ArticlesLifestyleSociety

การเหมารวมและอคติ ไม่ดีแต่ทำไมยังมี…กระทั่งในใจเรา

เขียน ธีรภัทร กมล

กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ ธีรภัทร กมล

การเหยียด การมีอคติ การเหมารวม คำที่เห็นในอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีการพูดถึงประเด็นความแตกต่าง ไม่ว่าจะเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือกระทั่งความคิด ความเชื่อธรรมดาๆ ที่ไม่ว่าใครก็อาจมีไม่เหมือนกัน เป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงอยู่หลายต่อหลายครั้ง ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี สร้างความวุ่นวาย และก่อให้เกิดความรุนแรง

พอมองไปก็จริง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้สังคมดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าใครก็ล้วนอยากถูกยอมรับและโอบอุ้มเอาไว้โดยไม่มีอคติ

แต่เมื่อไม่มีใครอยากถูกกระทำ แล้วทำไมการกระทำเหล่านั้นยังคงเกิดขึ้นอยู่ 

ทั้งๆ ที่หลายคนก็อาจจะรู้อยู่แก่ใจว่าการมีอคติในใจมันไม่ดี แต่ทำไมความคิดเหล่านั้นยังคงเกิดขึ้นมา เพราะในข่าวตามหน้าจอมือถือ ก็ยังคงพบความคิดเห็นหรือคอนเทนต์ในเชิงที่ว่ากระจายอยู่ทั่วไป

คลิปสตรีตฟู้ดอินเดีย คลิปแซะประเทศเพื่อนบ้าน หรือคอมเมนต์เชิงลาบข้าวเหนียวน้ำตก 

ดูๆ ไปก็อาจจะแค่เพราะความคะนอง ขอตลกไว้ก่อน แต่พอลองย้อนมองทำความเข้าใจ จะเห็นได้ว่าบางทีมันก็มีเหตุผลจริงๆ ที่ใครสักคนหรือสักกลุ่มให้เกิดอคติขึ้นมา แล้วถ้าเป็นแบบนั้น เราจะมองเรื่องนี้ยังไง ในเมื่อการมีอคติเป็นสิ่งไม่ดี

กระทั่งตัวเราเองในตอนนี้ ถ้าเราเกิดรู้สึกไม่ดี แล้วไปเหมารวมใครสักคนขึ้นมาจะทำยังไง นี่เราเป็นคนไม่ดี จิตใจสกปรกแล้วใช่ไหมนะ… ซึ่งถ้าคุณกำลังคิดแบบนั้น เราอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้ เพราะผมเองก็รับรู้ว่าตัวเองมีปีศาจนั้นอยู่ในใจเหมือนกัน

ทั้งนี้ความรู้สึกทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าใครก็ล้วนมีรักโลภโกรธหลงในใจ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่ามันเกิดมาทำไม แต่อาจเป็นคำถามที่ว่าถ้ามันเกิดมาแล้ว เราจะรับมือแล้วจัดการกับมันยังไง… ให้สบายใจได้ทั้งเราและสังคม

เพราะโลกกลมๆ ใบนี้ไม่ได้มีแค่เราคนเดียว

ในมุมหนึ่ง การอคติก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้

สมองสุดมหัศจรรย์ของเรามีชิ้นส่วนรูปร่างคล้ายเมล็ดอัลมอนด์เล็กๆ ที่เรียกกันว่า ‘อะมิกดาลา’ (Amygdala) ผู้เป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่คล้ายระบบเตือนภัย ให้ตอบสนอง ถึงการเอาชีวิตรอด รวมทั้งการ ‘ปรับภาวะให้เกิดความกลัว’ โดยที่จะบันทึกประสบการณ์ที่เราเกิดความเครียดหรือวิตกกังวลอย่างรุนแรงเอาไว้ จนเกิดกลายเป็นความรู้สึกกลัวที่ทุกคนมีเป็นของตัวเองกัน

จากการงานวิจัยในเรื่อง The neuroscience of race ของเจนนิเฟอร์ คูโบตา (Jennifer Kubota) และคณะในปี 2012 บอกกับเราว่าเจ้าอะมิกดาลานี้จะมีการตอบสนองเพิ่มขึ้นเมื่อเราพบเจอกับคนที่มีความแตกต่างจากเราออกไป ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือสีผิว

มันเป็นธรรมชาติของสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ ที่จะต้องมีการจัดชุดจัดกลุ่ม นี่พวกฉัน นั่นพวกเธอ ไม่ใช่แค่นั้น การตอบสนองของอะมิกดาลาก็ยังพัฒนาต่อไปได้ตามวัฒนธรรมและชะตากรรมที่แต่ละคนได้พบเจอ จนกลายเป็นว่าไม่ใช่แค่ความต่างของสีผิว หรือเชื้อชาติ แต่แค่ความเชื่อ ความคิดต่างกัน เจ้าอะมิกดาลาก็ออกโรงทำงาน

อย่างนั้นแล้ว บางทีการมีอคติ การแปะภาพเหมารวมเพราะประสบการณ์ตรงที่เราพบเจอก็อาจจะไม่ใช่การชี้ชัดเสมอไปว่าเราเป็นคนเลวร้าย ชั่วช้า แต่อาจเพราะการสั่งการของสมองที่อยากพาเราออกมาจากสิ่งเร้าอันกระตุ้นความรู้สึกไม่ดีของเราเพียงเท่านั้น…

แต่นี่ก็เป็นในกรณีที่คุณเคยประสบพบเจอมหากาพย์ความน่าอัดอั้นตันใจมาเอง เป็นความทรงจำที่ได้สัมผัสมันมาด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

เพราะถ้าเป็นในกรณีอื่น บางทีเราก็อาจจะโทษว่าเป็นแค่เรื่องการทำงานของสมองไม่ได้แล้วเหมือนกัน

เช่นนั้น หากลองมองย้อนกลับไป เราเคยคิดไหมครับว่าไม่ชอบคนบางกลุ่มเพราะอะไรกันแน่ เป็นเพราะเดือดร้อน อึดอัด ประสบปัญหา เคยโดนกระทำจากพวกเขาจริงๆ

หรือเราแค่กำลังโดนอิทธิพลจากความเกลียดชังในสังคมหล่อหลอม กระตุ้นให้อะมิกดาลาตอบสนองต่อภาพจำ

ไม่มีใครในโลกนี้เกิดมาพร้อมกับอคติในใจ

ตามที่บอกไปว่าการตอบสนองของอะมิกดาลาสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามการเรียนรู้ วัฒนธรรม และความเข้าใจ แต่มีหนึ่งสิ่งที่ก็สำคัญไม่แพ้กันคือ การตอบสนองของอะมิกดาลาที่มีต่อความแตกต่างด้านเชื้อชาตินั้น ‘ไม่มีผลในเด็ก’ แต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการเรียนรู้และสภาพแวดล้อม

จากการวิจัยเรื่อง Amygdala sensitivity to race is not present in childhood but emerges over adolescence โดยอีวา เทลเซอร์ (Eva Telzer) และคณะในปี 2013 พวกเขาได้ทำการเปรียบเทียบการตอบสนองของอะมิกดาลาที่มีต่อเชื้อชาติหลากหลายในเด็กแต่ละช่วงวัยนั้น พวกเขาพบว่า การตอบสนองที่แตกต่างออกไปจะไม่ปรากฏขึ้นจนกระทั่งถึงช่วงวัยรุ่น จึงเห็นได้ว่าปัจจัยที่ทำให้อคติคุกกรุ่น อาจไม่ใช่แค่กลไกในสมองเสมอไป แต่เป็นการหล่อหลอม และสภาพแวดล้อมในสังคมด้วยเช่นกัน… เอาเป็นว่าถ้าลองยกตัวอย่างดูก็อาจจะคุ้นๆ ขึ้นมาบ้าง

ภาพประเทศอินเดียที่อาหารการกินไม่ถูกสุขอนามัย คลิปมากมายถูกนำมาตัดลงโซเชียล แม้จะเห็นได้จริงๆ ว่าไม่สะอาด แต่เราสามารพูดได้จริงๆ หรือว่านี่คืออินเดียทั้งประเทศ

ภาพ LGBTQIA+ ที่ต้องแต่งตัวให้ฉูดฉาด พูดคำหยาบ เล่นมุกแทะโลมตามสื่อภาพยนตร์ซีรีส์ ที่แม้ว่าพบเจอในชีวิตได้ แต่มั่นใจใช่ไหมว่าสิ่งนี้ไม่ได้กดทับตัวตนใครอยู่

หรือการล้อเลียนลบหลู่ศาสนา ที่มีคำสอนไม่ตรงตามความคิดตัวเอง แม้คำสอนนั้นจะฟังไม่เมกเซนส์ หรือฟังแล้วไม่ถูกใจ แต่นั่นก็คือความหลากหลายที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวตัวตนของใครคนหนึ่งจริงๆ

นึกไปสักสมัยเด็กประถมหรืออนุบาล ส่วนมากก็คงไม่มีใครจำได้ว่าตัวเองมีมุมมองต่อสิ่งเหล่านี้ยังไง จนกระทั่งได้พบผ่านความเกลียดชังและอคติมากมายอันกระจายแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของสังคม มุกคนอีสานกลายเป็นเรื่องขำขัน สำหรับเราตอนไหน หรือจะคอมเมนต์ล้อคนทำคอนเทนต์ศาสนาครั้งแรกของเราเกิดขึ้นเพราะอะไร ก็คงไม่มีใครออกมาจากท้องแม่แล้วจับแป้นพิมพ์เลย

แล้วไหนจะความก้าวไกลของเทคโนโลยีที่ไปไกลจนสามารถเชื่อมต่อผู้คนจากหลายทิศทางหากันได้ แต่ข้อจำกัดจากสิ่งที่เรียกว่าอัลกอริทึม ก็อาจทำให้ผู้ใช้พบเจอแต่ผู้คนที่มีความคิดคล้ายๆ กันจนทำให้มองว่าความคิดที่ตัวเองมีนั้นถูกต้องแล้ว จนเกิดกลายเป็นปรากฏการณ์ห้องแห่งเสียงสะท้อนหรือ ‘Echo Chamber’ ได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยกิน

เช่นคลิปคนอินเดียทำอาหาร ถ้าเลื่อนคอมเมนต์ขึ้นมาทุกคนก็คงพอเดาได้ว่าจะเจออะไร คอมเมนต์อี๋แหวะ ขำขัน คนเลือกคลิปนั้นมาลงก็ได้เอนเกจเมนต์กันไป ซึ่งอะไรเทือกนี้เมื่อมีมากเข้า หลายครั้งก็เหมือนการย้อมดำให้เป็นขาว เพราะเห็นว่าคนในก๊วนเรากลุ่มเรามองไปทางเดียวกันนี่นา… ไม่น่าใช่เรื่องไม่ดี 

จนสุดท้ายสิ่งนี้ก็อาจกลายเป็นความธรรมดา เป็นข้อมูลทั่วไปให้อะมิกดาลาของคนรุ่นต่อมาได้เรียนรู้

บางทีก็อาจจะเป็นเพราะเช่นนี้ การเหยียดหยาม อคติ และเหมารวมจึงยังคงอยู่ต่อไปไม่จางหาย เพราะการเรียนรู้จากความธรรมดาในสังคมที่พบเจอและความชอบธรรมที่ได้จากการเสพสื่อมุมเดียว

ถึงแม้จะหนีไม่ทัน แต่ก็สามารถเลือกที่จะไม่ส่งต่อมันได้

เป็นเรื่องธรรมดาที่อคติบางอย่างจะเกิดขึ้นในใจ เราที่อาศัยอยู่ในสังคมอันมีทั้งวัฒนธรรมและค่านิยมรายล้อมอยู่ตลอด จะมีอะไรเล็ดรอดเข้ามาเป็นมลทินในใจย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเลวร้าย

แต่สิ่งที่ควรมองมากกว่านั้นอาจเป็นการที่เราจะจัดการกับมันยังไง ถ้าในใจเราเริ่มมีก้อนหมอกขมุกขมัวเกาะขึ้นมา

ในวิจัยเรื่องอะมิกดาลาที่เอ่ยถึงไปตอนต้น นอกจากจะมีเจ้าอัลมอนด์ที่สร้างความกลัวไว้ให้เราเอาตัวรอดแล้ว พวกเขายังกล่าวถึงการมีอยู่ของ ‘Prefrontal Cortex’ หรือเปลือกสมองส่วนหน้า ผู้ที่สามารถควบคุมการตัดสินใจ คอยเบรกเจ้าอะมิกดาลาเอาไว้อยู่ด้วย เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่ทำให้เรารู้สึกผิดชอบชั่วดีและมีความรู้สึกผิดในใจ ซึ่งหากใครรู้ตัวว่าตัวเองเผลอเหมารวม หรือใส่อคติกับใครลงไป ก็อาจเป็นเพราะเจ้านี่ยังคงทำงานได้ดีอยู่ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

และจะน่าชื่นชมยิ่งๆ ขึ้นไป หากสามารถใช้เจ้านี่ยับยั้งความคิดและการกระทำอันหล่อเลี้ยงอคติ ภาพจำจนทำให้พวกมันสามารถคงอยู่ต่อไปได้ในสังคม ใช้เจ้าเปลือกสมองส่วนหน้ากดสวิตช์ผิดชอบชั่วดีเอาไว้ ให้รู้สึกตัวเสมอว่าความคิดที่ว่าสามารถทำร้ายคนได้ไม่มากก็น้อย

หากรู้สึกแย่ในใจแล้วอยากจะหลุดพ้นจากปีศาจตัวนี้ การมองภาพความเป็นปัจเจก ให้นึกเสมอถึงความแตกต่างที่มีในแต่ละบุคคลอาจช่วยลดอคติลงได้ ยึดมั่นเอาไว้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะคิดเหมือนกัน หรือทำพฤติกรรมที่เคยเห็นในอินเทอร์เน็ตจริงๆ

จากวิจัยของเทลเซอร์ การพาตัวเองออกไปเจอสภาพแวดล้อมและสังคมใหม่ๆ ก็ทำให้การตอบสนองของอะมิกดาลาเกิดการพัฒนาและปรับตัวได้ ในการวิจัยเองก็มีการพบว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนอันมีเชื้อชาติหลากหลาย จะมีการตอบสนองต่อความแตกต่างน้อยลง

ไม่เพียงแค่นั้น การปรับจิตปรับใจแค่เราคนเดียวก็คงไม่พอ การมุ่งสนับสนุนให้สังคมกลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การต้อนรับความหลากหลายของภาครัฐก็เป็นการเปิดสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ให้ผู้คนได้ปรับตัว เข้าใจ และเคารพได้ซึ่งกันและกัน แม้จะน่ากังวลถึงความต่างทางวัฒนธรรมและค่านิยม แต่หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเหมาะสม ผู้คนย่อมสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีใครถูกเอาเปรียบ

สิ่งสำคัญที่สุด คือบรรดาเยาวชนที่จะมาสืบทอดอุดมการณ์และค่านิยมต่อจากเรา จะดีกว่าไหมถ้าให้พวกเขาได้เติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ปราศจากอคติเช่นนี้ เพราะไม่มีใครเติบโตมาพร้อมกับความเกลียดชังในใจ หากพวกเขาไม่ได้ซึมซับมันผ่านสังคมและคนใกล้ชิด วังวนแห่งการแบ่งแยก เหมารวม และอคติซึ่งกันและกัน อาจจะสามารถค่อยๆ สลายหายไปก็ได้

เริ่มง่ายๆ จากการตระหนักถึง ‘มุก’ ที่ตัวเองขำ ว่าสิ่งนี้กำลังทำร้ายหรือล้อเลียนใครไหม 

หรือเลื่อนผ่านคอนเทนต์บั่นทอนคุณค่า บั่นทอนตัวตนใคร แม้คุณจะไม่ได้ได้รับผลกระทบ ถ้าเราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรแห่งการเกลียดชัง

เพราะอคติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ 

สิ่งที่เราพึงใส่ใจจึงเป็นการไม่ส่งต่อไปให้มันทำร้ายใคร หรือฝังรากในความคิดใครสักคน

บนโลกนี้มีผู้คนหลากหลาย หากสังคมยอมรับกันและกันได้โดยไม่ใช้อคติ บางทีโลกที่กำลังวุ่นวายอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน อาจจะดูสวยงามน่าอยู่มากกว่าทุกวันนี้เป็นเท่าตัวก็ได้


อ้างอิง

Kubota, J. T., Banaji, M. R., & Phelps, E. A. (2012, June 26). The neuroscience of race. Nature Neuroscience, 15(7), 940-948. Https://banaji.sites.fas.harvard.edu/research/publications/articles/2012_Kubota_NN.pdf

Mendoza-Denton, R., & Smith, J. A. (2016, July 27). How to stop the racist in you. Greater Good Magazine. https://greatergood.berkeley.edu/article/item/how_to_stop_the_racist_in_you

Telzer, E. H., Humphreys, K. L., Shapiro, M., & Tottenham, N. (2013). Amygdala sensitivity to race is not present in childhood but emerges over adolescence. Journal of Cognitive Neuroscience, 25(2), 234–244. Https://direct.mit.edu/jocn/article/25/2/234/27886/Amygdala-Sensitivity-to-Race-Is-Not-Present-in#.VNEfOZ3F_uQ

Weichselbaum, C., & Banks, K. H. (2021). Racism on the brain. Frontiers for Young Minds, 9, 608843. https://kids.frontiersin.org/articles/10.3389/frym.2021.608843#figure-2

Wikipedia. (18 กันยายน 2569). อะมิกดะลา. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
0
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

เมืองมายา: เมื่อความเท่าเทียม (ทางเพศ) อาจเป็นเพียงภาพลวงในสังคมไทย

เรื่อง: ไม้แดง  รังสิต ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ จ่ายเบี้ยประกันสังคม งบประมาณโคตรจะงง ขอให้ยกมือขึ้น อยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังไปไม่ถึงไหน เลยยกมือขึ้น (ไม่เอาอำนาจสว. อยากเลือก สสร.) ...

Articles

ส่องสังคมอุดมอารมณ์ เราเรียนรู้อะไรเมื่อความสูญเสียกลายเป็นวัตถุดิบของข่าว ในยุคที่อะไรก็เป็นคอนเทนต์ได้ทั้งนั้น

เรื่อง: Mother Mad Grey ในโลกดิจิทัล สิ่งที่เรียกว่าข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในวันที่ดาต้าล้นจอ จนหาต้นไม่เจอ หาปลายไม่เห็น เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ข้อมูลแบบแปะๆ ไล่เรียงเหตุการณ์หลั่งไหลเข้าสู่หน้าฟีดอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่เล่าเรื่องการเกิดขึ้นของเหตุการณ์แบบ ใคร ทำอะไร ที่ไหน ...

Articles

เป็ด ความตาย และดอกทิวลิป: การเผชิญหน้ากับความตายอย่างอ่อนโยน

เรื่อง: Sophia คำเตือน : บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาและตอนจบของหนังสือ “วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ปี 2560 จางลงมือขุดหลุมฝังศพบนที่ดินของครอบครัว แล้วอุ้มซินเล่ยลงไปนอน คนเป็นพ่อลงไปนอนข้างๆ ด้วย แล้วเล่นกับลูกอยู่ภายในหลุมอันแสนจะหดหู่วังเวงนั้น นี่คือ “ที่พักสุดท้าย” ...

Articles

จะได้อ่านได้เห็นอะไรในสื่อ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าของสื่อ

เรื่อง : ฟลฮ สำหรับ ‘นักเรียนสื่อ’ ซึ่งหมายถึงคนที่เรียนในคณะที่มีการเรียนการสอนด้านวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสื่อสารมวลชน การเรียนในหัวข้อ Media ownership หรือ ความเป็นเจ้าของสื่อ เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นเพราะ ...

Articles

AI ตอบมั่นใจขนาดนี้ มันรู้ได้ไง…แล้วเราจะรู้ได้ไงว่ามันรู้จริง

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน เมื่อวันก่อน ลูกสาวถามผมว่า ทำไมแมวถึงเลียตัวเองได้ทั้งตัว บางครั้งก็เลียไปถึงก้น แล้วมันไม่ท้องเสียเหรอ ผมตอบไปตามประสาคนเป็นพ่อ ซึ่งบางครั้งต้องทำหน้าที่คล้ายสารานุกรมฉบับพกพา (แม้ข้อมูลภายในจะมีอยู่ไม่ครบทุกหมวด) ว่าร่างกายแมวคงไม่เหมือนร่างกายคน เชื้อโรคที่ทำให้คนป่วยอาจไม่ได้ทำให้แมวป่วยแบบเดียวกัน คำตอบฟังดูพอมีเหตุผล แต่พูดกันตรง ๆ ...

Articles

ความเลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์เลือกที่จะหยุด ‘คิด’

เรื่อง: สิทธิเดช สายพัทลุง ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในเกมแนว MOBA ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องสิ่งปลูกสร้างของทีมตัวเองและทำลายสิ่งปลูกสร้างของทีมอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนไม่ส่งผลกระทบอะไร หรืออาจใหญ่โตถึงขนาดทำให้แพ้ได้เลย และยิ่งถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความผิดพลาดของเรา มันมักจะต้องตามมาด้วยถ้อยคำก่นด่าที่จะเด้งขึ้นมาตรงมุมของจออยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าส่งมาจากใครสักคนในหมู่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือ ...

0 %