เขียน: ศิวะ พุ่มอรุณ

นศ.ผู้ใช้บริการแนะขยายและประชาสัมพันธ์ศูนย์ ViVa City ให้มากขึ้น เหตุศูนย์ฯ มีขนาดเล็กและแคบเกินไป อีกทั้งนศ.บางส่วนไม่ทราบการมีอยู่และสถานที่ตั้งของศูนย์ฯ ด้านผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มธ. เผยเคสสุขภาพจิตขาดแคลน เพราะเชื่อว่ารอคิวนานและบุคลากรไม่เพียงพอ เร่งพัฒนาการทำงานเชิงรุกเพิ่มการเข้าถึงบริการ
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต เอ (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. และเป็นผู้เข้ารับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตกับศูนย์ ViVa City (ศูนย์ให้คำปรึกษาและบริการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตนักศึกษามธ.) กล่าวว่า เธอใช้บริการศูนย์ ViVa City มาตั้งแต่ตอนอยู่ชั้นปีที่ 1 การให้บริการโดยภาพรวมถือว่าน่าพอใจ โดยเฉพาะบุคลากรที่ให้บริการอย่างดีเยี่ยม แต่ศูนย์ ViVa City มีขนาดเล็กและแคบเกินไป โดยมีการแบ่งห้องออกเป็นอีก 3-4 ห้อง ซึ่งทำให้ไม่สามารถบรรจุเจ้าหน้าที่เข้าไปในจำนวนมากได้ จึงอยากเสนอให้มีการขยายศูนย์ ViVa City เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาที่ใช้บริการ
เอกล่าวต่อว่า จากการที่เคยพูดคุยกับเพื่อนๆ และรุ่นน้องพบว่า นักศึกษาหลายคนยังไม่ทราบว่ามธ. มีบริการด้านสุขภาพจิต รวมถึงไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน ทั้งยังไม่เคยรับรู้ข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการบอกต่อของนักศึกษาด้วยกันเอง นอกจากนี้ ยังมีกรณีของนักศึกษาบางคนที่ไม่กล้าใช้บริการแม้จะมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะรับรู้ว่าอาจต้องรอนานและบุคลากรไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยจึงควรเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ศูนย์ ViVa City ให้มากขึ้น
เมื่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาการรอพบจิตแพทย์ที่ส่งผลต่อการเข้าใช้บริการ เอกล่าวว่าเธอใช้เวลารอคิวเพื่อพบกับนักจิตวิทยาไม่ถึง 2 วัน แต่อาจต้องรอพบจิตแพทย์ประมาณ 1 สัปดาห์ เนื่องจากมีจิตแพทย์น้อย ทั้งนี้ เธอมองว่าการรอพบจิตแพทย์นานนับสัปดาห์อาจทำให้รู้สึกไม่อยากเข้ารับการรักษา เพราะกว่าจะรวบรวมพลังเพื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษาก็ยากมากแล้ว
ส่วน บี (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. และเป็นผู้รักษาโรคซึมเศร้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า สาเหตุที่เธอไม่เลือกรักษาปัญหาสุขภาพจิตที่มธ. เป็นเพราะระบบการรักษาสุขภาพจิตในมธ.เข้าถึงยากและขาดการประชาสัมพันธ์ ทั้งเธอและนักศึกษาคนอื่นๆ ไม่ทราบว่าศูนย์ Viva City อยู่ตรงไหน และบางคนถึงขั้นไม่ทราบว่ามีบริการรักษาสุขภาพจิตในมธ. นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ Viva City แจ้งกับเธอในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ยังคงมีนักศึกษาที่รอเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตอีกเป็นจำนวนมาก
บีกล่าวต่อว่า หลังจากที่มีโอกาสเข้าไปที่ศูนย์ฯ พบว่าสถานที่ยังมีลักษณะที่แคบ อุดอู้และทึบเกินไป ส่งผลให้เกิดความรู้สึกไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น และก่อให้เกิดความไม่สบายใจ ต่างจากโรงพยาบาลเอกชนที่มีลักษณะปลอดโปร่ง มีแสงเข้า และมีการจัดไฟที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นมากกว่า ซึ่งการมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นส่งผลให้เธอมีความรู้สึกสบายใจ และพร้อมที่จะเล่าปัญหาชีวิตให้ทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ฟังมากขึ้น
ด้าน บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มธ. ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาด้านสุขภาพจิตในมธ. ตอนนี้คือการขาดแคลนเคสเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตของนักศึกษา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในอดีตมีปัญหาเรื่องการรอคิวที่นานจริง ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี รวมถึงเกิดข้อวิจารณ์ว่าบุคลากรไม่เพียงพอและผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ แต่พอมาถึงผู้บริหารชุดปัจจุบัน ถือเป็นชุดแรกๆ ที่มียุทธศาสตร์และการสนับสนุนเรื่องบริการสุขภาพจิตเต็มที่ ทั้งในด้านบุคลากรและด้านการเงิน
บุรชัยกล่าวว่า หากย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ระยะเวลาในการรอเข้าพบนักจิตวิทยาของมธ. เฉลี่ยอยู่ที่ 2 เดือน แต่ในปัจจุบันหากอยากนัดพบนักจิตวิทยาใช้เวลารอขั้นต่ำไม่เกิน 2 วัน ซึ่งสาเหตุที่ใช้เวลาเร็วขึ้นมากเป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่ที่มาให้บริการเพิ่มขึ้น เช่น นักศึกษาฝึกงานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงนักศึกษาฝึกงานจากโรงพยาบาลต่างๆ หากรวมเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตในปัจจุบันทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 40 คน ซึ่งเขามองว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประเทศ
บุรชัยกล่าวต่อว่า ในปัจจุบันมธ. มีนักจิตวิทยาทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นที่ศูนย์ท่าพระจันทร์ 2 คน, ศูนย์รังสิต 3 คน (นักจิตวิทยา 1 คน, นักแนะแนว 2 คน), ศูนย์ลำปาง 2 คน ในขณะที่ศูนย์พัทยาซึ่งมีเพียง 1 คณะ สามารถใช้นักจิตวิทยาจากส่วนกลางได้ รวมถึงยังมี Outsource จากภายนอกอีก โดยส่วนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าที่ทำงานตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งถือว่าไม่นับเป็นอัตรากำลัง เพราะเวลาทำงานไม่แน่นอน ใช้ในกรณีที่เคสล้นเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคือคนที่ฝึกปฏิบัติงานในระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน 11 คน และมีนักศึกษาที่ผ่านการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมาแล้วมารับช่วยเคสอีก 20 คน อีกทั้งกำลังจะมีนักศึกษาที่ต้องเตรียมไปฝึกปฏิบัตงานโรงพยาบาลอีก 22 คน ซึ่งกลุ่มนี้จะให้สัดส่วนบริการน้อยที่สุด และรับเคสในกรณีเบื้องต้นที่ไม่รุนแรง นอกจากนี้ ยังมีจิตแพทย์พาร์ทไทม์จากโรงพยาบาลอื่นที่ศูนย์ ViVa City จำนวน 3 คน โดยจะประจำอยู่ที่ศูนย์ฯ 2-3 วันต่อสัปดาห์ในช่วงเย็น ซึ่งจะใช้เวลารอคิวพบจิตแพทย์ประมาณหนึ่งเดือน
บุรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการพัฒนางานด้านสุขภาพจิตของมธ.เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการให้มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้เข้ารับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตประมาณเดือนละ 300-400 เคส ซึ่งอยู่ในสัดส่วนที่เท่าเดิม ทั้งที่ศักยภาพในการให้บริการด้านสุขภาพจิตของมธ.อยู่ที่ 800 เคสต่อเดือน ตนจึงทำงานเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการพยายามขอความร่วมมือให้นักศึกษาทำแบบประเมินสุขภาพจิตตัวเองในแอปพลิเคชัน TU GREATS ทุกการสอนคาบแรกในแต่ละวิชา เพราะหากผลการประเมินบ่งบอกว่ามีปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อไปผ่านทางอีเมลและโทรศัพท์ แต่ติดปัญหาที่อาจารย์หลายท่านไม่ได้แจ้งนักศึกษาในเรื่องนี้ ทำให้ยอดการประเมินต่ำ และทำให้การทำงานเชิงรุกยังไม่สำเร็จ







