เรื่อง: Mother Mad Grey

ในโลกดิจิทัล สิ่งที่เรียกว่าข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปในวันที่ดาต้าล้นจอ จนหาต้นไม่เจอ หาปลายไม่เห็น เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ข้อมูลแบบแปะๆ ไล่เรียงเหตุการณ์หลั่งไหลเข้าสู่หน้าฟีดอย่างพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่เล่าเรื่องการเกิดขึ้นของเหตุการณ์แบบ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ส่งต่อให้ผู้รับสารแบบพอคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะมีต่างกันอยู่บ้างก็ในระดับความลึกชัดคมที่ตอบโจทย์ของหลักการหมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าวที่ไม่เท่ากัน ถ้าทำได้ดี ก็จะเพิ่มการอธิบายทำไม อย่างไร รวมทั้งให้ทิศทางของการขยายความเนื้อหาที่จะไปต่อเพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ แต่ก็มีอยู่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับประสบการณ์การรับข่าวสารประจำวันของผู้คนในยุคนี้
ในห้องเรียนสอนสื่อเราตั้งข้อสังเกตกันเสมอว่าทุกวันนี้สื่อไทยกำลังให้ความสำคัญกับการนำเสนอ ‘emotion’ มากกว่า ‘information’ ในสังคมที่อุดมไปด้วยการแสดงความคิดเห็นต่อทุกเรื่องรอบตัว เหตุการณ์ที่เร้าความรู้สึกและจุดชนวนทางอารมณ์ได้ย่อมได้รับความสนใจที่มากกว่าตามหลักองค์ประกอบในการวินิจฉัยประเด็นข่าวที่ตำราระบุไว้ อารมณ์เป็นฐานของความสนใจมนุษย์ ผู้คนเชื่อมร้อยกันด้วยเรื่องราวที่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งดีใจ เสียใจ ผิดหวัง สงสาร ตื่นเต้น หรืออารมณ์ด้านลบไม่ว่าจะเป็นความโกรธ เกรี้ยวกราด แค้น อิจฉา ริษยา สมน้ำหน้า ล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้ข่าวนั้นน่าสนใจ และเมื่อการแข่งขันช่วงชิงผู้รับสารมีมากขึ้น การรายงานอารมณ์และรายละเอียดทางอารมณ์จึงกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ดึงสายตาผู้รับสารให้ตอบสนองต่ออารมณ์นั้นได้อย่างทันท่วงที เป็นรูปแบบปฏิสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์ผู้ผลิตได้อย่างดี
ตัดภาพมาที่จุดเน้นอารมณ์ หลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความสูญเสียกลายเป็นเนื้อหาหลักของการนำเสนอข่าวได้มากกว่าสาระของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงและความเศร้าที่สร้างความรู้สึกร่วมในอารมณ์ย่อยได้หลายโมเมนต์ ในยุคที่อะไรก็เป็นคอนเทนต์ได้สังคมให้ความสำคัญกับอารมณ์ร่วมอย่างท่วมท้น พิจารณาถึงเหตุการณ์เด็กนักเรียนกราดยิง คนดังฆ่าตัวตาย ผู้มีชื่อเสียงที่เป็นที่รักเสียชีวิต ฯลฯ เมื่ออารมณ์แซงเนื้อหาจนปรากฏตัวบนข่าวอย่างซ้ำๆ ข้อคำถามเรื่องความเหมาะสม กาลเทศะ และจริยธรรมสื่อ กลายเป็นความรับผิดชอบที่ต้องเรียกร้องเพื่อรักษาสมดุลในนิเวศสื่อสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ จดจำได้ และนำไปใช้ได้ผ่านการแสดงความเห็นข้ามแพลตฟอร์มในยุคที่ข่าวสารท่วมหน้าจอ
ชวนเจาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมของสังคมให้เห็นภาพสักกรณี เมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงและมีผู้เสียชีวิต สิ่งที่ตามมาไม่เคยมีเพียงอารมณ์เศร้าที่จากความสูญเสีย หากแต่ยังมีคำถามมากมายที่สังคมพยายามหาคำตอบให้ได้ในเวลาอันสั้น เกิดอะไรขึ้น ใครทำ ใครเกี่ยวข้อง อะไรคือสาเหตุ สถานะอัพเดทของเหตุการณ์อยู่ตรงไหน และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร ความหนักเบาของข้อมูลวนเวียนอยู่ในกลุ่มข้อคำถามเหล่านี้ ในโลกออนไลน์ เราเจอการรายงานที่เป็นวงจรคุ้นชิน การเล่าเรื่องเพื่อขับเน้นอารมณ์ มีผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายมุมมอง ตั้งโต๊ะวิเคราะห์ ไม่ก็มีนักการเมืองออกแถลงการณ์ เห็นสังคมไว้อาลัย และแวดล้อมไปด้วยสื่อออนไลน์ที่กำลังเมาหมัดกับการแสดงความคิดเห็นอย่างทันที ท่วมท้นและเป็นอิสระไร้ข้อจำกัด
ในช่วงเวลาหนึ่งของเหตุการณ์ เราเห็นความพยายามของสังคมในการ ‘ถอดบทเรียน’ เพื่อทำความเข้าใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และหาทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นอีก แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจต้องตั้งคำถามว่า ตลอดกระบวนการถอดบทเรียนเหล่านั้น เราได้เรียนรู้อะไรจริงๆ หรือไม่ เพราะหลังจากบทสนทนา เวทีเสวนา และข้อเสนอแนะสู่ทางออกทั้งหลายจบลง โศกนาฏกรรมครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอีก พาสังคมกลับเข้าสู่วงจรเดิมที่เป็นภาพวนลูปของการรับรู้ การส่งต่อ และการบริโภคข่าวสารในแบบที่คุ้นเคย ราวกับว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองและจัดการกับปัญหาเหล่านั้น
ในวันที่ทั้งรัฐ สังคม และวิชาชีพสื่อยังคงหาความลงตัวในการกำกับการทำงานของสื่อ การรายงานเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียที่ให้น้ำหนักกับอารมณ์มากกว่าเหตุผลจึงยังคงเกิดขึ้น คำถามสำคัญอาจไม่ได้หยุดเพียงว่าสื่อควรรายงานอะไร แต่สังคมควรต้องเรียนรู้อะไรบ้างจากวิธีที่เรารับรู้และส่งต่อเหตุการณ์เหล่านั้น เพื่อชวนกลับมาถามว่า ในวันที่ทุกคนเป็นสื่อ เราจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเลือกเล่า เลือกเชื่อ และเลือกส่งต่อกันอย่างไรเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด
บทความนี้ขอลองใช้กรณีเหตุการณ์นักเรียนก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนแห่งหนึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาเป็นจุดตั้งต้น เพื่อชวนสำรวจว่า ท่ามกลางการไหลเวียนของข้อมูล ข่าวสาร และอารมณ์ที่เกิดขึ้นรอบเหตุการณ์ เราควรมีบทเรียนอะไรที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันบ้าง ไม่ว่าจะในฐานะผู้ผลิตสารจากวิชาชีพสื่อสารมวลชน หรือในฐานะสื่อบุคคลในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นทั้งผู้รับสาร ผู้ผลิต และผู้ส่งต่อเรื่องราวได้ในเวลาเดียวกัน
ความรุนแรงเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน อย่าไปรีบสรุปแบบม้วนเดียวจบ
เมื่อเกิดเหตุรุนแรง สังคมมักต้องการคำอธิบายแบบ monocausal หรือการหาสาเหตุหลักเพียงหนึ่งเดียว เพราะคำอธิบายที่ง่ายและรวดเร็วช่วยทำให้โลกที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงและความไม่แน่นอนกลับมาดูเป็นระเบียบอีกครั้ง เราจึงอยากหาคำตอบทันทีว่า ใครเป็นคนทำ ไม่ก็รีบสรุปสาเหตุ ผูกเหตุการณ์ทั้งหมดเข้ากับคำอธิบายที่เข้าแบบแผนการเล่าเรื่องในกลุ่มอาชญากรรม เช่น คนร้ายมีความผิดปกติ ครอบครัวมีปัญหา โรงเรียนล้มเหลว สื่อมีส่วนผิด หรือนโยบายมีช่องโหว่ คำอธิบายเหล่านี้อาจมีส่วนจริง แต่เมื่อถูกใช้เป็นคำตอบทั้งหมด ก็ทำให้ความซับซ้อนของชีวิตมนุษย์ถูกย่อให้เหลือเพียงเรื่องเล่าที่เข้าใจง่าย และทำให้รู้สึกว่าเรื่องจะคลี่คลายได้เมื่อพบสาเหตุ เพราะเป็นต้นทางที่ทำให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แต่ในข้อเท็จจริงของความเป็นมนุษย์ ความจริงทางสังคมอาจเล่าไม่ง่ายและซับซ้อนเกินกว่าที่จะสรุปได้แบบตรงไปตรงมา
ความต้องการคำตอบที่ง่ายอาจเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยาของความต้องการความปกติและความปลอดภัย เพราะการเชื่อว่าความรุนแรงเกิดจาก ‘คนผิดปกติ’ หรือ ‘ระบบที่ผิดพลาด’ ทำให้เราสามารถแยกเหตุการณ์นั้นออกจากชีวิตประจำวัน และทำให้รู้สึกว่าโลกยังสามารถควบคุมและป้องกันได้อยู่ แต่ในความเป็นจริง ความรุนแรงมักไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากเป็นผลจากปัจจัยหลายชั้นที่ทับถม ตั้งแต่ปัญหาระดับปัจเจก ความสัมพันธ์ ครอบครัว โรงเรียนและสถาบัน ไปจนถึงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมวิถีชีวิตและความคิดของผู้คน ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน หากเชื่อมโยงและส่งผลต่อกันจนก่อให้เกิดเงื่อนไขที่ทำให้ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้
การทำความเข้าใจความรุนแรงจึงต้องขยับจากคำถามที่ล็อกเป้าไปที่บุคคล เช่น ‘ใครเป็นคนทำ’ ไปสู่คำถามที่กว้างขึ้นว่า ‘มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความรุนแรงนั้นได้บ้าง’ คำถามนี้ไม่ได้ลดทอนความรับผิดชอบของผู้กระทำ แต่เป็นการเอื้อมมือไปลากโครงสร้างและบริบททางสังคมกลับเข้ามาอยู่ในภาพการวิเคราะห์ เพื่อให้การถอดบทเรียนไม่จบลงเพียงการหาคนผิดหรือสาเหตุที่ฟังดูสมเหตุสมผล หากแต่พยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของเหตุการณ์เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะบางครั้งการเรียนรู้ที่แท้จริงอาจเริ่มต้นจากการยอมรับว่าในเหตุการณ์ความรุนแรงอาจไม่มีคำอธิบายไหนที่ง่ายพอที่จะทำให้สังคมกลับมารู้สึกปลอดภัยได้ทันที
สัญญาณเตือนที่อาจมีอยู่แต่ไม่มีใครอ่านออก
การก่อเหตุความรุนแรงในกลุ่มกราดยิงหรือแม้แต่การฆ่าตัวตายจำเป็นต้องกลับไปทำความเข้าใจอดีตที่เกี่ยวข้องของผู้กระทำ พฤติกรรมบางอย่างที่เคยถูกมองข้าม ถูกละเลย คำพูดบางคำที่พูดไปแบบนั้นเองและไม่มีใครคิดว่าจะมีความหมาย หรือความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ทางพฤติกรรมที่อาจปริแตกในช่วงเวลาหนึ่งแต่ยากจะสังเกต ซึ่งหากมองย้อนกลับไปอาจมองเห็นสิ่งที่เรียกว่าสัญญาณความผิดปกติ เป็นสัญญาณเตือนหรือสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชนและสังคมอาจมองข้ามสัญญาณนั้นหรือไม่มีระบบจับความผิดปกติได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ แนวทางป้องกันที่เน้นมิติการปราบปรามอย่างเดียวคงไม่ได้ สิ่งที่ท้าทายกว่าคือการชวนกันมองว่าจะทำอย่างไรที่จะสร้างระบบที่ทำให้ความเปราะบางเล็กๆ หรือการส่งสัญญาณความไม่ปกติที่แผ่วเบาถูกมองเห็นและเจ้าตัวได้รับความช่วยเหลือก่อนที่จะกลายเป็นความสูญเสียขนาดใหญ่ของสังคม
ความใกล้ชิดและการรับฟังกันที่มากพอ อาจเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่สุดหากเราต้องการถอดบทเรียนจากความสูญเสียหรือความขัดแย้งบนฐานของความเข้าใจ เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการมองย้อนกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พยายามทำความเข้าใจว่า เหตุใดสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น การเรียนรู้ร่วมกันจึงไม่ได้เป็นการหาคนผิดเพื่อปิดสตอรี่ แต่คือการพิจารณาเงื่อนไข ความสัมพันธ์และโครงสร้างของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ความสูญเสียเป็นเพียงคอนเทนต์ที่เคลื่อนตัวผ่านมาและผ่านไป แต่กลายเป็นความเข้าใจบางอย่างที่ช่วยให้สังคมมองเห็นว่าจะอยู่ร่วมกันและไม่ทำให้ความผิดพลาดเดิมให้เกิดซ้ำได้อย่างไร
เมื่อสื่อมีส่วนกำหนดความทรงจำร่วมกันของสังคม
ทฤษฎี media framing บอกเราว่าสื่อไม่ได้เลือกว่าจะนำเสนออะไร แต่ยังเลือกด้วยว่าจะทำให้เราเห็นเรื่องนั้นอย่างไร ผ่านการกำหนดประเด็น ภาษา บุคคล เหตุการณ์ และการนำเสนอบริบทแวดล้อม ในขณะที่ข้อเท็จจริงบางส่วนอาจถูกลดทอน ย่นย่อหรือทำให้หลุดจากกรอบกำหนดไป ดังนั้น สิ่งที่สังคมเข้าใจว่าเป็นปัญหา สาเหตุ ผู้กระทำผิด และแนวทางแก้ไขจึงอาจแตกต่างกันตามกรอบที่สื่อเลือกใช้ในการนำเสนอเหตุการณ์เดียวกัน การนำเสนอของสื่อจึงเป็นการประกอบสร้างที่ไม่ได้บอกเราว่าความจริงคืออะไร แต่อธิบายตามอำนาจสื่อว่าความจริงถูกทำให้เห็นและมีความหมายต่อสังคมอย่างไร จึงไม่น่าแปลกใจว่าบางภาพถูกเลือกให้จดจำผ่านการเสนอซ้ำๆ บางเสียงถูกทำให้ดัง บางเสียงถูกทำให้เงียบ บางเรื่องถูกเน้น และหลายๆ ประเด็นก็หายวับไปพร้อมกับข่าวใหม่กว่าที่เกิดขึ้น
การนำเสนอความรุนแรงและความสูญเสียผ่านสื่อจึงเป็นพื้นที่สาธารณะที่ถูกประกอบสร้างและกำหนดความทรงจำร่วมกันของสังคม เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้ถูกเล่าอย่างรอบด้าน หากแต่มาจากสิ่งที่ถูกเลือกเล่าและนำเสนอให้สังคมเห็นจนกลายเป็นภาพจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ส่วนใหญ่มักถูกบอกเล่าผ่านการร้อยเรียงอารมณ์ เช่น ความตกใจ ความกลัว ความเสียใจ ความโกรธเกรี้ยว ฯลฯ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจริยธรรมสื่อในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมจึงมีความสำคัญ เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนให้เราเห็นแล้วว่าเมื่อเหตุการณ์จบและวงจรการรายงานข่าวเสร็จสิ้น ยังมีเหตุและผลหลายอย่างที่รอการอธิบาย ยังฝังอยู่ในความทรงจำ บางครั้งก็หลงเหลือไว้เป็นบาดแผลของความสูญเสีย ความลำบากต่อการเยียวยาความรู้สึก และการคงอยู่ของการเหมารวมหรือตราบาปที่ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องอาจต้องแบกความรู้สึกหนักหนานั้นไว้เพียงลำพัง
มูลค่าของความเศร้ากับการรายงานข่าว
น่าเศร้าที่ต้องพูดย้ำว่า ในวันที่ความสูญเสียกลายเป็นวัตถุดิบของข่าว ความเศร้าไม่ได้จบลงพร้อมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากแต่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ในยุคที่ทุกเรื่องกลายเป็นคอนเทนต์ได้ ความรุนแรง ความเสียใจ และแม้กระทั่งความตายจึงกลายเป็นเนื้อหาที่ผูกติดอยู่กับประเด็นข่าว ภาพเหตุการณ์ความสูญเสีย เรื่องราวของครอบครัว สีหน้าและความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนรายละเอียดส่วนตัวของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ถูกนำกลับมาผลิตซ้ำ เผยแพร่ แชร์ ตัดต่อ และตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่เป็นการหมุนเวียนของความสูญเสียซึ่งมีมูลค่าในการดึงความสนใจ เรื่องราวหนึ่งอาจเริ่มต้นจากข่าวของสำนักข่าว ก่อนถูกนำไปขยายต่อโดยเพจข่าว อินฟลูเอนเซอร์ และพลเมืองชาวเน็ต กลายเป็นความคิดเห็น การตั้งคำถาม การคาดเดา หรือการถกเถียงในหลายทิศทาง แล้วถูกส่งต่อกลับเข้าสู่ระบบนับครั้งไม่ถ้วนผ่านอัลกอริทึม ยิ่งเรื่องราวกระตุ้นอารมณ์ ยิ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจ และยิ่งได้รับความสนใจ ก็ยิ่งถูกผลิตซ้ำมากขึ้น ความเศร้าจึงไม่ได้เป็นเพียงเนื้อหาของข่าวแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ทำให้ข่าวเดินทางต่อไปได้ไกลขึ้น
ความสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า การรายงานความสูญเสียควรทำอย่างไร แต่ชวนพิจารณาเรื่องระบบข่าวที่สังคมกำลังสร้างขึ้นมา เมื่อความเจ็บปวดของคนคนหนึ่งกลายเป็นยอดวิว ยอดแชร์ และ engagement ของคนอีกจำนวนมากได้ การรายงานข่าวจึงต้องเผชิญกับเส้นบางๆ ระหว่างสิทธิของสังคมที่จะรับรู้กับสิทธิของผู้สูญเสียที่จะได้รับการปกป้อง เพราะไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราเข้าถึงได้ควรถูกนำมาเผยแพร่ และไม่ใช่ทุกสิ่งที่ผู้คนอยากรู้จะมีคุณค่ามากพอที่จะแลกด้วยความเป็นส่วนตัวของใครบางคน ในวันที่ความสูญเสียกลายเป็นวัตถุดิบของข่าว สิ่งที่สื่อและทุกคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นสื่อจึงไม่ควรคิดเพียงว่าเรื่องนี้จะถูกแชร์ไปได้ไกลแค่ไหน แต่ควรคิดทบทวนว่าการนำเสนอที่เน้นอารมณ์แบบนี้จำเป็นต่อการทำให้สังคมเข้าใจอะไรมากขึ้นจากเหตุการณ์หรือไม่
ท้ายที่สุดการเรียนรู้จากความสูญเสียควรต้องไปให้ไกลกว่าการผลิตซ้ำที่มองความเศร้า รวมถึงความรู้สึกอื่นๆ เป็นวัตถุดิบของการกระตุ้นอารมณ์ เราต้องทำให้ความเศร้านั้นพาเราไปไกลกว่าความสะเทือนใจ ไปสู่คำถามที่ท้าทายกว่าเดิมว่าในสังคมที่เราแชร์ประสบการณ์ร่วมกันอยู่ มีอะไรบ้างที่เรายังมองไม่เห็น และมีอะไรบ้างที่เรายังไม่ได้เรียนรู้ และนั่นอาจต้องกลับมาเริ่มต้นสร้างสมดุลของการรายงานข่าวกันใหม่และพิจารณาว่าอะไรจะดีกับสังคมมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเราไม่ว่าจะอยู่ในจุดใดในนิเวศสื่อกำลังให้ความสำคัญกับ emotion ที่มากเกิน information จากข้อเท็จจริงที่ได้รับ
วารสารกลับหัว ที่ซุมแซวของเหล่ากูรู (และบางคราวก็กูไม่ค่อยรู) ด้านวารสารศาสตร์ ซึ่งผลัดกันหยิบข่าว กระแส ความเชื่อ และเรื่องรอบตัว มาพลิกซ้าย พลิกขวา กลับหัวดูว่า จริงแค่ไหน และยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง
พบเขาและเธอว์เหล่านี้ได้ทุกวันศุกร์ เที่ยงตรง ที่ Varasarn Press ที่นี่ที่เดียว











