News

รัฐศาสตร์กับระบบอำนาจนิยมที่ยังไม่หายไป

เรื่องและภาพ : สาธิต สูติปัญญา

“พวกเขาคุ้นเคยกับการรับน้องที่มันห้าว การรับน้องที่มีความรุนแรง มีความตลก มีการลดทอนความเป็นมนุษย์ เอาสีไปสาด ทั้งหมดมันเกิดขึ้นในคณะที่เรียนเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คณะที่ว่ากันว่าก้าวหน้าที่สุด”

คือคำพูดของนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์แห่งหนึ่ง คณะที่สอนเรื่องหลักการประชาธิปไตย คณะที่พร่ำสอนว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน อธิบายให้เห็นถึงภาพการรับน้องที่เขาเคยเข้าร่วม และเคยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมดังกล่าว

น่าสนใจว่าภายใต้ภาพของกิจกรรมการรับน้องในลักษณะข้างต้น นักศึกษารายนี้แสดงให้เราเห็นว่า เบื้องหลังคือระบบอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ ‘ตัวละคร’ มากมายไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ ผู้บริหาร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ล้วนมีส่วนทำให้ระบบดังกล่าวยังคงไม่หายไปเสียที


Trigger Warning :
รูปภาพและเนื้อหาในรายงานพิเศษชิ้นนี้กล่าวถึงระบบการรับน้องแบบ ‘SOTUS’ และ Sexual Harrasment


ระบบโต๊ะ

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าว่า ในอดีตระบบโต๊ะของคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเขา เกิดจากการรวมกลุ่มกันจากรุ่นพี่หรือกลุ่มเพื่อนที่สนิท เนื่องจากสมัยปีหนึ่งเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยยังไม่รู้จักใคร ดังนั้นเมื่อเจอเพื่อนที่ถูกใจก็จะชวนกันมาเรียนแบบเป็นกลุ่มและคบกันไปจนเรียนจบ แต่หลังจากเวลาผ่านไประบบโต๊ะที่เกิดจากความรักใคร่ ความสนิทสนมกลับกลายไปเป็นเหมือนสถาบันสถาบันหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์ เริ่มมีการจัดกิจกรรมเอง มีการเก็บเงิน มีระเบียบ มีวัฒนธรรม มีตำแหน่ง ทั้งหมดเริ่มกลายเป็นเรื่องที่มีความจริงจังขึ้นมา

กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

“กิจกรรมของโต๊ะสืบทอดมาเรื่อย ๆ วัฒนธรรมไหนที่รุ่นพี่เคยสร้างไว้ รุ่นน้องจำเป็นต้องสานต่อ ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมแบบรัฐศาสตร์ ช่วงเวลานั้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีเศษหลงเหลือ รุ่นพี่ที่ซีเนียร์ (อาวุโส) มาก ๆ พวกเขามีอำนาจในการสั่งรุ่นน้องสูงมาก”

วัฒนธรรม ‘โต๊ะ’

นักศึกษารายนี้เล่าว่า ผัดมาม่าคือหนึ่งในวัฒนธรรมหรือกิจกรรมที่ทำสืบต่อกันมาของโต๊ะในงานรับน้อง โดยรุ่นพี่จะให้ผู้ชาย-ผู้หญิงปิดตา จากนั้นจะให้ผู้ชายนอนถอดเสื้ออยู่ริมทะเล แล้วรุ่นพี่ก็จะสั่งให้ฝ่ายหญิงเอามาม่า ฝอยทอง หรือขนมใดก็ได้มาโรยบนตัวฝ่ายชาย ต่อมารุ่นพี่จะให้ฝ่ายหญิงไต่ขึ้นไปบนตัวนักศึกษาชาย ขณะเดียวกันรุ่นพี่จะคอยแกล้งผู้ร่วมกิจกรรมโดยการนำน้ำเปล่าหรือน้ำหวานค่อย ๆ หยดใส่ผู้ร่วมกิจกรรมทั้งชายและหญิงเพื่อให้ตัวชุ่มน้ำ อย่างไรก็ตามกิจกรรมดังกล่าวหายไปประมาณ 2-3 ปีแล้วเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการต่อสู้เรียกร้องของนักศึกษารุ่นใหม่

กิจกรรม ‘ผัดมาม่า’ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

นักศึกษารัฐศาสตร์อธิบายเพิ่มว่า มีกิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่ทำต่อกันมา คือตอนกลางคืนรุ่นพี่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายแยกกัน ต่อมารุ่นพี่จะให้กลุ่มผู้หญิงขึ้นไปด้านบนหอประชุม ส่วนผู้ชายจะรออยู่ด้านนอก จากนั้นรุ่นพี่จะรันคิวบอกให้ผู้ชายที่อยู่ด้านนอกค่อย ๆ เข้าไปในห้องที่มีผู้หญิงทีละคนเพื่อไปเลือกทำความรู้จักผู้หญิงที่พวกเขาอยากรู้จัก หลังจากเลือกเสร็จ แต่ละคู่ก็จะต้องมาต่อแถวเหมือนขบวนรถไฟ โดยหลังจากจับคู่แล้วรุ่นพี่จะให้ชาย-หญิงแต่ละคู่ทำความรู้จักกันโดยการหอมแก้มหรือการปะแป้ง ซึ่งกิจกรรมนี้มุ่งทำให้นักศึกษาปีหนึ่งรู้จักกันอย่างเร็วที่สุดภายในหนึ่งคืน น่าสนใจว่าเมื่อไม่นานมานี้นักศึกษาหลายคนก็ออกมาวิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ากิจกรรมนี้เป็นการคุกคามทางเพศ

กิจกรรมรับน้องริมชายหาดของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

“ทุก ๆ ปีจะเริ่มมีรุ่นพี่ทักไลน์มาถามว่าใครเป็นแกนรุ่น จะเริ่มมีคำสั่งว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่จัดกิจกรรมนั้น แล้วพี่คนนี้ทำไมไม่เชิญ เราพยายามยกเลิกกิจกรรมที่เป็นโซตัสทั้งหมดในปีเรา รุ่นพี่ก็มาถามเราทันทีว่าทำไมไม่มีกิจกรรมอย่างที่เขาคุ้นเคย เราก็ตอบไปว่ามันไม่ได้ มันไม่โอเค เราอธิบายให้พี่เขาเข้าใจว่าระบบโต๊ะมันเริ่มมีปัญหา เริ่มมีคนตั้งคำถามมากขึ้น การที่เรายกเลิกระบบโซตัส หรือการเลิกบังคับน้องให้ทำกิจกรรมพวกนั้น มันเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ระบบโต๊ะมันยังดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างสง่างาม ซึ่งพวกเขาก็ไม่พอใจ” นักศึกษารายนี้อธิบาย

เครือข่ายอำนาจนิยม

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าว่า เขามั่นใจว่าอาจารย์ในคณะก็ทราบถึงกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากอาจารย์ส่วนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าของคณะ ดังนั้นอาจเคยผ่านกิจกรรมเหล่านี้มาก่อนและอาจารย์ที่อยู่ฝ่ายการนักศึกษาก็รู้จักและสนิทกับนักศึกษาหลายคน ทว่าอาจารย์บางส่วนก็เลือกที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องและมองว่าทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของตัวนักศึกษา

“เราคิดว่าอาจารย์เองก็รู้สึกเกรงใจนักศึกษาบางกลุ่มมาก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นคนจัดกิจกรรมอย่างกลุ่มเซอร์เวย์ ทุกคนในคณะจะรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างรุ่นพี่ที่มีอำนาจบารมีในสังคมกับอาจารย์ในคณะ”

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าเพิ่มเติมว่ากลุ่มเซอร์เวย์เป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังงานใหญ่ ๆ ของคณะทั้งสิ้น และจะเป็นคนจัดการงบประมาณต่าง ๆ อย่างงานรับน้องใหญ่ของคณะ ซึ่งเป็นงานแบบทางการ มีทั้งอาจารย์และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม

กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

นักศึกษารายนี้อธิบายว่า รุ่นพี่ที่เรียนจบไปและทำงานเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มเซอร์เวย์และสังกัดโต๊ะบางโต๊ะ เขาจะรักกันมาก ทุกครั้งที่มีกิจกรรมรับน้อง โต๊ะบางโต๊ะก็จะมีพื้นที่เฉพาะที่มักไปจัดกิจกรรมอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น เพชรบุรี ระยอง นครนายก เนื่องจากต้องการให้รุ่นพี่เหล่านั้นมาร่วมงานได้ และเก็บเงินค่าเข้าร่วมจากรุ่นพี่ บางครั้งกลุ่มเซอร์เวย์ก็จะส่งเรื่องขอที่พักจากรุ่นพี่ที่เป็นคนใหญ่คนโตในพื้นที่นั้น ๆ แล้วบ่อยครั้งก็จะได้ที่พักมา

กลุ่มเซอร์เวย์

นักศึกษารายนี้เล่าว่า กลุ่มเซอร์เวย์เป็นกลุ่มพี่ว้ากและพี่สันทนาการในเวลาเดียวกัน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดมารุ่นต่อรุ่น วิธีการเลือกคือรุ่นพี่จะชี้นิ้วเลือกรุ่นน้องที่เห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นทายาท โดยกลุ่มเซอร์เวย์จะต้องหัดร้องเพลงคณะ ท่องกลอนของคณะเพื่อนำไปสอนรุ่นน้อง และภายในกลุ่มก็จะมีการลงโทษกันเอง เช่น ลุกนั่ง วิดพื้น หรือวิ่งรอบสนามโดยรุ่นพี่ที่มีความอาวุโสกว่าอีกขั้น ในกรณีที่พวกเขาทำให้รุ่นน้องที่ร่วมกิจกรรมเหนื่อยหรือบาดเจ็บ น่าสนใจว่าอาจารย์หลายท่านรักกลุ่มนี้มาก เนื่องจากเป็นตัวเชื่อมรุ่นพี่ที่จบไปแล้วกับคณะอย่างที่กล่าวไป

“ผู้ว่าฯ และนายอำเภอหลายคนก็เคยเป็นเซอร์เวย์มาก่อน กลุ่มนี้เลยมีอำนาจมาก ยกตัวอย่างเช่น งานใหญ่ ๆ ของคณะหลายงาน ตัวคณะเองไม่มีงบฯ ในการจัดหรอก ดังนั้นกลุ่มเซอร์เวย์ก็จะเป็นคนหางบประมาณให้ กลุ่มนี้ก็จะไปดีล (deal) กับรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว ไปดีลกับผู้ว่าแต่ละจังหวัดที่รู้จัก เช่น ไปขอเงินหรือที่พักอย่างที่เล่าไป เซอร์เวย์ที่จบไปแล้วเขาอินมากเลยนะจากที่เราเคยเห็น ผู้ว่าฯ ที่เคยเป็นเซอร์เวย์เขามางานรับน้อง เขานั่งร้องไห้แล้วพูดว่า จบงานแล้วเดี๋ยวไปกินเหล้ากับพี่นะ”

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าเพิ่มเติมว่า เหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมอาจารย์ไม่สั่งยกเลิกหรือลงโทษคนที่จัดกิจกรรมรับน้องแบบนี้ เพราะถ้าอาจารย์เข้าไปจัดการ งบประมาณที่เคยได้พื่อที่จะนำไปจัดงานที่เป็นทางการหลาย ๆ งานของคณะก็จะหายไป ยิ่งไปกว่านั้นก็อาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของอาจารย์

“หลาย ๆ ตัวละครในคณะ โดยเฉพาะอาจารย์มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรุ่นพี่ที่มีอำนาจในสังคม และอาจารย์บางท่านก็เรียนจบรุ่นเดียวกันกับเหล่าคนใหญ่คนโต จนส่งผลให้การขยับตัววิจารณ์หรือเทกแอคชันอะไรเป็นไปได้ยาก ถ้ามองจากมุมนี้ ทั้งหมดอาจเป็นรากของสาเหตุว่าทำไมคณะรัฐศาสตร์ที่นี่มีอาจารย์แสดงความเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะน้อยมาก ผู้บริหารจริง ๆ จะเงียบมาก คณบดีคนปัจจุบันก็เคยเป็นศิษย์เก่าและก็เคยเป็นอาจารย์ที่นี่มาก่อน เขากลับไม่เทกแอคชันช่วยนักศึกษาเลย เวลามีลงชื่อเรียกร้องอะไรในคณะก็มีอาจารย์ลงชื่อกันอยู่สามคน”

นักศึกษารัฐศาสตร์อธิบายเพิ่มว่าระบบโซตัส ระบบพี่ว้าก หล่อหลอมวัฒนธรรมอำนาจนิยมให้ผูกขาดไว้กับลำดับชั้นและความอาวุโสแทนการใช้เหตุและผล โดยยิ่งเหตุการณ์ทั้งหมดทำผ่านกิจกรรมในคณะ ทำผ่านระบบ ทำผ่านเครือข่ายแล้ว สุดท้ายคนตัวเล็ก ๆ จะไม่กล้าส่งเสียงใด โดยเฉพาะอาจารย์ในคณะที่มีหน้าที่การงานผูกติดอยู่กับตำแหน่งทางวิชาการ “เคยมีเล่าเหมือนกันว่าอาจารย์ที่ไม่กล้าลงชื่อในแถลงการณ์ใด ๆ ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ถ้าวัฒนธรรมโซตัส วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบนี้มันหายไป เหตุการณ์แบบนี้อาจไม่เกิดขึ้น”

กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์แห่งหนึ่ง ที่จัดขึ้นริมชายหาด

ด้านนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ระบบอำนาจนิยมหรือระบบโซตัสในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่เขาศึกษาอยู่ ไม่รุนแรงมากนักแต่ก็ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมากจะเกิดขึ้นในชมรมกีฬาของคณะ ซึ่งรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่ว้ากรุ่นน้องนักกีฬามีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มเซอร์เวย์อย่างมาก  

สิ่งที่พี่กลุ่มนี้มักปฏิบัติเป็นประจำ คือ การกดดันหรือลงโทษน้องนักกีฬาที่มาซ้อมช้า ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้รุ่นน้องนอนกลิ้งกับโคลน วิ่งรอบสนามตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 9 โมงเช้า หรือวิดพื้น อย่างไรก็ตามเมื่อปีก่อน ๆ เหตุการณ์โซตัสเหล่านี้ค่อนข้างรุนแรงมาก แต่ในปีของเขาระบบดังกล่าวเบาบางลง

 “ในปีผมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีวันซ้อมกีฬาวันหนึ่ง พี่พวกนี้พานักกีฬาไปซ้อมที่ค่ายทหาร อยู่ดี ๆ พวกพี่เขาบอกให้พวกผมหยุดซ้อมและยืนเคารพธงชาติ แต่ผมไม่ยอมทำตามคำสั่ง ผมต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าผมจะไม่ยอมรับการใช้อำนาจเผด็จการแบบนี้จากรุ่นพี่แล้ว ผมจึงยืนนิ่งและชูสามนิ้ว จากนั้นพี่เขาสั่งให้ผมเอามือลง แต่ผมไม่เอาลง หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปพวกพี่เขาพยายามกดดันให้ผมออกจากชมรม ผ่านการพูดจากระทบกับจิตใจผม เสียดสีผม แต่ดีที่ยังไม่มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกาย ภายหลังอาจารย์ในคณะก็รับรู้เหตุการณ์ในวันนั้น อาจารย์จึงเรียกรุ่นพี่ชมรมกีฬา และสมาชิกชมรมกีฬาในรุ่นผมเข้าไปคุยเพื่อหาข้อยุติ สุดท้ายรุ่นพี่เหล่านั้นก็สัญญาว่าจะปรับปรุงวิธีการฝึกความอดทนและระเบียบวินัยของรุ่นน้องให้เบาลง”

 วัฒนธรรมพรรคพวก กับกลุ่มเซอร์เวย์

นายณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มหาวิทยาลัยวอร์ริก ประเทศอังกฤษ อธิบายถึงข้อสันนิษฐานทางจิตวิทยาที่สำคัญจากงานวิจัยเรื่อง ‘Pain as social glue: shared pain increases cooperation’ ผ่านหนังสือ ‘THE WHYS OF LIFE ชีวิตต้องสงสัย’ (2564) ว่า คนที่เคยผ่านความเจ็บปวดแบบเดียวกัน (อย่างเช่นกลุ่มนักศึกษาและพี่ว้ากที่ผ่านระบบโซตัสมาด้วยกัน) แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันเลย แต่พวกเขาจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และพวกเขาจะมั่นใจว่ากลุ่มคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดแบบเดียวกันนี้จะไม่มีทางหักหลังสมาชิกในกลุ่มแน่นอน

ในหนังสือเล่าถึงการทดลองในงานวิจัย ‘Pain as social glue: shared pain increases cooperation’ของนักวิจัยชาวออสเตรเลียสามคน เพื่อทดสอบสมมติฐานข้างต้น โดยเริ่มจากแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่เฉย ๆ และกลุ่มที่สองให้นำมือลงไปแช่ในถังน้ำแข็ง ต่อมาให้กินพริกสดที่เผ็ดมาก ๆ พร้อมกัน

จากนั้นนำคนทั้งสองกลุ่มนี้มาเล่นเกมทางเศรษฐศาสตร์อย่าง prisoner’s dilemma เป็นเกมที่ให้แต่ละคนตัดสินใจว่าจะร่วมมือเพื่อแชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน หรือหักหลังกันเพื่อแย่งชิงเงินรางวัลไว้เพียงคนเดียว จากการทดลองนักวิจัยทั้งสามพบว่ากลุ่มคนกลุ่มที่สองมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกันเล่นเกมเพื่อแชร์ผลประโยชน์กันมากกว่ากลุ่มแรก

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมรายนี้อธิบายเพิ่มเติมในหนังสือของเขาว่า กลุ่มคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมาด้วยกัน (insiders) อาจจะไม่ได้มีทัศนคติเหมือนกับคนในกลุ่ม เพียงแต่พวกเขาเชื่อมโยงกันเนื่องจากเคยผ่านเรื่องราวความเจ็บปวดแบบเดียวกันมา มากไปกว่านั้นยังมีความเป็นไปได้ที่กลุ่ม insiders จะไม่เปิดใจรับฟังคนภายนอก (outsiders)  เนื่องจากศาสตราจารย์รายนี้ให้เหตุผลว่า “มันไม่เคยเจ็บอย่างเรา มันไม่เข้าใจหรอก”

ถ้านำข้อสรุปเรื่อง insiders และ outsiders ของศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวอร์ริกรายนี้มาสรุปโครงสร้างของกลุ่มเซอร์เวย์ หรือกลุ่มใด ๆ ก็ตามในสังคมที่เคยผ่านความเจ็บปวดในลักษณะเดียวกันมาอย่างการธำรงวินัยของทหาร การกระทำดังกล่าวอาจสร้างการแบ่งเขา-แบ่งเรา และสร้างการไม่เปิดรับฟังเหตุผลของบุคคลภายนอก เพียงเพราะคนภายนอกเหล่านั้นไม่เคยผ่านกระบวนการแบบเดียวกับที่คนในกลุ่มเคยผ่านมา

นักศึกษารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกำลังทำกิจกรรมตามรับน้อง

ท้ายที่สุดจากคำบอกเล่าของนักศึกษารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กลุ่มพี่ว้ากหลายคนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไปและได้เป็นคนใหญ่คนโต คนที่มีอำนาจทางสังคม น่าสนใจว่า วัฒนธรรมแบบ insiders และ outsiders นี้จะติดตัวกลุ่มคนเหล่านี้ไปในการทำงานด้วยหรือไม่ และวัฒนธรรมการรับคนเข้าทำงานด้วย ‘ชื่อคณะและมหาวิทยาลัย’ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน วารสารเพรสขอเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านทุกท่านเป็นผู้ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
3
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
3
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:News

News

ผอ.มูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม ชี้สื่อมีส่วนผลิตซ้ำความน่าสงสาร ทำให้คนพิการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไป แนะสังคมต้องแก้ปัญหานี้ร่วมกันอย่างยั่งยืน

เขียน ภัสส์ณิชา ทัศสุริยวงศ์ ภาพถ่าย รุจน์ โกมลบุตร และ อภิษฐา บุญมาวงศ์ กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี ผู้อำนวยการมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม เผยคนพิการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไป ...

News

TU Otaku Club เผย กระแสดี แต่ยังไม่พร้อมเป็นชุมนุม ด้านผอ.กองกิจฯ ย้ำ มธ.ไม่ได้จำกัดการรวมตัวทำกิจกรรม พร้อมสนับสนุนแม้ไม่เป็นชุมนุมทางการ

เขียน ธีรภัทร กมล ภาพถ่าย ธีรภัทร กมล กราฟิก วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ TU Otaku Club เผยกระแสดีเกินคาด แต่ยังไม่เห็นภาพเป็นชุมนุม เหตุมีข้อจำกัดด้านกำลังคนและกระบวนการดำเนินงาน ...

News

อ.รัฐศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เสนอจัดเลือกตั้ง สสร.​ ดึงประชาชนร่วมร่าง รธน.

เขียน รณรต วงษ์ผักเบี้ย ภาพ กัลย์สุดา ทองดี กราฟิก วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ อ.รัฐศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เสนอจัดเลือกตั้ง สสร.​ ดึงประชาชนเห็นรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใกล้ตัว พร้อมท้าทายผู้ครองอำนาจ ...

News

ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์เสนอรวม 3 กองทุนสุขภาพ ‘บัตรทอง-ประกันสังคม-ข้าราชการ’ แก้ปัญหาสิทธิเหลื่อมล้ำ-ลดงบซ้ำซ้อนหมื่นล้าน

เขียน พีระดลย์ บุญญวินิจ กราฟิก วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เสนอรวมกองทุนสุขภาพ บัตรทอง – ประกันสังคม – ข้าราชการ เพื่อลดปัญหาการได้รับสิทธิการรักษาไม่เท่าเทียมกัน และช่วยลดงบประมาณที่บานปลาย ...

News

ยิ่งชีพ iLaw-อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ.-สว.อิสระ จี้ กกต. ส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ขึ้นศาล หวั่นกระทบการแก้รัฐธรรมนูญ

เขียน กัลย์สุดา ทองดี กราฟิก วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์ ยิ่งชีพ iLaw-อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ.-สว.อิสระ จี้ กกต.ส่งผู้ถูกกล่าวหาปมฮั้ว สว. ให้ครบทั้งหมด 229 คน ...

News

นศ.ผู้ใช้บริการแนะขยาย-ประชาสัมพันธ์ศูนย์ TU well-being center มากขึ้น ฝั่งผู้บริหารมธ. เผยเคสสุขภาพจิตขาดแคลน เร่งพัฒนาการทำงานเชิงรุกเพิ่มการเข้าถึงบริการ

เขียน: ศิวะ พุ่มอรุณ นศ.ผู้ใช้บริการแนะขยายและประชาสัมพันธ์ศูนย์ TU well-being center ให้มากขึ้น เหตุศูนย์ฯ มีขนาดเล็กและแคบเกินไป อีกทั้งนศ.บางส่วนไม่ทราบการมีอยู่และสถานที่ตั้งของศูนย์ฯ ด้านผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มธ. เผยเคสสุขภาพจิตขาดแคลน เพราะเชื่อว่ารอคิวนานและบุคลากรไม่เพียงพอ เร่งพัฒนาการทำงานเชิงรุกเพิ่มการเข้าถึงบริการ  ...

0 %