นคือ ‘เป็ด’ ไม่ได้วิ่งหนี หวาดกลัว หรือร้องไห้ เมื่อเจอกับ ‘ความตาย’ แต่กลับเลือกที่จะชวน ‘ความตาย’ ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ ปีนต้นไม้ ถกเถียงกันเรื่องความตาย และชีวิตหลังความตาย
“ถ้าฉันตายไปแล้วล่ะ…”
“ฉันก็จะไม่ได้นอนตื่นสายนะซี” ความตายหาว
เป็ดคิดว่า ช่างพูดไม่น่าฟังเลย
แม้ตั้งใจว่าจะไม่พูดอะไรอีกนาน แต่ไม่นานนักเธอก็พูดจ้อ
“เป็ดบางตัวบอกว่า เราจะกลายเป็นนางฟ้าไปนั่งบนก้อนเมฆ แล้วก้มมาดูโลก”
“ก็เป็นได้” ความตายพูด “เธอมีปีกพร้อมแล้วนี่”
กลวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนที่กำลังจิบกาแฟนั่งคุยแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ แก่กัน
นอกจากนี้ ฉากที่สร้างความประทับใจอย่างมากในเรื่องคือฉากที่ ‘เป็ด’ ชวน ‘ความตาย’ ไปทำสิ่งที่ ‘ความตาย’ กลัว
“เราไปลงสระน้ำกันไหม” เป็ดถาม
ความตายกลัวเรื่องนั้น
สักพักหนึ่งความตายต้องยอมรับว่า เขาไม่ชอบดำผุดดำว่าย จึงพูดว่า
“ขอโทษนะ แต่ฉันต้องออกจากที่เปียกๆ นี่ละ”
“หนาวหรือ” เป็ดถาม “จะให้ฉันช่วยทำให้เธออบอุ่นขึ้นหน่อยไหมละ”
ไม่เคยมีใครเสนออะไรเช่นนี้แก่เขาเลย
บทสนทนาระหว่าง ‘เป็ด’ และ ‘ความตาย’ ข้างต้นทำให้ฉากนี้ทรงพลังในการเล่าเรื่องความตายอย่างเป็นมิตร เพราะแม้แต่ ‘ความตาย’ ก็มีเรื่องที่หวาดกลัวได้เช่นเดียวกัน
อีกทั้งเมื่อมันมาอยู่ร่วมกับภาพที่ ‘เป็ด’ ใช้ปีกของตัวเองโอบกอด ‘ความตาย’ หลังจากที่ ‘ความตาย’ ยอมรับว่าตัวเองไม่ชอบว่ายน้ำ แม้ฉากนี้ดูจะเป็นตลกร้าย แต่กลับสร้างความอบอุ่นให้กับหัวใจได้อย่างน่าประหลาด
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ตั้งแต่เปิดเรื่องจนกระทั่งจบเรื่อง เราจะพบว่า ‘เป็ด’ และ ‘ความตาย’ ไม่เคยแยกจากกัน ทั้งสองคือคู่หูที่อยู่ด้วยกันในทุกๆ ที่
เมื่อเห็น ‘เป็ด’ ก็จะเห็น ‘ความตาย’ และเมื่อเห็น ‘ความตาย’ ก็จะเห็น ‘เป็ด’
เป็ดสังหรณ์มานานแล้ว “เธอเป็นใคร – แอบตามฉันมาทำไม”
“ดีจริงที่เธอสังเกตเห็นฉันแล้ว” ความตายพูด “ฉันคือความตาย”
เป็ดสะดุ้ง แต่จะไปว่าเธอก็ไม่ได้ “แล้วตอนนี้เธอจะมาเอาตัวฉันไปหรือ”
“ฉันอยู่ใกล้เธอมาตลอดชีวิต – เผื่อไว้ก่อน”
การสร้างความเป็นคู่หูให้กับ ‘เป็ด’ และ ‘ความตาย’ อาจจะเป็นกลวิธีสำคัญของ Erlbruch ในการทำให้ผู้อ่านโดยเฉพาะเด็กได้ซึมซับถึงความตายโดยไม่รู้ตัว และเป็นไปได้ว่านี่คือวิธีการของเขาในการสอนให้เด็กกล้าเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างอ่อนโยน
เมื่อพูดถึงความเป็นคู่หู สิ่งหนึ่งที่แวบขึ้นมาคือเมื่อ ‘เป็ด’ และ ‘ความตาย’ พบเจอกัน บ่อยครั้ง ‘ความตาย’ จะปรากฏตัวพร้อมกับดอกทิวลิปที่ซ่อนอยู่ในมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต้นเรื่องที่ได้ทำความรู้จักกัน หรือตอนจบของเรื่องซึ่ง ‘ความตาย’ วางดอกทิวลิปไว้บนร่างไร้ลมหายใจของ ‘เป็ด’ ที่ตามมาด้วยข้อความ
เขามองตามเธอไปอีกนาน
ครั้นเป็ดลับสายตาไปแล้ว ความตายสะเทือนใจเล็กน้อย
ทว่า ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น
ทำไม ‘ความตาย’ จึงถือเก็บดอกทิวลิปไว้ใกล้ตัวในตอนต้น แต่ปล่อยดอกทิวลิปไปกับ ‘เป็ด’ ในตอนท้ายของเรื่อง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าดอกทิวลิปคือสัญญะหนึ่งที่ Erlbruch กำลังใช้เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ที่มั่นคงและลึกซึ้งระหว่างชีวิตและการลาจาก
แม้ความตายจะเป็นสิ่งที่สะเทือนใจ แต่ก็ต้องปล่อยวางและก้าวข้ามผ่านความตายนั้นให้ได้
หนังสือ เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทำให้เกิดคำถามว่า “เราจะเล่าเรื่องความตายกับเด็กอย่างไร โดยไม่ทำให้มันน่ากลัวหรือเป็นเรื่องที่ห้ามพูดถึง”
หนังสือ เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป คือสารตั้งต้นที่นำผู้เขียนไปสู่การทำวิจัยเกี่ยวกับการสอนเรื่องความตายแก่เด็กผ่านหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็ก และเมื่องานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่จบลง จะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งว่าหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กพาเราไปทำความรู้จักความตายได้อย่างหลากหลายและอ่อนโยนกว่าที่เราคิดแค่ไหน
อ้างอิง
แอร์ลบรูค, โวล์ฟ. (2567). เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป. (วัชรวิชญ์, แปล). สงขลา: สเตรนเจอส์ บุ๊ค
ผู้จัดการออนไลน์. (13 สิงหาคม 2569). “ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างเขาไหม? ขุดหลุมศพให้ลูกสาวป่วยโรคร้ายลงไปนอน สอนให้เผชิญหน้ากับความตาย” เข้าถึงได้จาก https://mgronline.com/china/detail/9690000079664 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569.
Wolf Erlbruch receives top award for children’s literature. (May 29, 2017) เข้าถึงได้จาก https://www.dw.com/en/german-illustrator-wolf-erlbruch-receives-top-award-for-childrens-literature/a-38288675 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569
วารสารกลับหัว ที่ซุมแซวของเหล่ากูรู (และบางคราวก็กูไม่ค่อยรู) ด้านวารสารศาสตร์ ซึ่งผลัดกันหยิบข่าว กระแส ความเชื่อ และเรื่องรอบตัว มาพลิกซ้าย พลิกขวา กลับหัวดูว่า จริงแค่ไหน และยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง
พบเขาและเธอว์เหล่านี้ได้ทุกวันศุกร์ (?) เที่ยงตรง ที่ Varasarn Press ที่นี่ที่เดียว











