ArticlesLifestyleWritings

ไขรหัสลับ ‘หน้าตั๋วรถเมล์’ เศษกระดาษบ่งชี้ที่แฝงไปด้วยภูมิปัญญา

เรื่องและภาพประกอบ : ชวิน ชองกูเลีย

เมื่อเรานั่งรถเมล์ในกรุงเทพฯ สิ่งที่น่าจะเป็นภาพจำก็คงเป็นระบบ ‘ตั๋ว’ รถเมล์ ทั้งเสียง ‘แก๊บๆ’ ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าให้เตรียมเงินจ่ายค่าโดยสารได้แล้ว พร้อมกับตั๋วม้วนยาวที่มีตัวเลขล้อมอยู่เต็มไปหมดและการฉีกตั๋วอย่างฉับไวที่ดูไปก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าทำไปทำไม

ดูเผินๆ จะไม่ค่อยเห็นประโยชน์อะไรของตั๋วนอกจากจะเป็น ‘เศษกระดาษที่ทำให้โลกร้อนขึ้น’ แต่ที่ผ่านมานั้น เศษกระดาษใบที่ว่าก็คอยเป็นฮีโร่ที่คอยช่วยเหลือผู้โดยสารรถเมล์อยู่หลายต่อหลายครั้งแม้จะลงรถไปแล้ว อีกทั้งเป็นของสะสมที่ผู้คนบางกลุ่มคอยตามหาอยู่อีกด้วย

แล้วมันจะช่วยได้ยังไงในเมื่อแค่เลขบนหน้าตั๋วยังมีแต่ตัวเลขอะไรก็ไม่รู้เลย?

.

ตั๋วใบที่ถืออยู่ บ่งบอกอะไร?

ก่อนจะรู้ว่าตั๋วรถเมล์ช่วยอะไรเราได้ ก็คงต้องรู้ก่อนว่ามันบ่งบอกอะไรได้บ้าง อย่างแรกสุดคือการแยกส่วนประกอบต่างๆ บนหน้าตั๋วรถเมล์ว่าแต่ละจุดมีความหมายอะไรซ่อนอยู่

องค์ประกอบหลักๆ ที่จะพบบนตั๋วรถเมล์จะมีทั้งหมด 6 จุด ได้แก่

  • ตัวเลขบนขอบตั๋ว คือเลขบอก ‘ระยะ’ ที่ผู้โดยสารขึ้น ซึ่งจะมีตัวเลขเรียงกันเริ่มตั้งแต่เลข 1 ไปจนถึงเลขต่างๆ หรืออาจไม่มีเลขเลย ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการรถเมล์รายนั้นๆ แต่จะมีคำว่า ‘ไป’ และ ‘กลับ’ อยู่ที่มุมตั๋วเสมอ
  • โลโก้หรือชื่อผู้ให้บริการรถเมล์ ซึ่งจะพิมพ์เป็นชื่อผู้ให้บริการรถเมล์คันนั้นๆ ยกเว้นระบบ รถเช่า1
  • ตัวเลขระบุ ‘หมวด’ ของตั๋วแต่ละใบว่าถูกพิมพ์ครั้งที่เท่าไร โดยจะมีตั้งแต่เลข 01 ไปจนถึง 99
  • เลขหน้าตั๋ว หรือ เลขม้วนตั๋ว เลขหน้าตั๋วจะมีทั้งหมด 7 หลักสำหรับรถ ขสมก. ทั้งหมด และ 6 หลัก สำหรับผู้ประกอบการเอกชนส่วนใหญ่ โดยเลข 3-4 ตัวหน้าจะระบุม้วนนั้นๆ และเลข 3 ตัวหลังจะเป็นเลขตั๋วเรียงตามลำดับตั๋ว ซึ่งสามารถแบ่งรายละเอียดปลีกย่อยได้อีกตามจำนวนในม้วนตั๋ว เช่น ในตั๋วรถ ขสมก. ซึ่งมีจำนวน 1,000 ใบ ก็จะมีตัวเลขตั้งแต่ xxxx000 จนถึง xxxx999
  • ราคาค่าโดยสาร ระบุราคาที่ขายตั๋วและข้อความ ‘โปรดเก็บไว้ให้ตรวจ’ เพื่อย้ำผู้โดยสารไม่ให้รีบทิ้งตั๋ว เผื่อว่านายตรวจจะขึ้นมาตรวจตั๋ว
  • สีของตั๋ว โดยตั๋วแต่ละราคาของผู้ประกอบการแต่ละรายจะมีสีที่แตกต่างกันเพื่อป้องกันความสับสน

แม้ภาพรวมรายละเอียดบนตั๋วจะมีความหมายคล้ายกันหมด แต่ในบางบริษัทก็อาจจะมีรหัสอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา เช่น เครือ บริษัท กิตติสุนทร จำกัด (สาย 33 ปทุมธานี – เทเวศร์, สาย 1138 ปทุมธานี – รังสิต, ฯลฯ) ที่มีการเพิ่มจุดสังเกตในการแยกรถร้อนและรถแอร์ โดยรถแอร์จะมีตัวอักษร ‘อ’ ติดอยู่บนหน้าตั๋วด้วย

ตั๋วราคา 5 บาท จากรถเมล์สาย 1138 (ด้านซ้าย) และ
ราคา 10 บาท จากรถเมล์สาย 359 (ด้านขวา)
จะสังเกตได้ว่าด้านซ้ายมีตัวอักษร ‘อ’ ติดอยู่ซึ่งหมายความว่าเป็นตั๋วของรถแอร์นั่นเอง

ทั้งนี้ ในการใช้งานจะมีหลักการฉีกตั๋วที่เหมือนกันคือ ‘การฉีกตามระยะที่ถูกกำหนดมาจากตารางค่าโดยสาร’  สมมติว่าขึ้นรถสาย 510 จาก ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไปยังเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รังสิต เราจะได้ตั๋วราคา 17 บาทที่ถูกฉีกคำว่า ‘กลับ’ ออกไปและฉีกที่ช่องตัวเลข 1 มา

ตั๋วราคา 17 บาทคือค่าโดยสารที่เราจ่ายไปตามอัตราที่ถูกกำหนดไว้ ส่วนการฉีกคำว่า ‘กลับ’ ออกไปก็เพื่อสื่อว่าเรากำลังนั่งรถขาไปอยู่จึงต้องฉีกให้เหลือแค่คำว่า ‘ไป’ ส่วนเลข 1 ที่ถูกฉีกเข้าไปคือสถานที่ๆ เราขึ้น เนื่องจาก ม.ธรรมศาสตร์ คือต้นทางซึ่งอยู่ในระยะช่องแรกสุดของสาย 510 โดยตั๋วใบนี้จะสามารถนั่งไปได้ถึง มหาวิทยาลัยรังสิต เพราะถ้าหากนั่งเลยจากจุดที่ว่า ค่าโดยสารจะขึ้นเป็น 19 บาทตามตารางค่าโดยสารนั่นเอง

  1. รถเช่า คือระบบการบริหารรถเมล์ที่เจ้าของอู่หรือ ‘เถ้าแก่’ จะปล่อยให้ใครก็ได้มาเช่ารถของเขาออกไปให้บริการและเก็บเงินเอง (คล้ายกับการเช่าแท็กซี่ขับ) โดยระบบงานแบบนี้จะไม่มีพนักงานประจำ ถ้าหากพนักงานคู่ที่มาเช่า (ทั้งคนขับและกระเป๋ารถเมล์) รถไปสามารถหาผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก กำไรจำนวนนั้นก็จะตกเป็นของพนักงานคู่นั้นเอง เนื่องจากระบบดังกล่าวไม่มีการส่งเงินที่อู่ พนักงานจึงสามารถใช้ตั๋วอะไรก็ได้ในการจำหน่าย

    ข้อเสียของระบบนี้คือเมื่อผู้โดยสารทำของหายบนรถ จะสามารถตามได้ยากเนื่องจากหน้าตั๋วไม่ได้ระบุรายละเอียดใดๆ ปัจจุบันจะพบรถที่ใช้ระบบดังกล่าวได้ในรถมินิบัสและรถร่วมบริการ ขสมก. บางเส้นทาง

    ↩︎

หากของหาย เศษกระดาษใบนี้หาคืนให้ได้ (ถ้าไม่โดนหยิบไปก่อน)

อ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ระบุไว้ว่า ‘ตั๋ว น. บัตรบางอย่างที่แสดงสิทธิของผู้ใช้ เช่น ตั๋วรถ ตั๋วภาพยนตร์. (จ.).’

ในบริบทของรถเมล์ ตั๋วรถเมล์ก็เป็นสิ่งแสดงสิทธิของผู้ใช้รถเมล์คนนั้นเช่นกัน ในการนั่งรถเมล์ปกติ ตั๋วอาจจะไม่จำเป็นมากนัก แต่เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง คือการ ‘ลืมของ’ บนรถ สิ่งที่จะช่วยบ่งบอกรถคันที่นั่ง เวลาที่ขึ้น รวมไปถึงสถานที่ที่ขึ้นรถได้ นอกจากกล้องวงจรปิดและความทรงจำของผู้ใช้บริการ ก็คงไม่พ้นตั๋วใบที่เราได้รับจากพนักงานเก็บค่าโดยสารหลังจากจ่ายเงินนี้เอง

ในการตามหาของหาย หลังจากที่เราติดต่อผู้ให้บริการรถเมล์ได้แล้ว ข้อมูลพื้นฐานที่เขาต้องรู้จากผู้โดยสารก่อนจะช่วยตามหาของได้ก็คือ เวลาและรถคันที่ผู้โดยสารขึ้นและลืมของไว้ แต่ถ้าจะต้องมานั่งจำเลขรถเรียงคันในสายที่มีรถกว่า 20-30 คัน ก็คงไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลสักเท่าไร การใช้ข้อมูลที่มีอยู่หน้าตั๋วจึงเปรียบเสมือนทางลัดสำหรับการตามหาของหายได้เลย

ถามว่าข้อมูลหน้าตั๋วที่มองไปก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าจะสื่ออะไรเหล่านี้ จะแปลความหมายเป็นข้อมูลผู้โดยสารได้อย่างไร ก็จริงอยู่ที่ลำพังมีแค่ตั๋วคงช่วยผู้โดยสารตามหารถคันที่ขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าหากนำตั๋วไปเทียบกับ ‘ในทำงาน พกส.’ หรือ ‘ใบเที่ยว’ ซึ่งเป็นเอกสารบันทึกที่อยู่ติดตัวพนักงานเก็บค่าโดยสารตลอดการทำงานทั้งวัน ก็จะเห็นทางสว่างได้

ใบเที่ยวที่ว่านี้คือเอกสารที่ระบุข้อมูลเลขหน้าตั๋วทั้งหมดที่ พกส. คนนั้นมีและขายไปแต่ละเที่ยววิ่ง โดยจะเริ่มบันทึกจากหน้าตั๋วใบแรกในม้วน ณ เวลาที่ออกจากต้นทางและหลังจากวิ่งครบ 1 เที่ยววิ่ง มันจึงสามารถบอกทั้งจำนวนเงินที่ได้รับและจำนวนตั๋วที่ขายได้ในเที่ยววิ่งนั้นๆ ด้วยลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนเมื่อต้องยืนยันว่าผู้โดยสารคนนั้นๆ นั่งรถเที่ยวไหน คันใดไป เราจึงสามารถย้อนดูได้ผ่านใบทำงานใบนี้

นอกจากจะใช้ประโยชน์หลังจากลงรถแล้ว ระหว่างการเดินทางบนรถเองก็อาจมีเซอร์ไพรส์จาก ‘นายตรวจ’ ที่ทำให้ผู้โดยสารต้องรีบควานหาตั๋วที่ได้มาตอนขึ้นรถเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียค่าโดยสารซ้ำหรือเกิดปัญหาใด

นายตรวจที่ว่านี้ คือผู้ที่ทำหน้าที่คอยตรวจสอบความเรียบร้อยบนรถในเส้นทาง โดยใช้วิธีสุ่มตรวจบนรถและคอยตรวจตราทั้งความเรียบร้อยของพนักงานและตรวจตั๋วของผู้โดยสารว่ามีผู้โดยสารคนไหนที่แอบขึ้นรถโดยไม่จ่ายค่าโดยสารหรือไม่ รวมถึงตรวจว่ามีตั๋วแปลกปลอมอยู่ในมือผู้โดยสารคนไหนด้วยหรือไม่เช่นกัน ซึ่งถ้าหากผู้โดยสารไม่สามารถหาตั๋วที่เลขหน้าตั๋วตรงกับพนักงานเก็บค่าโดยสารได้ ก็มีความหมายโดยนัยว่าผู้โดยสารคนนั้นไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร ทำให้ต้องเสียเงินซื้อตั๋วใหม่
แต่ที่จริงการตรวจตั๋วก็ไม่ได้เข้มงวดถึงขั้นว่าถ้าเลขไม่ถูกต้องแล้วจะต้องเสียค่าโดยสารใหม่เสมอไป เพราะบางครั้งก็อาจมีเรื่องไม่โปร่งใสที่เกิดจากตั๋วรถเมล์อยู่เช่นกัน

ถ้าหากตั๋วที่ได้รับมามีสัดส่วนที่ผิดแปลก สภาพที่ทรุดโทรมจนไม่น่าจะเป็นตั๋วใหม่ หรือตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับเลขหน้าตั๋วที่พนักงานเก็บค่าโดยสารกำลังขายอยู่ทั้งๆ ที่ตั๋วใบนั้นพนักงานเป็นคนให้กับมือแท้ๆ ก็หมายความว่ามีการทุจริตกับตั๋วรถเมล์เกิดขึ้น และนั่นจะส่งผลให้หลักการเทียบตั๋วในการตามหาของหายที่กล่าวมาทั้งหมดไม่สามารถใช้ได้จริงทันที เพราะคุณถูกโกงแล้ว…

เพราะดูตั๋วเป็น จึง ‘จับช้าง’ ได้

หลังจากที่ทิ้งความสงสัยไว้ในหัวข้อก่อนหน้าถึงการทุจริตตั๋วรถเมล์ จึงอยากชวนทำความรู้จักกลไกการทุจริตตั๋วรถเมล์ หรือที่เรียกติดปากว่า ‘ตั๋วช้าง’

ในภาษารถเมล์ ตั๋วช้าง เป็นคำนามมีความหมายสื่อถึงการทุจริตในการขายตั๋วของพนักงานเก็บค่าโดยสาร ซึ่งเป็นการทำให้ยอดขายหน้าตั๋วไม่ตรงตามจำนวนผู้โดยสารที่ขายตั๋วได้จริงเพื่อยักยอกส่วนต่างไว้เอง โดยถ้าหากเป็นคำกริยาจะใช้คำว่า ‘ช้างตั๋ว’

ที่มาของคำว่า ‘ตั๋วช้าง’ ที่เป็นภาษารถเมล์ไม่มีที่มาบันทึกไว้ชัดเจน แต่ก็มีความคล้ายคลึงกับ ‘ตั๋วช้าง’ ที่เคยเป็นกระแสในช่วงปี พ.ศ.2564 จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาของ รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ซึ่งแม้ความหมายของคำจะมี 2 บริบทแต่ต่างก็สื่อถึงการทุจริตเหมือนกัน

ในการเก็บค่าโดยสาร  พกส. จะต้องนำเงินที่ได้รับจากผู้โดยสารทั้งหมดส่งไปยังห้องการเงินที่อู่รถเมล์ตามสังกัดของรถเมล์แต่ละสายตามจำนวนราคาตั๋วทั้งหมดที่ขายได้บนรถ แต่ในการขายตั๋วนี้ก็มี พกส. บางคนที่ ‘ฉวยโอกาส’ หลากวิธีไม่ว่าจะเป็น

  • นำตั๋วใบที่อาจจะถูกผู้โดยสารคนก่อนหน้าทิ้งไว้บนรถมาขายใหม่
  • ฉีกตั๋ว 1 ใบอย่างละครึ่งหนึ่งเพื่อให้ตั๋วใบเดียวมีผู้โดยสารถืออยู่ถึง 2 คน
  • จ่ายค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสาร 2 คน แต่ฉีกให้ใบเดียว
  • ขายตั๋วนอก หรือการนำตั๋วผู้ให้บริการรายอื่นมาขายบนรถของผู้ให้บริการอีกรายหนึ่ง (ยกเว้นรถเช่าที่สามารถใช้ตั๋วแบบใดก็ได้)

และกลโกงอีกมากมาย…ขึ้นอยู่กับความสร้างสรรค์ของผู้ทุจริต

ภาพประกอบ : https://web.facebook.com/groups/bangkokbusclubcafe/permalink/2852433791436935/

การกระทำในลักษณะนี้คือการทำให้จำนวนตั๋วที่ถูกขายในใบเที่ยวมีน้อยกว่าจำนวนที่ถูกขายไปจริงๆ เนื่องจากในระหว่างที่ พกส. กำลังขายตั๋วอยู่ มีตั๋วปลอมถูกขายออกไปด้วยตามกลวิธีต่างๆ ในระหว่างที่ พกส. ฉีกตั๋วด้วยความเร็วที่อาจจับสังเกตไม่ทัน

เพื่อให้เห็นภาพความเสียหายมากขึ้น สมมติว่าถ้าหากบนรถเมล์ 1 วันมีผู้โดยสารขึ้นทั้งหมด 500 คน ค่าโดยสารคนละ 8 บาท แต่พนักงานเก็บค่าโดยสารขายตั๋วจริงออกไป 495 ใบและอีก 5 ใบเป็นตั๋วนอกหรือตั๋วเก่าใช้ใหม่ หมายความว่าจะมีเงินถูกส่งเข้าห้องการเงินเพียง 3,960 บาท แทนที่จะเป็น 4,000 บาท และอีก 40 บาทนั้นคือเงินส่วนต่างที่พนักงานเก็บค่าโดยสารคนนั้นยักยอกไปได้ ใน 1 วัน ที่แม้อาจเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่ถ้าหาก พกส. คนนั้นทำแบบเดิมทุกวันๆ ก็อาจเป็นวิธีรวยทางลัดที่ส่งผลให้ผู้ให้บริการรายนั้นๆ สูญเสียรายได้ไปไม่น้อยเลย

ด้วยค่าความเสียหายนี้ การช้างตั๋วจึงมีโทษถึงขั้น ‘ไล่ออก’ จากการทำงานและดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ถ้าจะตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง ผู้โดยสารในฐานะคนที่ซื้อตั๋วจาก พกส. อย่างเราจะมีวิธีสังเกตเบื้องต้นหรือไม่

คำตอบคือ ‘มี’

โดยปกติ ตั๋วช้างมักมีรูปแบบผิดแปลกจากตั๋วปกติ เช่น มีสภาพเก่ากว่าตั๋วปกติ มีเพียงครึ่งใบและมักเห็นตัวเลขหน้าตั๋วไม่ชัดเจน ถ้าหากได้ตั๋วรูปแบบดังกล่าวมา สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการทักท้วง พกส.  หรือในผู้ให้บริการรถเมล์บางราย การ ‘จับช้าง’ ก็มีเงินรางวัลนำจับให้ผู้โดยสารด้วยเช่นกัน

แม้ปัจจุบันการช้างตั๋วจะมีโทษถึงไล่ออกและดำเนินคดี รวมถึงยังมีนายตรวจคอยสุ่มตรวจอยู่เป็นระยะ แต่ด้วยปัจจัยบางอย่างที่ไม่ทราบได้ว่าเป็นเรื่องความคุ้มค่าที่จะยอมเสี่ยง หรือความซับซ้อนของระบบตั๋วรถเมล์ไทย กรณีเหล่านี้จึงยังคงถูกพบเรื่อยๆ ทำให้สุดท้ายแล้วผู้โดยสารเองต้องเป็นฝ่ายปกป้องสิทธิ์ของตัวเองอยู่

อีกบทบาทในฐานะสิ่งที่ (เคย) น่าค้นหา

แม้จะไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าระบบตั๋วม้วนเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อไร แต่สิ่งเหล่านี้นอกจากจะคอยช่วยเหลือผู้โดยสารบนรถเมล์แล้ว ตั๋วรูปแบบนี้ยังเป็นของสะสมในหมู่คนชอบรถเมล์ รวมไปถึงนักสะสมอีกด้วย ด้วยลวดลายและความหลากหลาย ทำให้เกิดการตามหาและสะสมมากขึ้น โดยความหลากหลายที่ว่านี้คงเป็นเพราะระบบตั๋วม้วนไม่ได้มีใช้งานแค่เฉพาะกับรถเมล์กรุงเทพฯ แต่รวมถึงรถเมล์ต่างจังหวัด และลงน้ำไปถึงแม้กระทั่ง ‘เรือด่วน’ ที่วิ่งอยู่บนแม่น้ำเจ้าพระยา

ตั๋วม้วนในระบบขนส่งรูปแบบอื่นๆ ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา, บริษัท ขนส่ง จำกัด, รถสองแถวใน จ.พิษณุโลก (เรียงจากซ้ายไปขวา)

ถ้าหากย้อนกลับไปในช่วงก่อนปี พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รถเมล์กรุงเทพฯ ยังมีเพียง ขสมก. และบริษัทรถร่วมบริการ ขสมก. รายเล็กรายน้อยมากมาย ส่งผลให้ตั๋วรถเมล์ในเวลานั้นมีหลากหลายรูปแบบให้สะสม และทำให้การตามขึ้นรถเมล์แต่ละคัน แต่ละสาย เป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับนักสะสมมากพอสมควร (รวมถึงผู้เขียน ณ เวลานั้น) กระทั่งทำให้บางคนเกิดสนใจในรถเมล์ขึ้นมา

ตัวอย่างตั๋วที่ไม่สามารถหาได้ในปัจจุบันแล้วโดยมีทั้งผู้ให้บริการที่ปิดกิจการไปแล้วและผู้ให้บริการที่เปลี่ยนรูแบบหรือราคาตั๋วทำให้ไม่สามารถหาได้อีกในปัจจุบัน

ปัจจุบันแม้ความหลากหลายของตั๋วรถเมล์จะตายจากไปพร้อมกับผู้ให้บริการรถเมล์รายย่อยต่างๆ ที่ถูกแทนที่ด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง สมาร์ทบัส และไทยสมายล์บัส ตามลำดับ จนตั๋วรถเมล์อาจไม่ได้มีความสนุกในการตามเก็บสะสมเท่าเดิม แต่ในอีกแง่หนึ่ง รถเมล์กรุงเทพฯ ก็ไม่มีผู้ให้บริการที่กระจัดกระจายจนติดต่อลำบาก ควบคุมมาตรฐานได้ยากอีกต่อไป

ตั๋วแบบเดิม ในวันที่เริ่มหายไป

แม้ตั๋วรถเมล์แบบเดิมจะมีความเอกลักษณ์โดดเด่นและน่าค้นหา แต่สุดท้ายเมื่อเวลาเปลี่ยนไป มันเองก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาเช่นกัน

ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการรถเมล์มีจำนวนน้อยลงไปมาก ถ้าหากนับเฉพาะผู้ให้บริการที่ได้ให้บริการต่อไปตามโครงการปฏิรูปรถเมล์ที่มีการเปลี่ยนเส้นทาง และเปลี่ยนเลขสายอยู่ในช่วงนี้ ก็เหลือเพียง ขสมก. เครือไทยสมายล์บัส และบริษัทเอกชนรายย่อยอีก 5 บริษัทเท่านั้น จากเดิมที่เคยมีผู้ให้บริการรายย่อยรวมกันร่วม 50 บริษัท ซึ่งในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของผู้ให้บริการนี้ ผู้ให้บริการรถเมล์ที่เหลืออยู่บางรายก็เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีในการขายตั๋วมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้กระบอกตั๋วคู่กับตั๋วม้วนที่ต้องแกะความหมายต่างๆ ก็กลายเป็นสลิปที่ระบุรายละเอียดการจ่ายเงินที่เข้าใจง่ายขึ้น มีการระบุถึงหมายเลขรถและเวลาขึ้นรถที่ช่วยให้เข้าใจสิ่งที่อยู่บนหน้าตั๋วอย่างชัดเจน

ตั๋วรูปแบบสลิปที่เริ่มมีการนำมาใช้ในรถเมล์เอกชน รวมถึงเรือด่วนเจ้าพระยา (ซ้ายล่าง)

รวมถึงกระแสสังคมในปัจจุบันที่หันมาลดขยะและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรกว่า ตั๋วรถเมล์ ดูเผินๆ ก็เหมือนกับ ‘เศษกระดาษที่ทำให้โลกร้อนขึ้น’ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั๋วรถเมล์เองเมื่อหมดประโยชน์แล้วก็เป็นเศษขยะชิ้นหนึ่ง ในปัจจุบันจึงเริ่มมีตั๋วรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

บัตร Co-Brand

บัตรเดบิตที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ขสมก. และธนาคารกรุงไทย โดยมีทั้งรูปแบบของบัตรเงินสดและรูปแบบของตั๋วล่วงหน้า หรือที่เรียกติดปากว่า ‘ตั๋วสัปดาห์’ หรือ ‘ตั๋วเดือน’ ตามการใช้งานที่เป็นลักษณะเหมาเที่ยวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็มาแทนที่ตั๋วล่วงหน้าแบบกระดาษเดิมที่ต้องซื้อใบใหม่ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเช่นกัน

นอกจากนี้ปัจจุบันบนรถ ขสมก. เองยังสามารถจ่ายค่าโดยสารด้วยบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตที่มีสัญลักษณ์ Paywave หรือสัญลักษณ์คลื่นบนบัตรได้อีกด้วย

บัตร HOP Card

บัตรเติมเงินของเครือไทยสมายล์บัสที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น TSB Go Plus (แอปพลิเคชั่นสำหรับติดตามตำแหน่งรถเมล์ของทางบริษัท) เพื่อเช็คประวัติการใช้งานได้ และยังมีโปรโมชั่น Daily Max Fare ที่เมื่อจ่ายค่าโดยสารครบ 40 บาทในแต่ละวันแล้วบัตรจะไม่ตัดเงินเพิ่มอีกทำให้สามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ในงบเพียง 40 บาท (แต่ต้องนั่งรถของเครือไทยสมายล์บัสเท่านั้น)

ภาพประกอบจาก : https://shopee.co.th/HOP-Card-บัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์แบบเติมเงิน-(ในบัตรมีมูลค่า-40-บาท)-i.1059543248.22078285293?sp_atk=d71e4cb2-5d76-4c5d-9b7c-26f737e977fa&xptdk=d71e4cb2-5d76-4c5d-9b7c-26f737e977fa

.

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระค่าโดยสารให้มีทางเลือกมากขึ้นตามสภาพสังคมที่มีการใช้เงินสดน้อยลง (แม้ว่าแนวคิดตั๋วร่วมที่มีอยู่จะยังไม่เกิดขึ้นจริงสักที) จากเดิมที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพกเงินสดเพื่อแลกกับตั๋วม้วนที่เป็นวิธีขายตั๋วโดยสารเพียงวิธีเดียว หรือแม้ใช้เงินสดอยู่ก็ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบตั๋ว จนทำให้ตั๋วม้วนถูกลดบทบาทและจำนวนลงไป

สุดท้ายแล้ว แม้ตั๋วม้วนแบบดั้งเดิมจะทยอยหายไปเรื่อยๆ แต่มันก็เคยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของรถเมล์ไทยที่ครั้งหนึ่งเคยมีรูปแบบให้ตามสะสมกันอย่างหลากหลาย และในมุมหนึ่งมันก็สะท้อนภูมิปัญญาของผู้ให้บริการรถเมล์ที่ใช้ระบุข้อมูลของผู้โดยสารและยังช่วยนำพาของที่ถูกลืมไว้กลับสู่มือเจ้าของมาเป็นเวลายาวนานจนไม่รู้จุดเริ่มต้นด้วย

อ้างอิง

ตั๋วรถเมล์ ของหายที่อาจได้คืน เพียงแค่เก็บไว้!!
https://baboonhub.com/bus-ticket/

กระเป๋ารถเมล์โกงค่าตั๋ว ตรวจสอบยาก อายฟลีต ช่วยคุณได้
https://eyefleet.co/employee-cheating-on-bus-tickets/

ว่าด้วยเรื่อง #ตั๋วช้าง ในวงการรถเมล์
https://www.facebook.com/bangkokbusclubpage/posts/pfbid023jvwyXF6a7Xa3uLnm5YHFLkYpT7Eerw9hpcPFLJHocJAXCWkxVyq8nU94Z3Vxhtgl

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
5
Love รักเลย
1
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

การประกันคุณภาพการศึกษา: ดาบสองคมวงการศึกษาไทย?

เรื่อง: Sophia ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ “เอกสารประกันคุณภาพหลักสูตรเสร็จกันหรือยัง?” “ยังไม่เสร็จเลย เหลืออีกนิดหน่อย” “เราต้องรีบกันแล้วนะ อาทิตย์หน้า คณะกรรมการจะมาตรวจแล้ว” บทสนทนาข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในแวดวงการศึกษาทุกระดับทั่วประเทศน่าจะคุ้นชินกัน เราต่างคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “ตัวบ่งชี้” และ ...

Articles

การเหมารวมและอคติ ไม่ดีแต่ทำไมยังมี…กระทั่งในใจเรา

เขียน ธีรภัทร กมล กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ ธีรภัทร กมล การเหยียด การมีอคติ การเหมารวม คำที่เห็นในอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีการพูดถึงประเด็นความแตกต่าง ไม่ว่าจะเพศ เชื้อชาติ ...

Articles

หมดยุคดัน ‘ลูกรักค่าย’ ส่องโมเดลธุรกิจใหม่ ที่เน้นกระจายโอกาสมากกว่าผูกขาดความดัง 

เขียน สุตาภัทร มาลาพร กราฟิก สุตาภัทร มาลาพร ภายใต้แสงไฟสาดส่อง รอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่พร้อมเพรียงบนเวที อุตสาหกรรมไอดอลไม่ว่าจะเป็นฝั่ง K-Pop ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก หรือ T-Pop ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ...

Articles

ข่าวจริงแล้วไง จะเอาอะไรอีกจ๊ะ

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่วงสัปดาห์ก่อน ระหว่างไถฟีดโซเชียลฯ ผมบังเอิญได้อ่านข่าวของเหตุการณ์เดียวกันสองชิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พาดหัวกลับฉายภาพเบื้องต้นของเหตุการณ์ต่างกัน ชิ้นแรกมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดีปลาหมอคางดำและคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนาน ส่วนชิ้นที่สองมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม ผมเปิดเข้าไปอ่านทั้งคู่ แล้วพบว่าข้อเท็จจริงในข่าวก็ไม่ได้ขัดกัน ทั้งสองชิ้นรายงานว่าศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ...

Articles

‘เจอร์ซีย์’ จากเสื้อกีฬา สู่แฟชั่นมหาลัย

เขียน วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่กำลังนอนไถฟีดอย่างสบายใจ กลับมีโพสต์หนึ่งเด้งขึ้นมา เป็นโพสต์การขายเสื้อที่มาพร้อมความวาบหวิวกระแทกตา (รูปผู้ชายถอดเสื้อ) มากกว่าจะโชว์คอลเล็กชันเสื้อใหม่ ด้วยความแปลกใจ เลยเลื่อนดูตั้งแต่ต้นจนจบ ก็พอจะรู้ได้ว่า อ๋อ ...

Articles

สภาวะของกรงขัง เรือนจำ และการป้องกันโลกภายนอก

เรื่อง: .JPEG ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้เดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับได้ขบคิดประเด็นสำคัญว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องอยู่ในกรงขังไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เนื่องมาจากว่าสัตว์จำนวนมากได้รับการช่วยเหลือมาจากขบวนการลักลอบขนสัตว์ป่า และไม่สามารถปล่อยตัวไปสู่ป่าใดๆ ในประเทศไทยได้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่การไม่สามารถปล่อยตัวคืนสู่ป่าใดในประเทศไทยได้ เป็นไปเนื่องจากสัตว์ป่าเหล่านี้ ...

0 %