Writings

‘หากพวกเรากำลัง(ไม่)สบาย จงปรบมือพลัน’ เมื่อเรื่องการเมืองกลายเป็นเรื่องต้องห้ามใน Stand Up Comedy และการเซนเซอร์ตัวเองเกิดขึ้นในพื้นที่การแสดง เสรีภาพการพูดในพื้นที่(กึ่ง)สาธารณะของไทยอาจกำลังหายไป

เขียน: กวินทัต สวัสดิ์นพรัตน์

ภาพประกอบ: แพรพิไล เนตรงาม

‘Freedom House’ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำงานด้านการให้ความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมือง เปิดเผยการจัดทำดัชนีเสรีภาพโลกประจำปี 2025 โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาคือ ‘สิทธิทางการเมือง’ ที่ครอบคลุมเรื่องการเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ “เสรีภาพของพลเมือง” ครอบคลุมด้านเสรีภาพในการแสดงออกและความเชื่อ สถานะของประเทศไทยถูกปรับลดสถานะเสรีภาพลดลงกลายเป็น ‘กลุ่มประเทศไม่เสรี’ จากในปี 2024 ที่เคยเป็น ‘กลุ่มประเทศมีเสรีภาพบางส่วน’

จากข้อมูลสถิติข้างต้น อาจสะท้อนภาพบางอย่างของระบอบประชาธิปไตยในประเทศของเรา ซึ่งระบอบประชาธิปไตยควรเน้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นหลัก แต่พื้นที่ในบริบทการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่สาธารณะเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจและปัญหาเชิงโครงสร้าง เห็นได้ว่ายังเป็นการจัดพื้นที่ตามวัตถุประสงค์เป็นส่วนใหญ่ เช่น พื้นที่ปราศรัยของนักการเมือง เวทีเสวนาวิชาการ คอลัมน์การเมืองที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนหรือคอลัมนิสต์ที่มีชื่อเสียง เพจเฉพาะวิจารณ์การเมืองในสื่อสังคมออนไลน์ ฯลฯ

ลักษณะของพื้นที่ดังกล่าวทำให้เห็นว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นยังมีข้อจำกัด และถูกกำหนดบทบาทไว้ชัดว่าใครบ้างจะมีสิทธิ์พูดหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ และเมื่อพิจารณาในส่วนของประชาชนทั่วไป ก็ยังเห็นช่องว่างในการแสดงความเห็นอย่างเป็นอิสระในเรื่องดังกล่าว เพราะมีพื้นที่จำกัดในการพูดและกำหนดเนื้อหาในการแสดงออกด้วยว่า ‘พูดได้ หรือ ‘พูดไม่ได้’ มากน้อยแค่ไหน

หากพิจารณากันในหลักการแล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับประเทศที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ประชาธิปไตย’ การมีพื้นที่สาธารณะสำหรับการถกเถียงปัญหาของสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพื้นที่เหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้คนต่อปัญหาสังคม ซึ่งจะเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองในประเทศนั้นๆ และการมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นอุดมการณ์หลักสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์และเสียงของตัวเองเท่ากัน

ในหลายประเทศมีพื้นที่สาธารณะแบบเปิดสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น ‘Speaker Corner, Hyde Park, Oxford’ ในประเทศอังกฤษ หรือ ‘Speakers’ Corner, Hyde Park, Sydney’ ในประเทศออสเตรเลีย โดยนำเสนอผ่านรูปแบบการพูดที่หลากหลาย ทั้งการปราศรัย,การโต้วาที ฯลฯ พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่เปิดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สามารถใช้บริการได้ในทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนปัญหาทางสังคม อีกทั้งยังเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประเทศนั้นๆ

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยดังที่กล่าวมาแล้วตั้งข้อสังเกตได้ว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’ สำหรับการแลกเปลี่ยนและวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ยังไม่มีให้เห็นเป็นรูปธรรมมากเท่าที่ควรจะเป็น การวิพากษ์ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง เพื่อให้เกิดการตั้งคำถาม จึงมักปรากฏในพื้นที่ลักษณะไม่เป็นทางการ และอยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ของสังคม ซึ่งพื้นที่ในลักษณะนั้น ผู้เขียนนิยามว่า ‘พื้นที่กึ่งสาธารณะ’

พื้นที่กึ่งสาธารณะที่เป็นความหมายในบทความนี้ หมายถึง พื้นที่ลักษณะที่ไม่มีความเป็นสาธารณะเต็มรูปแบบ กล่าวคือพื้นที่เหล่านี้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการ มักเป็นผู้ที่เต็มใจอยากที่จะมาใช้บริการพื้นที่เหล่านี้ โดยวัตถุประสงค์ของพื้นที่ คือความบันเทิงที่สร้างอารมณ์ที่หลากหลายให้กับผู้คน ดังนั้นเมื่อมีการกำหนดวัตถุประสงค์ในลักษณะที่สนใจความบันเทิงเป็นหลัก กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับทางสังคมที่เอาไว้กำหนดผู้คนในพื้นที่สาธารณะ อาจสามารถที่จะยืดหยุ่นได้ในพื้นที่แห่งนี้

พื้นที่กึ่งสาธารณะที่กล่าวไปข้างต้น จึงมักถูกใช้เพื่อนำเสนอเรื่องราวที่คนในสังคมภายนอกกลัวที่จะพูดออกมา แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนทุกคน เช่น คุณภาพชีวิตของประชาชน การเมือง หรือ รัฐสวัสดิการ เป็นต้น ตัวอย่างของพื้นที่กึ่งสาธารณะ เช่น การแสดงตลกคาเฟ่ การแสดงหน้าม่าน หรือ การแสดงเดี่ยวไมโครโฟนในหอประชุม เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ‘พื้นที่กึ่งสาธารณะ’ ถือว่ามีความสำคัญสำหรับการมีเสรีภาพทางการแสดงออก เพราะการวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง มักปรากฏเป็นบทสนทนาอยู่ในลักษณะพื้นที่ที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มากกว่าการมีเวทีถกเถียงกันอย่างเสรี ‘พื้นที่กึ่งสาธารณะ’ จึงเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนในสังคม เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางสังคม เพราะเจตนาของการมีพื้นที่กึ่งสาธารณะ คือ ‘ความบันเทิง’ รวมถึงผู้คนในพื้นที่ก็เป็นประชาชนที่ต้องการความบันเทิงในชีวิต จึงอาจไม่สนใจว่าเรื่องราวที่นำเสนอ จะเป็นเรื่องราวต้องห้ามในสังคมหรือไม่ เพราะความสนใจของเขามุ่งเน้นไปที่การเริ่มต้นบทสนทนาของเรื่องราว โดยใช้รูปแบบความบันเทิงเป็นหลัก

ตัวอย่างของพื้นที่กึ่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมจากผู้คนในสังคมในช่วงเวลาที่ผ่านมา คือ การแสดงเดี่ยวไมโครโฟน หรือ Stand Up Comedy หมายถึง การแสดงที่ผู้แสดงจะนำเรื่องเล่าที่มาจากประสบการณ์ชีวิต เหตุการณ์บ้านเมือง หรือสิ่งที่ตัวเองสังเกตเห็นรอบตัว มาเล่าให้ผู้ชมฟัง โดยมีเจตนาเน้นความบันเทิงที่ให้อารมณ์หลากหลายจากประสบการณ์ที่พบเจอ ผู้ชมการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนส่วนมาก จึงมักจะคาดหวังความบันเทิงทางอารมณ์ต่อเรื่องราวของผู้พูดในการแสดง ดังนั้นเรื่องที่นำเสนอ ก็มักเป็นเรื่องราวที่คนในสังคมไม่ค่อยมีโอกาสได้พูด แต่เมื่อเข้ามาใน ‘พื้นที่กึ่งสาธารณะ’ แห่งนี้ สามารถพูดได้ เช่น เรื่องเพศ ความเชื่อทางศาสนา หรือ เรื่องการเมือง เป็นต้น  เพราะเรื่องราวเหล่านั้นสามารถมอบความรู้สึกที่หลากหลายให้กับผู้ชมได้

‘เพดานของเรื่องราวที่พูด’ ในพื้นที่กึ่งสาธารณะของการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนถูกกำหนดจากปฏิกิริยาของผู้ชมในห้องแสดงสด ดังนั้นเมื่อผู้ชมส่วนใหญ่มารวมตัวกันเพราะความต้องการความบันเทิงและเสียงหัวเราะในชีวิต เรื่องราวที่พูดแล้วทำให้เกิดบรรยากาศแบบนั้นได้ ก็ถือว่ายอมรับได้ในพื้นที่แห่งนี้ การแสดงจึงประกอบไปด้วยเรื่องที่ไม่มีเพดานจำกัดการพูด เหมือนเรื่องราวทางสังคมตามสถานที่สาธารณะทั่วไป

บทบาทความเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะของวงการเดี่ยวไมโครโฟน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของวงการเดี่ยวไมโครโฟน ได้รับการสนับสนุนความคิดเห็นจาก ‘พชณฐ สายบัว’ นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟนรุ่นใหม่วัย 27 ปี ผู้ทำการแสดงประจำอยู่ที่ Katunyu Comedy Club โดยเขาแสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า

“การเล่น Stand Up Comedy มันเหมือนจะเป็นสถานที่ Public (สาธารณะ) แต่ต้องเข้าใจว่าคนที่มาดู คือคนที่ต้องการความตลกเหมือนกัน เราเสิร์ฟความตลกให้เขาไป และคนดูจะเข้าใจตรงกันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนเวที มันจะจบลงบนเวทีเหมือนกัน แต่ว่าคุณอาจจะได้สิ่งนี้ไปคิดต่อหลังจากนั้น ก็เป็นเรื่องของผู้ชม”

ความเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะของการแสดงมีลักษณะแตกต่างกันระหว่าง ‘อดีต’ และ ‘ปัจจุบัน’ ในอดีตจะมีเพียง ‘ผู้แสดง’ กับ ‘ผู้ชม’ ในห้องแสดงสดเท่านั้น เรื่องราวที่นำเสนอออกมาในการแสดง จึงอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้แสดง แต่เมื่อมีสื่อออนไลน์ ห้องแสดงเดี่ยวไมโครโฟนไม่ได้มีเพียง ‘ผู้แสดง’ และ ‘ผู้ชม’ แต่กลับมีบุคคลที่สามเพิ่มเข้ามา คือ ‘ประชาชนที่ใช้สื่อออนไลน์ทั่วไป’ เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ทางความรู้สึกกับเรื่องราวของผู้แสดง จึงเป็นเรื่องยาก หากผู้แสดงจะสามารถระบุความต้องการของผู้ชม รวมถึง ‘เพดานของเรื่องราว’ ที่เคยสังเกตได้จากปฏิกิริยาของผู้ชมในห้องแสดงสด ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะผู้ชมออนไลน์อาจอ่อนไหวต่อเรื่องราวที่ถูกพูดในพื้นที่แห่งนี้มากกว่าผู้ชมทั่วไปในขณะที่ผู้แสดงก็ไม่สามารถเห็นปฏิกิริยาโต้ตอบจากผู้ชมได้ในทันที

เมื่อผู้เกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ของพื้นที่กึ่งสาธารณะมีมากกว่าแค่ ‘ผู้ชม’ และ ‘ผู้แสดง’ จึงอาจส่งผลต่อการนำเสนอเรื่องราว เพราะเมื่อมีประชาชนในโลกออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกหรือปฏิกิริยาต่อเรื่องราวของผู้ชมอาจเปลี่ยนไป และเหตุนี้เองอาจทำให้ผู้พูดปฏิเสธการพูดเรื่องเหล่านั้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อตัวเอง ตัวอย่างที่น่าสนใจและเห็นภาพชัดเจนคือประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง

สื่อออนไลน์ทำให้ผู้คนเข้าถึงเนื้อหาของการแสดงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความขัดแย้งและการฟ้องร้องอื่น ๆ ตามมาได้ กรณีที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดสำหรับวงการเดี่ยวไมโครโฟนเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเป็นการร้องเรียนของ ‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กล่าวหา ‘อุดม แต้พานิช’ นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดังของไทย ในข้อหาการพาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อปี 2565 ในการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 13 ของเขา แม้อุดมจะมีเจตนาหยอกล้อแบบทีเล่นทีจริงในเรื่องความสามารถการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ แต่การหยอกล้อในพื้นที่เสรีของอุดม กลับทำให้ผู้เห็นต่างเกิดความเข้าใจผิด และร้องเรียนว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งผลให้พล.อ.ประยุทธ์ เสื่อมเสียชื่อเสียง

เหตุการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ‘พื้นที่กึ่งสาธารณะ’ ที่เคยเข้าใจว่าปลอดภัยและมีเสรีภาพในการพูด กำลังสั่นคลอน เพราะแม้อุดมจะพูดในพื้นที่การแสดงของตัวเอง แต่กลับมีคนรุกล้ำเข้ามาจำกัดสิทธิในการพูดในพื้นที่ของเขา และจากความรู้สึกของความไม่ปลอดภัยในการพูดนี้เอง อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘การเซนเซอร์ตัวเอง (Self Censorship)’ หรือ การหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นทางการเมืองโดยตรงของผู้พูด เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในกรณีที่กล่าวมา

ในประเด็นนี้ สำหรับนักพูดในวงการเดี่ยวไมโครโฟนอย่างพชณฐ เขามองว่าแม้ปัจจุบัน ‘พื้นที่กึ่งสาธารณะ’ ของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ ‘ความเป็นสาธารณะ’ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องการเมืองควรถูกละทิ้งออกไปจากเรื่องเล่า หากผลกระทบจากการกระทำ หรือเหตุการณ์ที่นักการเมืองทำอยู่ตลอดเวลา ยังส่งผลเป็นรูปธรรมถึงประชาชนอย่างเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะพูดถึงผลกระทบจากสิ่งเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ความเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะของวงการเดี่ยวไมโครโฟนในการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง จึงไม่ควรถูกทำให้พร่าเลือนไป เพราะหากผู้พูดเซนเซอร์เรื่องที่ตัวเองเล่ามากเกินไป เรื่องราวสำหรับการพูดเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนปัญหาของสังคมจะลดน้อยลง อีกทั้งการเซนเซอร์ที่มากขึ้นในวงการเดี่ยวไมโครโฟน อาจหมายถึงนำไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในประเทศไทยที่ถดถอยลง

พื้นที่กึ่งสาธารณะของประเทศไทยในปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีคดีการฟ้องร้องกับนักพูดหน้าใหม่ที่เข้ามาในวงการ แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าหลังจากเกิดการร้องเรียนให้หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลในพื้นที่แห่งนี้แล้ว หลังจากนี้ในพื้นที่กึ่งสาธารณะแห่งนี้ จะสามารถการันตีได้ไหม ว่าเรื่องที่พูดจะไม่มีผลกระทบต่อผู้พูดตามมา แต่อย่างน้อยพื้นที่กึ่งสาธารณะดังเช่นการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนนั้น ก็ควรคงไว้ซึ่งความอิสระต่อการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเวทีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของความบันเทิง หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย ที่ทำให้เห็นว่าประชาชนยังคงสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองต่อไปได้


รายการอ้างอิง

เสมียนอารีย์. (2565). “ไฮด์ปาร์ค” วิถีแห่งประชาธิปไตย กล้าวิจารณ์การเมือง-โจมตีรัฐบาล มีที่มาจากไหน?. วันที่สืบค้น 15 ตุลาคม 2568. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_28081

Spring News. (2568). “ประวัติศาสตร์ Stand-up Comedy ต้นกำเนิด ศิลปะที่เรียบง่าย เสียดสีสังคม แต่ทรงพลัง. วันที่สืบค้น 15 ตุลาคม 2568. สืบค้นจาก https://www.springnews.co.th/lifestyle/inspiration/859405?

Thairath Online. (2568). เผยดัชนี Freedom House 2025 ประเทศไทยโดนลดระดับไปอยู่ในกลุ่ม “ประเทศไม่เสรี” อีกครั้ง. วันที่สืบค้น 17 ตุลาคม 2568. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/news/foreign/2847226

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
2
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

More in:Writings

Writings

รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยใช้ “We the People”

เขียน: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ระบุถึงอำนาจ ผู้ใช้อำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจเหล่านั้น ดังนั้น หากอยากรู้ว่ารัฐ ‘ทำงาน’ อย่างไร เราสามารถอ่านได้จากตัวบทรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าอยากเข้าใจชุดความคิด คุณค่า อุดมการณ์ของประชาชนและสังคมมวลรวมในรัฐใดรัฐหนึ่ง ...

Writings

พัฒนาการของชุดชั้นในกับลายลูกไม้ที่อยู่คู่กัน

เขียน: จิระกานต์ วรรณธะสุข ภาพประกอบ: อชิรญา ปินะสา ทุกตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงต้องมี ‘อาวุธลับ’ ชิ้นนี้ มันคือสิ่งที่ช่วยพยุงความมั่นใจ ทำให้เสื้อผ้าดูดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แต่มันก็แลกมาด้วยความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างวัน สิ่งที่สวมไว้ใต้เสื้อผ้าสร้างความสวยงามจากภายในที่ส่งผลไปถึงภายนอก ถึงเวลาแล้วที่เราจะพูดถึงสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนมีร่วมกัน และเป็นสิ่งแรกที่เราจะปลดปล่อยตัวเองออกจากการพันธนาการเมื่อกลับถึงบ้าน ‘ชุดชั้นใน’ คือสิ่งที่ผู้เขียนกำลังพูดถึง ...

Articles

70 วัน Varasarn Press

ข้อสำคัญในการเป็นสื่อ คือการยึดมั่นในการนำเสนอข้อเท็จจริงอันไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านโดยปราศจากอคติ แต่ในปัจจุบันมีสื่อจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอเนื้อหาเอนเอียง ซึ่งอาจเป็นเพราะปัจจัยด้านรายได้ก็ดี หรือการถูกกดดันจากผู้มีอำนาจก็ดี ส่งผลให้สื่อบางสำนักอาจขาดอิสระในการนำเสนอข้อมูล ในขณะที่สำนักข่าว Varasarn Press ซึ่งดำเนินการโดยนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ดังนั้นในฐานะนักศึกษาวิชาชีพสื่อ การเลือกเนื้อหาเพื่อการนำเสนอและคติที่ควรพึงกระทำคือการคงไว้ซึ่งจริยธรรม ในขณะที่ทดลองปฎิบัติงานอย่างอิสระและไร้ผู้ใดมาแทรกแซง ...

Writings

#สาวอวบ เสรีบุลลีที่มาพร้อมกับเหตุผล

เขียน: จิระกานต์ วรรณธะสุข ภาพประกอบ: อชิรญา ปินะสา กระแสการวิจารณ์รูปร่าง (Body Shaming) ที่เคยเบาบางลงไปในยุคของ #BodyPositivity กำลังหวนกลับมาอย่างรุนแรงอีกครั้งในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน TikTok คำว่า ‘เสรีบุลลี’ ได้กลายเป็นคำที่สะท้อนถึงการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างเกินขอบเขต ...

Writings

“หลอดไฟจะดีแค่ไหนก็เปิดไม่ติด ถ้าต่อผิดขั้ว” หรือการไม่ประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะเราแค่อยู่ผิดที่หรือเปล่านะ?

เขียน: ปิยะวรรณ นาคะสิงห์ ภาพประกอบ: อชิรญา ปินะสา ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อย ยอมรับตามตรงว่าไม่มี logic ใดในการเลือกอ่านทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับอารมณ์และสิ่งที่สนใจในแต่ละช่วงเวลา บวกกับบังเอิญเจอหนังสือเล่มไหนขึ้น best-seller หรือชื่อเรื่องสะดุดตา น่าอ่าน หนังสือพวกนั้นก็จะมาปรากฏอยู่ในกระเป๋า ...

Writings

Toxic Society : วัฒนธรรมที่เป็นพิษของลัทธิบูชาตัวบุคคล

เรื่องและภาพประกอบ: อชิรญา ปินะสา คุณเคยตั้งคำถามกับใครแล้วโดนทัวร์ลงไหม? ในห้วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยเสียงของความแตกต่างและหลากหลาย เรากลับพบความจริงอันน่าประหลาด ในสังคมที่เหมือนเดิมเสมอมาจากหน้าประวัติศาสตร์ สังคมที่ผู้คนแสวงหาผู้กอบกู้หรือผู้นำทาง สังคมที่ผู้คนเชิดชูและบูชาใครสักคนให้กลายเป็นความจริงแท้ โดยไม่ต้องผ่านบทพิสูจน์ใดๆ นอกจากความศรัทธาและความเชื่อของฝูงชน  นี่คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีให้เห็นในทุกยุคทุกสมัย การสร้างวีรบุรุษในสนามรบ หรือแม้แต่การสร้างเทวดาในทางการเมือง และเมื่อใดก็ตามที่การตั้งคำถามคือความทรยศ เสียงกู่ร้องสรรเสริญดังจนกลบความเป็นจริง ...

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save