SocietyWritings

‘วงศาคณาธิปไตย’ ระบอบการปกครองที่เลือดเนื้อของวงศ์ตระกูลข้นกว่าความเป็นอยู่ของประชาชน

เรื่อง : กวินทัต สวัสดิ์นพรัตน์

ภาพประกอบ : เก็จมณี ทุมมา

การปกครองของประเทศไทยในแบบเรียนระดับประถมศึกษาถูกนิยามว่าเป็น ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ทว่าคำนิยามในแบบเรียนดูเหมือนไม่ค่อยตรงกับลักษณะการปกครองที่ปรากฏมากเท่าไรนัก

รัฐไทยเชื่อว่ากิจกรรมต่างๆ ทางการเมือง เช่น การมีเสรีในแสดงความคิดเห็น หรือการจัดการเลือกตั้ง คือสิ่งที่ประเทศประชาธิปไตยควรมี แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่รัฐไทยสนใจเหล่านั้นเป็นเพียงเปลือกนอก แก่นภายในของประชาธิปไตยไทยยังคงอยู่ใต้ร่มเงาของกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะพี่น้องหรือเครือญาติ ระบอบการปกครองของไทยจึงไม่ควรนิยามว่า ‘ประชาธิปไตย’

แต่ควรใช้คำว่า ‘วงศาคณาธิปไตย’ แทน

วงศาคณาธิปไตยหมายถึง รูปแบบการปกครองที่กลุ่มตระกูลหรือเครือญาติมีความสำคัญเหนือกว่าประชาชน องค์ประกอบสองอย่างสำคัญในระบอบการปกครองวงศาคณาธิปไตยคือ การสนใจผลประโยชน์ของเครือญาติมากกว่าประชาชน และผลประโยชน์เหล่านี้หากอยากได้มาต้องอาศัยอำนาจของตัวเองเข้าแทรกแซงองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

เราสามารถเห็นภาพที่ชัดเจนของการปกครองระบอบวงศาคณาธิปไตยจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กล่าวคือ การหลีกเลี่ยงการจ่าย ‘ภาษีรับให้’ ที่เป็นผลมาจากการ ‘โอนหุ้น’ โดยเสน่หาภายในครอบครัวของนายกรัฐมนตรีมูลค่า 218.7 ล้านบาท โดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน Promissory Note หรือตั๋ว PN ซึ่งเป็นเอกสารสัญญากู้ยืมระยะสั้นที่ควรมีการระบุจำนวนเงินกู้ยืมและกำหนดชำระที่ชัดเจน

นายกรัฐมนตรีมีพฤติการณ์การใช้ตั๋ว PN ที่ดูผิดแปลกจากคนทั่วไป โดยตั๋ว PN ของนายกฯ ใช้สำหรับการ  ‘ซื้อขาย’ หุ้นระหว่างคนในครอบครัวชินวัตร เพื่อแสดงให้เห็นว่าหุ้นที่ได้มาเกิดจากการซื้อและไม่ต้องเสียภาษีรับให้ ภาษีดังกล่าวคือภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อมีการ ‘ให้’ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์โดยไม่มีสิ่งตอบแทน เช่น พ่อแม่ให้ที่ดินแก่ลูก หรือการได้รับมรดก โดยในกรณีของแพทองธาร เธอควรต้องเสียภาษีรับให้อัตรา 5% เพราะเธอเป็นผู้รับหุ้นจากพ่อแม่รวมทั้งคนในวงศ์ตระกูลเดียวกัน

การ ‘ซื้อหุ้น’ โดยตั๋ว PN ของแพทองธารดูเหมือนจะเป็นพฤติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษี เพราะแพทองธารมอบตั๋ว PN ทั้งหมด 9 ใบมูลค่ารวมกว่า 4,434.5 ล้านบาท ให้กับคนในตระกูลชินวัตรอันได้แก่ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ แต่ในตั๋ว PN กลับเขียนกำหนดการชำระหนี้ว่า ‘ชำระเมื่อทวงถาม’ และไม่มีการคิดคำนวณดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นจากหนี้สินก้อนนี้เลย

ภายหลังถูกฝ่ายค้านอภิปรายในประเด็นตั๋ว PN ข้างต้น แพทองธารอธิบายว่า กำลังจะมีกำหนดชำระหนี้สินที่ติดค้างมาตั้งแต่ปี 2559 ในปี 2569 การให้คำตอบของเธอในประเด็นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือแท้จริงแล้วแพทองธารอาจไม่ได้อยากที่จะชำระหนี้ก้อนนี้เลยตั้งแต่แรก แต่เมื่อถูกพาดพิงในสภา จึงทำให้บอกว่ามีแผนที่จะจ่าย โดยกำหนดชำระงวดแรกในปีหน้า

น่าสนใจว่า 10 ปีผ่านไป เพิ่งจะมาคิดชำระหนี้ 4,434.5 ล้านบาท ถ้าเป็นคนปกติคงค่อยๆ จ่ายคืนนับตั้งแต่เริ่มเป็นหนี้ แต่ในระบอบวงศาคณาธิปไตย นอกจาก (ยัง) ไม่ต้องชำระหนี้แล้ว ยังไม่ต้องจ่ายดอกอีกด้วย

การกระทำของแพทองธารในครั้งนี้ทำให้สนใจที่จะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมย้อนกลับไปดูว่า ในช่วงเวลาที่ทักษิณ ชินวัตร บิดาของเธอเป็นนายกฯ มีเหตุการณ์ที่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ไหม เมื่อค้นหาดูแล้วพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผลลัพธ์จากเหตุการณ์ครั้งนั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้ทักษิณไม่กลับมาเหยียบบ้านเกิดถึง 15 ปีเต็ม เหตุการณ์ที่ว่าคือกรณีการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ชินคอร์ปฯ) ระหว่างคนในตระกูลชินวัตร

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการจดทะเบียนตั้งบริษัทแอมเพิลริช (Ample Rich Investments Ltd.) ของทักษิณที่เกาะบริติช เวอร์จิน (BVI) แอมเพิลริชถูกตั้งขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครทราบว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าทักษิณอาจใช้แอมเพิลริชเพื่อกระจายหุ้นของตัวเองให้กับคนในครอบครัว โดยเหตุผลที่เลือกเกาะบริติช เวอร์จิน เพราะไม่มีการควบคุมที่ชัดเจน ต่างจากการตั้งบริษัทในประเทศไทย จึงอาจกระทำการบางอย่างที่ ‘นอกเหนือกฎหมาย’ ได้ง่ายขึ้น

การทำธุรกรรมระหว่างแอมเพิลริชและชินคอร์ปฯ มีอยู่หลากหลายครั้ง แต่ครั้งที่เป็นประเด็นและเกิดเป็นข้อถกเถียงกัน คือการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของแอมเพิลริชโดยพานทองแท้และพินทองทา ชินวัตร ลูกชายและลูกสาวของทักษิณในราคาพาร์ (ราคาทุนจดทะเบียนเริ่มต้น) ที่ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดของการซื้อขายหุ้นในเวลานั้นที่ 49.25 บาท

เหตุผลที่ทั้งสองสามารถซื้อได้ในราคาต่ำกว่าตลาด เพราะในช่วงระหว่างที่แอมเพิลริชถือหุ้นชินคอร์ปฯ แอมเพิลริชลดราคาพาร์จากหุ้นละ 10 บาท เหลือเพียงหุ้นละ 1 บาท จึงทำให้จำนวนหุ้นเริ่มต้นของชินคอร์ปฯ ที่แอมเพิลริชซื้อไปเพิ่มเป็น 10 เท่าตัวจาก 32.92 ล้านหุ้นกลายเป็น 392.2 ล้านหุ้น ผลประโยชน์ของตระกูลชินวัตรก็มากขึ้นตามจำนวนหุ้นนั้นๆ ด้วยเช่นกัน

 ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาของทักษิณได้ทำหนังสือสอบถามถึงกรมสรรพากรในเวลานั้นว่า การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปฯ ผ่านแอมเพิลริชของพานทองแท้และพินทองทาในครั้งนี้ต้องเสียภาษีหรือไม่

เบญจา หลุยเจริญ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาภาษี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรให้คำตอบว่า การซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ ที่มีราคาต่ำกว่าตลาดของทั้งพานทองแท้ และพินทองทานั้นเป็นเรื่องปกติของการซื้อขายโดยทั่วไปตามมาตรา 453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (การซื้อขาย คือสัญญาซึ่งผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย)

โดยการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ ของทั้งสองคนในครั้งนี้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้พึงประเมิน เพราะส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาดไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร (เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี นอกเหนือจากเงินแล้ว ให้หมายรวมถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน)

ภายหลังคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดการเสียหายต่อรัฐ (หรือ คตส.ที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ แต่งตั้งเมื่อปี 2549) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเบญจา ว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง โดยวินิจฉัยให้ผู้เสียภาษีไม่ต้องเสียภาษีอากรจากกรณีซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ ของพานทองแท้และพินทองทา ทั้งที่พานทองแท้และพินทองทาถือเป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร เพราะการซื้อหุ้นของชินคอร์ปฯ จากแอมเพิลริชของทั้งสองคนสามารถประเมินมูลค่าทรัพย์สินและคิดคำนวณเป็นเงินได้ จึงเข้าข่ายต้องนำส่วนต่างของราคาหุ้นคนละ 7,941.95 ล้านบาทมาเสียภาษีเงินได้พึงประเมินกับกรมสรรพากร

การกระทำดังกล่าวของเบญจาและพวกถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 (ผู้ที่เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด) และมาตรา 83 (กรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป) ศาลฎีกาจึงสั่งจำคุกเบญจาและพวกคนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาเนื่องจากเป็นโทษร้ายแรง

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้กลายมาเป็นบาดแผลรอยใหญ่ที่ตามหลอกหลอนตระกูลชินวัตรมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างที่กล่าวเอาไว้ในตอนต้นว่า ระบอบการปกครองวงศาคณาธิปไตยมีองค์ประกอบสองด้าน ด้านแรกคือ พวกเขาสนใจผลประโยชน์ของเครือญาติมากกว่าประชาชน และองค์ประกอบที่สองคือ พวกเขาต้องใช้อำนาจเข้าแทรกแซงหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ

ในองค์ประกอบที่สอง หากกรมสรรพากรไม่ปล่อยให้ลูกชายและลูกสาวของทักษิณเลี่ยงภาษีในคราวที่ซื้อชินคอร์ปฯ จากแอมเพิลริช ประเทศไทยจะได้รับเงินกว่า  17,000 ล้านบาทที่สามารถนำไปพัฒนาประเทศต่อได้

ย้อนเวลากลับมาปี 2568 ท่าทีของอธิบดีกรมสรรพากรคนปัจจุบัน ปิ่นสาย สุรัสวดี ผ่านการให้สัมภาษณ์กรณีตั๋ว PN มีว่า การใช้ตั๋ว PN ซื้อขายหุ้นของนายกรัฐมนตรีไม่เข้าข่ายการเลี่ยงภาษี เพราะเขามองว่าเป็นการซื้อขายหุ้นตามปกติ ฉะนั้นภาษีเดียวที่แพทองธารและครอบครัวต้องจ่ายหากได้กำไรจากหุ้นคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

คำตอบของปิ่นสายในกรณีนี้ นอกจากจะเป็นการตอบที่ไม่ตรงประเด็นที่ประชาชนต้องการรู้แล้ว ยังอาจสร้างความคลางแคลงใจต่อตัวอธิบดีคนนี้อีกด้วย กล่าวคือเหตุใดปิ่นสายถึงเลือกสนใจเพียงแค่การต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อมีกำไร ทำไมถึงไม่คิดว่าการซื้อขายหุ้นครั้งนี้มีลักษณะต่างจากการซื้อขายทั่วไป ที่ควรมีกำหนดชำระชัดเจน และควรมีการเก็บดอกเบี้ยของคนที่เป็นลูกหนี้ กรณีเช่นนี้อธิบดีควรที่จะวินิจฉัยให้ชัดเจนออกมาว่า การกระทำของนายกฯ เป็นการทำนิติกรรมอำพรางและผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้มีพฤติการณ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวในรายการ The Standard Now เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ถึงการทำหน้าที่ของอธิบดีกรมสรรพากรว่า  ‘อธิบดีกรมสรรพากรควรออกระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำไม่ใช่นิติกรรมอำพราง เพราะหากไม่ลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีลายเซ็นของอธิบดีกรมสรรพากร แสดงว่าอธิบดีกลัวว่าต้องรับผิดชอบหากมีอะไรที่สามารถสาวความไปถึงเรื่องการช่วยเลี่ยงภาษีของนายกรัฐมนตรีได้’

หากไม่มีการระบุว่าสิ่งนี้คือการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษี แพทองธารอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้ผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจแล้วอยากโอนหุ้นให้กับคนในครอบครัวใช้ตั๋ว PN ซื้อขายหุ้นกันเองโดยไม่ต้องเสียภาษีรับให้ เช่นนี้แล้วภาษีรับให้อาจเป็นเพียงระเบียบที่ไม่มีผลบังคับใช้ เพราะกลุ่มคนบางกลุ่มทำตัวอยู่เหนือกฎระเบียบและอาศัยช่องโหว่เสียภาษีให้น้อยที่สุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง

อาจกล่าวได้ว่า การปกครองระบอบวงศาคณาธิปไตยอันมีเครือญาติเป็นประมุขจะยังคงฝังรากลึกในสังคมไทยต่อไป  ตราบใดที่คนบางตระกูลยังอยากใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนเพื่อทำให้น้องสาวที่หนีคดีได้กลับบ้านเกิด ตราบใดที่คนบางตระกูลยอมเพิกเฉยต่อหน้าที่การจ่ายภาษีในฐานะพลเมืองไทยเพียงเพราะสนใจแต่ผลประโยชน์ของครอบครัว และตราบใดที่คนบางตระกูลมีลูกที่สนใจหน้าที่ของความเป็น ‘ลูกสาว’ มากกว่าหน้าที่ของ ‘นายกรัฐมนตรี’

ระบอบวงศาคณาธิปไตยจะยังคงอยู่ต่อไปเช่นนั้นเหมือนที่เคยเป็นมา


บรรณานุกรม

มติชนออนไลน์. (2568). สรรพากรแจงนายกอิ๊งค์ ออกตั๋ว P/N ซื้อขายหุ้น 4.4 พันล้านบาท ไม่ถือว่าเลี่ยงภาษี. สืบค้นจาก https://www.matichon.co.th/politics/news_5108663

ประชาชาติ. (2566). “ย้อนตำนานครอบครัวชินวัตรขายหุ้น “ชินคอร์ป” 7.3 หมื่นล้าน จุดชนวน “ทักษิณ” พลัดถิ่น”.  สืบค้นจาก https://www.prachachat.net/finance/news-1376078

ประชาชาติ. (2568). วิโรจน์อภิปรายนายกฯ ออกตั๋ว PN เลี่ยงภาษี 9 ปี รวม 218 ล้าน. สืบค้นจาก https://www.prachachat.net/politics/news-1778650

ไทยพับลิก้า. (2562). ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ‘เบญจา หลุยเจริญ’ คดีวินิจฉัยภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ 2 ปี. สืบค้นจาก https://thaipublica.org/2019/12/benja-louischaroen-shin-corp-25-12-2562/

ไทยรัฐมันนี่. (2568). “ตั๋ว P/N” คืออะไร เป็นเครื่องมือการเงิน เลี่ยงภาษีจริงหรือ?. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2848982

MGR Online. (2549). “อาจารย์มธ.ฟันธงดีลชิน ฉีกกฎหมาย-ใช้กลโกง”. สืบค้นจาก https://mgronline.com/daily/detail/9490000022287

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
2
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Society

Articles

ความเลวร้ายเกิดขึ้น เมื่อมนุษย์เลือกที่จะหยุด ‘คิด’

เรื่อง: สิทธิเดช สายพัทลุง ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในเกมแนว MOBA ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องสิ่งปลูกสร้างของทีมตัวเองและทำลายสิ่งปลูกสร้างของทีมอีกฝ่าย เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเล็กน้อยจนไม่ส่งผลกระทบอะไร หรืออาจใหญ่โตถึงขนาดทำให้แพ้ได้เลย และยิ่งถ้าความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความผิดพลาดของเรา มันมักจะต้องตามมาด้วยถ้อยคำก่นด่าที่จะเด้งขึ้นมาตรงมุมของจออยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าส่งมาจากใครสักคนในหมู่เพื่อนร่วมทีมที่เหลือ ...

Articles

อำนาจที่ 4 และรัฐธรรมนูญที่ถูกแช่แข็ง

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ผลการออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการ ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 4 มีนาคม ระบุว่า มีประชาชนถึง 21,621,638 ...

Articles

“สงกรานต์” แสนแพง: เมื่อรัฐเอื้อทุนพลังงาน แก้วิกฤตด้วยการสงเคราะห์

เรื่อง: ธาวิน กิตติพงศ์พิทยา ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา “สงกรานต์” ควรเป็นช่วงเวลาที่คนบ้านไกลได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวอันเป็นที่รัก ทว่าปีนี้กลับเป็นปีที่หลายคนคิดหนัก คนที่เคยกลับก็ชั่งใจ ส่วนคนที่มีสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวยยิ่งชั่งใจกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ทุนในการเดินทางและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ...

Articles

เปลี่ยนจาก ‘สาดน้ำ’ เป็น ‘อ้อมกอด’: คืนความเรียบง่ายให้สงกรานต์ยุคน้ำมันแพง

เรื่อง: ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา สงกรานต์ปีนี้ คิดยังไงก็คงไม่สนุกสุดเหวี่ยงแบบตัวเปียกทุกพื้นที่ที่น้ำเข้าถึง ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ หรืออำเภอใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดที่มีการจัดงานคงไม่เห็นความแตกต่างจากทุกปีมากนัก แต่พอไม่ใช่เมืองใหญ่ การเล่นน้ำสงกรานต์อาจจะเหลือแค่การรอสาดน้ำประแป้งคนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านตัวเองแบบเหงา ๆ ...

Articles

ในวันที่ระเบียบโลกสั่นคลอน ระเบียบไทยกลับเข้าสู่จุดเดิม

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเผชิญกับภาวะสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจ ประเทศไทย — จากชัยชนะการเลือกตั้งของภูมิใจไทย — กลับแสดงปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะเลือกเส้นทางที่ย้อนกลับไปสู่ ‘จุดเดิม’ อีกครั้ง ชัยชนะของภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งในสภาถึง ...

Art & Culture

ตีตั๋วทัวร์งานศพไปกับหนังสือ จากดับสูญสู่นิรันดร์

เรื่อง: รณรต วงษ์ผักเบี้ย ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ‘ตายแล้วไปไหน?’ เป็นคำถามที่มักผุดขึ้นมาในหัว เมื่อผมไปเข้าร่วมงานศพหรือต้องพูดคุยเรื่องความตาย และคำตอบที่ได้คงมีอยู่ไม่กี่แบบ ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก เป็นวิญญาณเร่ร่อนล่องลอยไปมา หรือไม่ไปไหนเลย สูญมลายไปในความว่างเปล่าของความไร้ตัวตน ทว่าเรื่องความตายไม่ได้มีแค่ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย ...

0 %