ArticlesLifestyleWritings

‘นักชิมมืออาชีพ’ ผู้อยู่เบื้องหลังทุกความอร่อย

เรื่องและภาพประกอบ : พนิดา ช่างทอง

ผู้เขียนและคนส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกับอาชีพ ‘นักชิมอาหาร’ หรือ ‘นักวิจารณ์อาหาร’ ในภาพของ Food Critic อาชีพในฝันของผู้ที่ชื่นชอบการกิน แต่สำหรับ ‘นักชิมมืออาชีพ’ หรือ ‘ผู้ทดสอบผลิตภัณฑ์’ ในภาคอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแล้ว หลายคนอาจไม่รู้จักและคิดว่าเป็นอาชีพไกลตัว ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะทุกผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะหมวด ‘อาหาร’ ที่เรารับประทานนั้น ได้ผ่านการลิ้มรสและปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบก่อนจะมาถึงมือผู้บริโภคอย่างพวกเรา

เพื่อทำความรู้จักกับอาชีพนักชิมมืออาชีพให้มากขึ้น เราจึงมาพูดคุยกับ พี่หลิน – กติกา ลี  นักชิมมืออาชีพจากโครงการนักชิมธรรมศาสตร์รุ่นแรก และ พี่บอส-สุทธินัย กล่ำสกุล นักวิจัยภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร พ่วงด้วยตำแหน่งนักชิมมืออาชีพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

.

‘นักชิม’ กับ ‘นักวิจารณ์อาหาร’

อาชีพ ‘นักวิจารณ์อาหาร’ นอกจากจะเป็นคนที่ชิมและรีวิวอาหารจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุดิบ กรรมวิธีการปรุง รวมถึงวัฒนธรรมและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องสถานที่ต้นกำเนิดอาหารนั้นๆ ด้วย ในขณะที่นักชิมมืออาชีพนั้น คุณลักษณะพิเศษคือจะต้องมีทักษะในการแยกการรับรู้ทางประสาทสัมผัสต่างๆ เพื่อประเมินคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงตามจุดประสงค์ของการวิจัยที่จัดขึ้นโดยผู้ประกอบการหรือเจ้าของงานวิจัย

“นักวิจารณ์อาหาร เป็นคนที่เข้าไปชิมอาหารแล้วให้คำวิจารณ์คำรีวิว และให้คะแนน ให้ดาว โดยเขาอาจจะใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปด้วย ซึ่งการใส่ความรู้สึกก็อาจมาทั้งจากความเป็นเหตุผลหรือความชอบของเขาเพียงคนเดียวก็ได้ แต่ในมุมของนักชิม นักชิมจะทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ซึ่งเจ้าของวิจัยอาจเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือนักวิจัยอาหารอย่างพี่ก็ได้” พี่บอสอธิบาย

.

แล้วงานวิจัยที่ว่ามีอะไรบ้าง?

“มีทั้งให้ประเมินความชอบ และประเมินรายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้า เช่น ถ้านักชิมต้องมาประเมินความชอบ คนหนึ่งชอบกินอเมริกาโน่ อีกคนชอบกินกาแฟนม คนสองคนมาเทสต์ผลิตภัณฑ์เดียวกัน เราก็จะให้ความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ มันจะส่งผลคือ หนึ่ง ทำให้คนที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งจากมุมของคนที่ชอบคนกินกาแฟนมและไม่ใส่นม สอง มันจะนำไปสู่ตรงกลางระหว่างคนสองกลุ่มได้ คือเจ้าของผลิตภัณฑ์จะสามารถปรับปรุงเพื่อตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ได้ เช่น เขาอาจจะบอกว่า กาแฟนี้ใส่นมเพิ่มเพื่อให้มันละมุนขึ้นดีไหม แต่ถ้าเป็นนักวิจารณ์คนที่ชอบกาแฟไม่ใส่นมอาจจะบอกว่าโอเคแล้ว แต่อยากให้รสเข้มเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แสดงว่าผลนี้สามารถตอบโจทย์คนได้เฉพาะกลุ่ม แต่ถ้าเป็นนักชิมก็จะสามารถแสดงความคิดเห็นจากคนหลายคน เพื่อหาจุดตรงกลาง นำไปสู่การตอบโจทย์คนในวงกว้าง” พี่บอสอธิบายเพิ่มเติม

“นักชิมเราจะทำงานเป็นทีมและทำงานในห้องแล็บ โดยใช้หลักการชิมอาหารเพื่อชิมรส กลิ่น ความนุ่ม ความชุ่มของน้ำในอาหารและเนื้อสัมผัส โดยมีตัวอย่างให้เปรียบเทียบทุกครั้ง และลงผลคะแนนในการประเมิน หากผู้ประกอบการต้องการความคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเติม นักชิมก็จะลงข้อเสนอแนะและความอร่อยที่ท้ายสุดของแบบประเมิน โดยนักชิมไม่ต้องจ่ายค่าอาหารที่ชิม แต่จะได้รับค่าตอบแทน” พี่หลินพูดเสริมถึงความแตกต่างระหว่างนักชิมและนักวิจารณ์

“ส่วนนักวิจารณ์ ทั้งในและต่างประเทศ การทำงานส่วนใหญ่เป็นการลงพื้นที่ตามร้านอาหารเหมือนเป็นการรีวิวอาหาร อาจมีการปลอมตัวเพื่อไปชิมโดยไม่ให้ทางร้าน กุ๊ก หรือเชฟทราบว่าเป็นนักวิจารณ์ อาหารจะอร่อยมากน้อยแค่ไหน หรือไม่อร่อยเลย ส่วนใหญ่มีการลงความคิดเห็นส่วนบุคคลเข้าไปด้วย และนักวิจารณ์อาหารก็ยินดีจ่ายค่าอาหารที่ได้ชิมเอง”

จานอาหารของนักชิม และ จานอาหารของนักวิจารณ์อาหาร
ขอบคุณภาพจาก Photo by Iina Luoto from Pexels: https://www.pexels.com/photo/vegetable-salad-on-white-ceramic-plate-1211887/

.

นักชิมทำงานกันอย่างไร

“เราต้องมาดูก่อนว่าวัตถุประสงค์ของงานวิจัยเราคืออะไร (การประเมินความชอบและ/หรือการประเมินคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์) พอเราทราบวัตถุประสงค์แล้ว สิ่งที่เขาต้องการให้ความสำคัญคือคุณลักษณะไหนในผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น กาแฟ ก็จะเป็นพวกความขม รสเปรี้ยวและกลิ่น ถ้าเขาโฟกัส 3 อันนี้เราต้องแยกให้ออกว่าแต่ละอันดูยังไง” พี่บอสเล่าให้ฟัง

“เมื่อนักชิมได้รับผลิตภัณฑ์มาแล้ว อันดับแรกดูลักษณะ สังเกตว่าคืออะไร มีสีอะไร และลองดมว่ามีกลิ่นอย่างไร หอมหรือไม่ แล้วสัมผัส บางครั้งก็ใช้มือสัมผัส บางครั้งก็ใส่ปากเคี้ยวช้าๆ อย่างมีสติ สิ่งที่เคี้ยวอยู่ในปากรสเป็นอย่างไร ละมุนแค่ไหน ความกลมกล่อมของอาหารเป็นอย่างไร ละลายในปากหรือไม่ เวลาชิมต้องมีสติทุกครั้ง ถ้าการชิมมีหลายรส จะเริ่มจากรสอ่อนจนถึงรสเข้มขึ้นเรื่อยๆ” พี่หลินเสริม

“พอชิมเสร็จเราก็จะมาที่ห้อง Focus Group เพื่อคุยกับคนในกลุ่มที่เราชิมด้วยว่ามีความเห็นตรงกันหรือเปล่า ถ้าสมมติเราให้คะแนน 1 แต่บางคนให้คะแนน 7 ก็ต้องมีการคุยกันว่าทำไมถึงให้คะแนนแบบนี้ ต้องมีความเข้าใจตรงกันก่อนว่าควรให้คะแนนเท่าไหร่ถึงจะสามารถปล่อยผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกไปได้”

ห้อง Focus Group

“พอคุยกันเสร็จก็จะมาสรุปข้อมูลกันว่าผลิตภัณฑ์นี้ควรปรับเพิ่มเติมตรงไหน ที่จะทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ชอบกัน”

“ถ้าจุดประสงค์คือการถามความชอบที่มีต่อผลิตภัณฑ์ นักชิมที่เราใช้อาจจะเป็นบุคคลที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป (Large Consumer Panels) โดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนมากก็ได้ แต่ถ้าเราอยากรู้ว่ากาแฟนี้มีความขมเท่าไหร่ ความเปรี้ยวระดับไหน ซึ่งต้องมีการเรียนรู้ที่สูงยิ่งขึ้น ลึกมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นพวก Highly Trained (ผู้ทดสอบชิมชำนาญสูง)” พี่บอสเล่าเพิ่มเติม

.

กว่าจะมาเป็นนักชิมได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ?

พี่หลินเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็นนักชิมมืออาชีพที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า
“จุดเริ่มต้นของหลินคือได้ทราบข่าวจากการประชาสัมพันธ์ของ ม.ธรรมศาสตร์ และจากกระทรวงพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี”

“รอบแรกมีผู้สมัครประมาณ 1,000 คน  มีการกรอกเอกสารส่วนตัวของผู้สมัคร คัดกรอง และทดสอบประสาทสัมผัส มีการให้ชิมน้ำสีต่างๆ เช่น น้ำเปล่า น้ำชา น้ำแดง มีให้เลือกและให้จัดลำดับว่าแก้วไหนหวานน้อยสุดจนถึงหวานมากสุด มีการสัมภาษณ์จากเจ้าหน้าที่ ผู้สมัครหนึ่งท่านต่อผู้สัมภาษณ์หนึ่งท่าน พร้อมน้องนักศึกษาอีกหนึ่งท่าน”

“รอบที่สองจะคัดเลือกเหลือ 200 คน พร้อมรับเสื้อกาวน์ และได้รับการอบรมหลักสูตร เช่น การดมกลิ่นต่างๆ สังเกตสีธรรมชาติหรือสีสังเคราะห์  การสัมผัสแบบไม่เห็นของว่าสิ่งนั้นคืออะไร เช่น ข้าวโพด มีการฟังเสียงโดยให้เขย่าแล้วฟังว่าสิ่งนั้นคืออะไร เช่น งา เกลือ พริกไทย หลังจากนั้นได้รับใบประกาศว่าผ่านการอบรมด้วย”

“รอบสุดท้ายจะมีเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งว่าใครติดบ้าง ซึ่งหลินติด 1 ใน 40 ดีใจมากเลย โดยนักชิมทั้ง 40 ท่าน ต้องเข้าอบรมแบบเต็มรูปแบบประมาณ 3 เดือน และเนื่องจากมีน้ำท่วมในช่วงนั้น เลยมีการจัดกลุ่มทำงานเป็นทีมสลับกันไปเรื่อยๆ จนได้เข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ เกือบครบทุกคนค่ะ”

พี่หลินยังเล่าเพิ่มว่ากว่าจะเป็นนักชิมมืออาชีพต้องผ่านด่านทดสอบทางประสาทสัมผัสมากมาย ทั้งความสามารถในการดมกลิ่น ชิมรส ฟังเสียงเเละบรรยายลักษณะของผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการเเยกเเยะความเเตกต่าง ความสามารถในการเรียงลำดับ เช่น เรียงลำดับรสหวานจากน้อยไปมาก ความสามารถในการใช้สเกลเพื่อให้คะเเนน

“เนื่องจากไม่รู้จักกันมาก่อน ก็เลยถือเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับคนแปลกหน้าทั้ง 40 คน มีการอบรมโดยอาจารย์แนะ (รศ.ดร.ประภาศรี เทพรักษา) อาจารย์เอ็ม (ผศ.ดร.สุธีรา วัฒนกุล) และเชิญวิทยากรมาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะและเทคนิคในการชิมที่หลินไม่เคยเรียนรู้มาก่อน คิดว่าน่าจะเป็นความรู้ใหม่สำหรับนักชิมทุกท่าน วันสุดท้ายท่านคณบดี (คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) เป็นผู้มอบใบประกาศให้กับนักชิมทั้ง 40 ท่าน ภูมิใจและดีใจมากที่หลินได้รับโอกาสดีๆ ในครั้งนั้น” พี่หลินเล่าประสบการณ์การคัดเลือกนักชิมด้วยความภาคภูมิใจ

พี่บอสพูดเสริมถึงประสบการณ์ที่เคยเข้ารับการคัดเลือกเป็นนักชิมว่า “กว่าจะมาเป็นนักชิม 1 คน เราต้องผ่านหลายด่านมาก อย่างแรกเราต้องทดสอบว่าเราเป็นคนที่รับรสทางประสาทสัมผัสได้ดี ไม่ว่าจะรูปรสกลิ่นเสียง อย่างเรื่องหลักๆ ของอาหารก็คือรสชาติ เนื้อสัมผัส กลิ่น เวลากัดแล้วฟังเสียง เราสามารถแยกรสเปรี้ยวหวานเค็มขมได้หรือไม่ พอแยกได้เราก็จะทดสอบไล่ระดับ เช่น ความหวานแบบนี้อยู่ในระดับไหนจาก 5 ระดับ แต่มันก็จะใกล้กันมาก ต้องค่อยๆ ฝึกฝนกันมาเรื่อยๆ บางคนผ่านในครั้งเดียว บางคนก็อาจจะทดสอบซ้ำไปเรื่อยๆ”

นอกจากนี้พี่บอสยังอธิบายเสริมถึงการฝึกฝนนักชิมเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อให้ตอบรับกับจุดประสงค์ของงานวิจัย “ในแต่ละงานวิจัยเราจะเลือก Criteria หรือคุณลักษณะที่แตกต่างกันไปในการทดสอบ อย่างงานวิจัยของพี่ต้องการเทสต์กาแฟ ซึ่งปกตินักชิมอาจไม่ค่อยได้เทสต์ด้านความขมของกาแฟบ่อยนัก เราก็เอานักชิมมืออาชีพ (Highly Trained Experts) ที่มีอยู่แล้วมาฝึกฝนต่อ มันมีหลายมิติมาก ถึงแม้ว่านักชิมมืออาชีพจะผ่านทุกอย่างมาแล้ว แต่ก็ต้องดูว่าผลิตภัณฑ์คืออะไร และต้องการอะไร อย่างจะทดสอบน้ำชา สิ่งที่ต้องการทดสอบคือวัดระดับความเข้มข้นของความเปรี้ยว เราก็ต้องมาเรียนรู้ว่ามันเปรี้ยวแบบไหน เปรี้ยวแบบมะนาว หรือเปรี้ยวแบบผลไม้ ต้องมาเรียนรู้คุณลักษณะกันใหม่”

.

นักชิมต้องมีทักษะอะไรบ้าง ?

“พื้นฐานเราต้องสามารถแยกรสชาติได้ สามารถอธิบายได้ว่ารสชาติแบบนี้คืออะไร เนื้อสัมผัสเป็นอย่างไร แล้วสิ่งที่คิดว่ามันจำเป็นมากๆ เลยคือ เราต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ”

พี่บอสยกตัวอย่างประสบการณ์ชิมที่ยากที่สุด “ส่วนตัวเคยมีปัญหาเรื่องการแยกความกรอบ คือไม่สามารถแยก ความกรอบเบา กับ ความกรอบแข็ง ได้ ตอนนั้นได้เทสต์ไก่ทอดแล้วเขาถามว่ากรอบแบบไหน พี่บอกว่ากรอบๆ เคี้ยวแล้วมีเสียงดังๆ เขาถามว่าระบุได้มั้ยว่ามันเป็น กรอบเบา หรือ กรอบแข็ง… บางอย่างที่ไม่เข้าใจเราก็ต้องจำเอาว่าความกรอบแบบนี้คือกรอบเบา แบบนี้คือกรอบแข็ง มันต้องเปิดรับสิ่งใหม่ๆ บางอย่างที่ไม่เคยกินเราก็ได้มากินที่นี่ครั้งแรกนี่แหละ ต้องเปิดใจแล้วก็เรียนรู้อยู่เสมอ”

ส่วนพี่หลินช่วยอธิบายถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับนักชิมว่า “อันดับแรกต้องผ่านการฝึกฝนจากผู้เชี่ยวชาญก่อน มีประสาทสัมผัสที่ดี รวมถึงจดจำได้ดี ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน พิจารณาทีละขั้นตอนอย่างมีจริยธรรม ยุติธรรม มีสติ มีความเป็นกลาง นักชิมที่ดีต้องเป็นผู้นำและผู้ตามได้ บางครั้งเราต้องยอมไปกับคนอื่น จะยึดแต่ตัวเองไม่ได้ อาจารย์จะเน้นย้ำกับเราบ่อยมาก จิตใจต้องเที่ยงตรงไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เรียกว่าต้องไม่โดนซื้อง่ายๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับผลประเมินที่ตรงไปตรงมา ถ้ามาขอให้ประเมินผลิตภัณฑ์ตัวเองให้ได้ผลดีๆ สำหรับหลินคงไม่ได้”

นอกจากนี้พี่หลินยังแนะนำให้กับคนที่อยากเป็นนักชิม ว่าต้องพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ ติดตามเทรนด์โลกให้ทันเพราะต้องเจออะไรใหม่ๆ ตลอด และดูแลสุขภาพเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ชิมอาหารมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

.

นักชิมต้องทำงานเป็นทีมและทำงานในห้องปฏิบัติการ

“เราไม่สามารถชิมคนเดียวได้แน่ๆ” พี่บอสกล่าว “ในหนึ่งงานวิจัย การชิมหลายคนเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะว่าเราจะได้รู้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มีแนวโน้มความชอบไปทางไหน”

พี่หลินเสริมเรื่องการทำงานร่วมกันเป็นทีมของนักชิมว่าสาเหตุที่นักชิมต้องทำงานเป็นทีมนั้นเนื่องจากการรับรสของแต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกัน การได้รับเลือกให้มาทดสอบผลิตภัณฑ์เหมือนเป็นการชิมแทนผู้บริโภคทั่วไป อีกทั้งนักชิมแต่ละคนอาจมีสภาพร่างกายที่มีความแตกต่างกัน เช่น อายุและอารมณ์ของนักชิมในวันนั้นล้วนส่งผลกระทบต่อการชิม หากผลคะแนนประเมินของผลิตภัณฑ์ที่ชิมออกมาแตกต่างกันมาก ก็ต้องมาปรึกษากันหรือชิมใหม่เพื่อให้ได้ผลที่เป็นกลาง

นอกจากนี้พี่หลินยังบอกอีกว่าเวลาชิมอาหารนั้นต้องใช้สมาธิ การทำงานในห้องปฏิบัติการของนักชิมหรือห้องประเมินทางประสาทสัมผัสจึงเหมาะสมกว่าการชิมอาหารนอกสถานที่ เพราะการประเมินประสาทสัมผัสที่มีประสิทธิภาพควรอยู่ในสถานที่ที่ไร้ซึ่งสิ่งรบกวน ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ห้องปฏิบัติการของนักชิมจึงมีการติดตั้งเครื่องดูดอากาศเพื่อดูดกลิ่นที่อาจเข้ามาจากภายนอก มีการใช้ไฟสีต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินหน้าตาของอาหารตามใจชอบ รวมถึงไม่มีการตกแต่งที่ทำให้ดึงดูดใจเพื่อให้นักชิมมีสภาวะอารมณ์ที่นิ่งและมีสมาธิจดจ่อกับอาหารตรงหน้า

ห้องปฏิบัติการทดสอบทางประสาทสัมผัส (Sensory Lab)

.

นักชิมอยู่ตรงไหนในกระบวนการผลิต

“ในกระบวนการผลิต แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ หาเทรนด์การตลาด ส่วนที่ 2 คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์” พี่บอสอธิบายถึงส่วนรับผิดชอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการ หรือผู้วิจัยเจ้าของโครงการที่มีหน้าที่จัดการโครงการในส่วนแรก “นักชิมจะอยู่ในส่วนที่ 3 คือขั้นทดสอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งการทดสอบก็จะมีการทดสอบด้วยเครื่องมือ และการทดสอบด้านผู้บริโภคที่มีการชิม ไม่ว่าจะทดสอบความชอบหรือทดสอบประเมินคุณลักษณะผลิตภัณฑ์ เมื่อเราทดสอบผลิตภัณฑ์ (ผ่าน) แล้วก็จะวางขาย แต่ถ้าไม่โอเค ก็จะกลับไปส่วนที่ 2 คือการพัฒนาอีกรอบ หลังจากนั้นก็กลับมาทดสอบกับนักชิม และวางจำหน่าย”

นักชิมคือผู้ที่ทำหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสมาประเมินลักษณะของผลิตภัณฑ์ (Sensory Evaluation) เช่น รสชาติ กลิ่น สี และลักษณะเนื้อสัมผัส ก่อนผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะถูกพัฒนาร่วมกับผู้ประกอบการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ อาจกล่าวได้ว่านักชิมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและการันตีคุณภาพสินค้าก่อนถึงมือผู้บริโภคนั่นเอง

.

‘นักชิม’ ที่ทำหน้าที่มากกว่าผู้ชิม

“การที่เราเป็นนักชิมทำให้เรารู้ว่า สินค้านี้มันเหมาะกับใคร” พี่บอสกล่าว พร้อมยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น “ถ้าด้านความชอบ การทดสอบจะทำให้เรารู้ว่าเราควรขยายไปทางกลุ่มความชอบไหน แต่ถ้าทดสอบด้านคุณลักษณะ จะทำให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์มีลักษณะอย่างไร ซึ่งบางครั้งมันจะสัมพันธ์กัน เช่น ครั้งแรกเรามาเทสต์ผลิตภัณฑ์ก่อนว่าลักษณะอย่างไร ความเข้มอยู่ระดับไหน ผลคือขมระดับ 7 เปรี้ยวระดับ 3 แล้วนำผลนี้ไปเทสต์ความชอบ ผลคือคนไม่ชอบเลย ก็จะมีการคุยกันต่อว่าควรปรับเพิ่มตรงไหนเพื่อให้รสชาติใกล้เคียงกับที่กลุ่มเป้าหมายชอบ เหมือนเราได้มีส่วนช่วยปรับปรุงสินค้าให้ดีขึ้นก่อนถึงผู้บริโภค” พี่บอสกล่าว

“นักชิมมีส่วนช่วยให้สุขภาพของผู้บริโภคดีขึ้น  เช่น ผลิตภัณฑ์หวานไป เค็มไป เผ็ดไป ก็จะปรับปรุงร่วมกับผู้ประกอบการให้รสชาติไม่จัดจ้านเกินไป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคและช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากถ้าได้ผ่านการทดสอบชิมโดยนักชิมมืออาชีพ ก็จะมีใบรับรองจากคณะเทคโนโลยีอาหารฯ เป็นการเพิ่มยอดขายแก่ผู้ประกอบการได้อีกด้วย” พี่หลินเสริม

แม้ว่ามนุษย์จะนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้พัฒนาปรับปรุงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพที่ดีที่สุดก็ตาม แต่สัญชาตญาณในการเลือกสรรสิ่งต่างๆ เพื่อความอยู่รอดและให้คุณประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองก็เป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์อย่างหนึ่ง การประยุกต์ใช้การประเมินทางด้านประสาทสัมผัส (Sensory Evaluation) ผ่านการทดสอบของนักชิมจึงนับว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เป็นตัวแทนฝ่ายมนุษย์และอาจกล่าวได้ว่านักชิมเป็นตัวแทนของผู้บริโภคทั่วไปที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ที่เราบริโภคควบคู่ไปกับเครื่องมือที่ทันสมัย

“นักชิม จะเป็นคนที่ชิมตัวอย่างตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อเขาพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วจะต้องผ่านนักชิม ซึ่งเราถือเป็นเครื่องมือที่ใกล้เคียงกับผู้บริโภคมากที่สุด” พี่บอสกล่าว

.

ถ้าขาดเขาไป ใครจะชิม ?

“สมัยก่อนอาจจะไม่มีนักชิม ส่วนใหญ่เจ้าของผลิตภัณฑ์เป็นคนปรับแต่งอาหารตามสูตรของตัวเอง แต่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น  รวมถึงมีการแข่งขันทางการตลาดสูง  เจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีจุดเด่น เพิ่มมาตรฐานเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจ เพราะฉะนั้นนักชิม จึงเข้ามามีส่วนสำคัญในขั้นตอนการผลิตสินค้าในปัจจุบันด้วย” พี่หลินอธิบาย

การพัฒนาหรือการทำวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพ สามารถทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทักษะการรับรู้ทางประสาทสัมผัสจากนักชิมที่เป็นมนุษย์  เพราะสามารถใช้การวิเคราะห์ค่าทางเคมีและการวัดค่าทางกายภาพได้ด้วยเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อวัดคุณภาพของอาหารเฉพาะทาง เช่น การวัดลักษณะเนื้อสัมผัสของอาหารด้วยเครื่องมือ Instron ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งค่าแรงกด พลังงานที่ใช้กด แรงเฉือน และพลังงานที่ใช้ในการเฉือน หรือการนำเครื่องมือ Gas Chromatography และ Mass Spectrometry มาใช้วิเคราะห์กลิ่นที่มีปริมาณเล็กน้อยในอาหาร

ถึงแม้ว่าเครื่องมือจะได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับทดสอบคุณภาพของอาหาร แต่การประเมินทางประสาทสัมผัสจากผู้ทดสอบชิมที่เป็นมนุษย์ก็ยังคงจำเป็นจะต้องมีการนำมาใช้เพื่อพิสูจน์และกำหนดค่ามาตรฐานของเครื่องมือวัดอยู่ดี

“ถ้าในแง่ของอุตสาหกรรม พี่คิดว่าถ้าไม่มีนักชิมเราก็อาจจะใช้เป็นเครื่องมือ แต่การมีแค่ค่าตัวเลขจากเครื่องมือ  หากยอดขายไม่ดีผู้ประกอบการก็จะไม่รู้ว่าควรปรับตรงไหน กลับกัน ถ้าเขามีนักชิม สมมติเรากินไส้กรอกไก่ เครื่องมือจะช่วยวัดได้แค่ว่ามีกลิ่นเครื่องเทศสูงเท่าไหร่ แต่เมื่อถามนักชิม นักชิมจะบอกได้ว่ากลิ่นเครื่องเทศอันนี้แรงไปไม่ได้กลิ่นไก่เลย เขาก็จะรู้แล้วว่ากลิ่นเครื่องเทศอันไหนบ้างที่แรง ต้องปรับแก้อะไร คนกินชอบแบบไหน อย่างนม Plant Base ที่ติดตลาดก็ผ่านการชิมหลายรอบมาก หรือเนื้อไก่เทียมที่ต้องทำให้เหมือนเนื้อไก่จริงๆ ก็ต้องทดสอบผ่านคน ซึ่งเขาก็จะรู้ว่าต้องปรับตรงไหนโดยไม่ต้องไปงมเข็มในมหาสมุทร

“พี่เคยได้ยินคนหนึ่งพูดว่า เครื่องมือที่ดีที่สุดในการชิมอาหารคือมนุษย์เราเองนี่แหละ เพราะสุดท้ายแล้วอาหารก็คือสิ่งที่มนุษย์จะต้องกิน ฉะนั้นเครื่องมือที่ดีที่สุดก็คือเรา ไม่ว่าเครื่องมือต่างๆ จะวัดได้เท่าไหร่ แต่ถ้าคนไม่ชอบขึ้นมา สุดท้ายแล้วผลิตภัณฑ์นั้นก็จะหายไป แล้วก็ไม่เป็นที่นิยมอยู่ดี” พี่บอสกล่าว

“นักชิมจะชิมแทนผู้บริโภค เสมือนตัวแทนผู้บริโภคที่มีสิทธิ์มีเสียง เราสามารถบอกกับผู้ประกอบการได้ และทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพออกมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคด้วย” พี่หลินเห็นเช่นเดียวกัน

.

นักชิมมีบทบาทกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ไหม?

“พี่คิดว่าเกี่ยวกับการเกษตรนะ” พี่บอสกล่าว “เคยชิมผักสลัดที่มีวิธีการปลูกที่แตกต่างกัน ปลูกแบบไหน ใช้สารอะไร ทำให้ผักอร่อยอย่างไร ถ้าโยงออกไปจากสาขา คิดว่าใกล้ที่สุดคือภาคเกษตรซึ่งส่วนใหญ่มันก็เกี่ยวกับอาหาร”

“แต่มีอีกอย่างคือเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ แต่ต้องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหารด้วย อย่างเช่น มีเนื้อที่เก็บในบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างกันแต่เก็บในสภาวะที่เหมือนกัน เขาก็นำมาทดสอบโดยทำอาหารแบบเดียวกันมาเสิร์ฟ นักชิมก็ช่วยดูว่ามันต่างกันอย่างไรเมื่อถูกเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่ต่างกัน”

.

ความสุขของการเป็นนักชิม

หลังนักชิมทั้งสองท่านเล่าเรื่องราวความถนัดของตัวเองด้วยความหลงไหล ทั้งพี่หลินและพี่บอสก็บอกว่า การเป็นนักชิมมืออาชีพทำให้ติดนิสัยการเป็นนักชิมในชีวิตประจำวันด้วย เพราะการกินอยู่ในชีวิตทุกวัน และนักชิมก็เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่กับ ‘การกิน’

พี่บอสเล่าว่า “เวลาพี่ไปกินข้าวกับเพื่อน ก็เคยประเมินไข่ดาวว่าประมาณนี้มันคือความสุกระดับไหน คิดว่าถ้าสุกเป็นระดับ 7-8 ก็ดีนะ หรือพวกเยลลี่ มันก็จะมีทั้งแบบแข็งและแบบหนึบ เราก็พลิกหลังซองดูเลยว่าเขาใส่อะไรบ้างที่ทำให้เนื้อสัมผัสมันนุ่มแบบนี้ ถ้ากับคนทั่วไปหรือเพื่อนที่ไม่ได้เรียน Food-Science (วิทยาศาสตร์การอาหาร) ด้วยกัน ก็จะแนะนำเขาว่าลองกินอันนี้สิ อันนี้น่าจะกรอบแบบที่เธอชอบนะ เราก็ได้สังเกตเพื่อนไปในตัวด้วย แล้วพอเพื่อนชอบสิ่งที่เราแนะนำ เราก็แฮปปี้นะ”

ส่วนพี่หลินก็เล่าว่า “พอเป็นนักชิมเราก็ดูแลตัวเองมากขึ้น เช่น นอนให้เต็มที่ พยายามไม่ให้ตัวเองป่วย  เพื่อให้เรามีประสาทสัมผัสครบถ้วนสมบูรณ์อยู่กับเรานานๆ ต้องรักษาเขาด้วย ไม่ใช่กินไปเรื่อย อย่างเมื่อก่อนทานเผ็ดก็ลดเผ็ดลง พยายามดูแลสุขภาพให้แข็งแรงตลอด”

สำหรับพี่บอสแล้ว ความสุขของการเป็นนักชิมคือ

“พี่ชอบความรู้สึกการได้เป็นหนูทดลอง รู้สึกว่ามันแปลกใหม่ดี มันว้าว เฮ้ย มีคนคิดผลิตภัณฑ์แบบนี้ออกมาแล้วเหรอ ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ชิมอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่คิดว่าแปลกที่สุดคือคุกกี้แมลงสาบ ตอนนั้นกลิ่นแมลงมาเลย เราก็บอกเขาว่าต้องปรับกลิ่นแมลงลดลงเพราะคนอาจจะไม่ชอบ ถ้าไม่มีนักชิมแล้วสมมติคุกกี้แมลงสาบออกมาวางขาย จะมีใครกล้าชิม อาจจะมีคนอยากลอง แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อช่วยให้มีคนมาซื้อ

“เหมือนเราได้ช่วยให้เขาพุ่งตรงไปหากลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอาหารในประเทศไทยให้หลากหลายขึ้น และตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น แล้วเราก็ชอบที่จะติดตามความเป็นไปของอาหารที่เราเคยชิม คอยสังเกตดูว่าเขาเอามาวางขายแล้วหรือยัง พอเอามาวางขายแล้วอันไหนเราชอบเราก็เอาไปบอกต่อเพื่อนว่าอันนี้อร่อยนะเราเคยชิมแล้วหลายครั้ง ก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งถ้าเพื่อนก็ชอบตามที่เราบอกด้วย”

สำหรับพี่หลิน ความสุขของการเป็นนักชิมคือ

“มีความสุขที่ได้ชิมอาหารใหม่ๆ เสมอ  มีอาหารหลากหลายเยอะมากและเราได้ชิมคนแรกเนี่ย มีความสุขที่สุด”  พี่หลินตอบปนหัวเราะ “ตั้งแต่เป็นนักชิมมีความสุขเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะได้เจอคนหลากหลาย ได้มีโอกาสตินู่นนี่ เพราะเมื่อก่อนเราพูดไม่ได้ พอเป็นนักชิมเหมือนเราได้เป็นผู้บริโภคที่มีสิทธิ์มีเสียง และได้แบ่งปันความรู้ให้กับคนทั่วไปเพราะเราไม่หวงวิชา  อยากช่วยแนะนำโดยที่คนไม่ต้องมาอบรมแล้วเมากาแฟทั้งวันเหมือนหลิน ที่สำคัญคืออิสระ เราทำงานประจำได้ด้วย”

.

นักชิมของธรรมศาสตร์

ห้องปฏิบัติการทดสอบประสาทสัมผัส (Sensory Lab)
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

พี่บอสเล่าว่า “ที่ธรรมศาสตร์จะมีศูนย์ Sensory  Lab (ห้องปฏิบัติการทดสอบทางประสาทสัมผัส) เราจะมีทั้งห้องเตรียมอาหาร ห้อง Focus Group และห้องชิม ซึ่งมีความพร้อมสามารถครอบคลุมได้ทุกกระบวนการของหนึ่งผลิตภัณฑ์ ถ้าเขาต้องการลงคะแนนความเห็นที่เป็นลายลักษณ์อักษร การอธิบายโดยละเอียด ก็จะมีห้อง Focus Group  ให้นักชิมปรึกษากัน ถ้าเขาต้องการระบุคุณลักษณะที่เป็นตัวเลขก็มีห้องชิมที่แยกแต่ละคนให้ชิมได้”

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนักชิมมืออาชีพหรือผู้ที่ได้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการขั้นเชี่ยวชาญภายใต้โครงการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด 40 คน ภายใต้สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากความพร้อมของศูนย์ปฏิบัติการทดสอบทางประสาทสัมผัส (Sensory  Lab) แล้ว พี่บอสยังเล่าว่า ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีกลุ่มผู้บริโภคที่มีหลากหลายซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการหรือผู้วิจัยได้

“เรามีผู้บริโภคค่อนข้างหลากหลายช่วงอายุในธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือบุคลากรในมหาวิทยาลัยที่สามารถชิมประเมินความชอบได้ ทำให้มีตัวแทนกลุ่มลูกค้าหลายๆ กลุ่ม”

“สำหรับคนที่อยากจะเป็นนักชิม ตอนนี้ยังไม่เปิดรับรุ่นสองนะครับ เพราะกว่ารุ่นแรกจะได้มาก็ยากลำบากเช่นกัน ถ้ามีประกาศรับเมื่อไหร่ก็อยากให้ลองมาติดตามกับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดูได้ครับ”

.

ปัจจุบันนักชิมมืออาชีพหรือผู้ทดสอบผลิตภัณฑ์อาหารอาจยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่ก็มีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารและภาคธุรกิจ เพราะเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ซึ่งนักชิมมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพก่อนวางขายแก่ผู้บริโภค

ถึงแม้ว่า ‘นักชิม’ จะเป็นส่วนเล็กๆ ในกระบวนการผลิต แต่นักชิมก็เสมือนตัวแทนผู้บริโภคที่มีสิทธิ์มีเสียงและสามารถออกความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญและฐานะผู้บริโภคได้ ดังนั้นกว่าสินค้าอาหารที่เราได้รับประทานเข้าไปนั้นจะมีรสชาติถูกปากและลักษณะที่ถูกใจ สินค้าเหล่านี้ได้ถูกชิมครั้งแล้วครั้งเล่าผ่าน ‘นักชิมมืออาชีพ’ ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นตัวกลางและเครื่องมือฝ่ายมนุษย์ที่ช่วยปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนทำให้สินค้าเหล่านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและการันตีจากนักชิมที่เชี่ยวชาญ

ผู้ประกอบการสามารถวางขายได้อย่างมั่นใจและผู้บริโภคก็ซื้อสินค้านั้นซ้ำด้วยความถูกปาก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มี ‘นักชิมมืออาชีพ’ ผู้อยู่ในเบื้องหลังทุกผลิตภัณฑ์การกิน

ขอขอบคุณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

บรรณานุกรม

ไพโรจน์ วิริยจาร. (2561). การประเมินทางด้านประสาทสัมผัส (Sensory Evaluation) (พิมพ์ครั้งที่ 2). /สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
1
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Articles

Articles

การประกันคุณภาพการศึกษา: ดาบสองคมวงการศึกษาไทย?

เรื่อง: Sophia ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ “เอกสารประกันคุณภาพหลักสูตรเสร็จกันหรือยัง?” “ยังไม่เสร็จเลย เหลืออีกนิดหน่อย” “เราต้องรีบกันแล้วนะ อาทิตย์หน้า คณะกรรมการจะมาตรวจแล้ว” บทสนทนาข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในแวดวงการศึกษาทุกระดับทั่วประเทศน่าจะคุ้นชินกัน เราต่างคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “ตัวบ่งชี้” และ ...

Articles

การเหมารวมและอคติ ไม่ดีแต่ทำไมยังมี…กระทั่งในใจเรา

เขียน ธีรภัทร กมล กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี และ ธีรภัทร กมล การเหยียด การมีอคติ การเหมารวม คำที่เห็นในอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีการพูดถึงประเด็นความแตกต่าง ไม่ว่าจะเพศ เชื้อชาติ ...

Articles

หมดยุคดัน ‘ลูกรักค่าย’ ส่องโมเดลธุรกิจใหม่ ที่เน้นกระจายโอกาสมากกว่าผูกขาดความดัง 

เขียน สุตาภัทร มาลาพร กราฟิก สุตาภัทร มาลาพร ภายใต้แสงไฟสาดส่อง รอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่พร้อมเพรียงบนเวที อุตสาหกรรมไอดอลไม่ว่าจะเป็นฝั่ง K-Pop ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก หรือ T-Pop ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ...

Articles

ข่าวจริงแล้วไง จะเอาอะไรอีกจ๊ะ

เรื่อง: ว่าแล้วคุณต้องอ่าน ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่วงสัปดาห์ก่อน ระหว่างไถฟีดโซเชียลฯ ผมบังเอิญได้อ่านข่าวของเหตุการณ์เดียวกันสองชิ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่พาดหัวกลับฉายภาพเบื้องต้นของเหตุการณ์ต่างกัน ชิ้นแรกมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดีปลาหมอคางดำและคาดว่าต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนาน ส่วนชิ้นที่สองมีพาดหัวที่บอกว่าศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น รับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม ผมเปิดเข้าไปอ่านทั้งคู่ แล้วพบว่าข้อเท็จจริงในข่าวก็ไม่ได้ขัดกัน ทั้งสองชิ้นรายงานว่าศาลอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ...

Articles

‘เจอร์ซีย์’ จากเสื้อกีฬา สู่แฟชั่นมหาลัย

เขียน วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์กราฟิก กัลย์สุดา ทองดี เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่กำลังนอนไถฟีดอย่างสบายใจ กลับมีโพสต์หนึ่งเด้งขึ้นมา เป็นโพสต์การขายเสื้อที่มาพร้อมความวาบหวิวกระแทกตา (รูปผู้ชายถอดเสื้อ) มากกว่าจะโชว์คอลเล็กชันเสื้อใหม่ ด้วยความแปลกใจ เลยเลื่อนดูตั้งแต่ต้นจนจบ ก็พอจะรู้ได้ว่า อ๋อ ...

Articles

สภาวะของกรงขัง เรือนจำ และการป้องกันโลกภายนอก

เรื่อง: .JPEG ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้เดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับได้ขบคิดประเด็นสำคัญว่า สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องอยู่ในกรงขังไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เนื่องมาจากว่าสัตว์จำนวนมากได้รับการช่วยเหลือมาจากขบวนการลักลอบขนสัตว์ป่า และไม่สามารถปล่อยตัวไปสู่ป่าใดๆ ในประเทศไทยได้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่การไม่สามารถปล่อยตัวคืนสู่ป่าใดในประเทศไทยได้ เป็นไปเนื่องจากสัตว์ป่าเหล่านี้ ...

0 %