SocietyWritings

การทารุณกรรม นรกที่เด็กหลายคนยังเผชิญอยู่

Trigger warning: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก), rape (ข่มขืน), sexual violence (ความรุนแรงทางเพศ), violence (ความรุนแรงอื่น ๆ)

เรื่อง: วิวิศนา อับดุลราฮิม


แม้เด็กที่เคยโดนทารุณมาก่อนจะผ่านพ้นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายนั้นมาได้ แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้รอยยิ้มที่ถูกพลัดพรากไปในวัยเยาว์ของเด็กคนหนึ่งกลับคืนมาได้เหมือนอย่างที่ควรจะเป็น เพราะความเจ็บปวดในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของเหยื่อหลาย ๆ คน ในวันนี้ วารสารเพรสจึงขอพาผู้อ่านทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่อง ‘การทารุณกรรมเด็ก’ หรือ Child Abuse ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนานต่อชีวิตน้อย ๆ และมาพูดคุยกับคุณจินดา ชัยพล ผู้จัดการมูลนิธิสายเด็ก 1387 เพื่อให้เห็นปัญหานี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การทารุณกรรมเด็ก หรือ Child Abuse สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือการกระทำหรือการไม่กระทำตามสิ่งที่เด็กสมควรได้รับ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางจิตใจ การให้หรือไม่ให้อะไรในสิ่งที่เด็กคนหนึ่งสมควรที่จะได้รับ ก็ถือว่าเป็นความรุนแรงได้ทั้งหมด

ข้อมูลจากการรับแจ้งเหตุของศูนย์ช่วยเหลือสังคมสายด่วน 1300 พบว่าตั้งแต่ ต.ค. 2561 ถึง ก.ย. 2562 มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 5 คน และหากนับเฉพาะกรณีความรุนแรงในครอบครัวเฉลี่ย 3 คนต่อวัน การกระทำที่พบมากที่สุด คือ การทำร้ายร่างกาย โดยมีพ่อหรือแม่เป็นผู้กระทำ

ความรุนแรงในครอบครัว

ศาลเยาวชนและครอบครัว ระบุว่า หากเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ แม้คู่ความจะยอมความหรือถอนฟ้องคดีไปแล้ว พนักงานสอบสวนยังอาจดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ต้องหาได้ แต่ผู้ที่กระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายกำหนดให้ผู้นั้นต้องรับโทษฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว และในความผิดฐานกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ 

คดีความรุนแรงในครอบครัวเป็นการทำร้ายกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวแตกต่างจากการทำร้ายร่างกายในคดีอาญาปกติ เพราะตามหลักของประมวลกฎหมายอาญา คือมุ่งลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเดียว แต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 จะมีวิธีการในการดำเนินคดีต่างหาก โดยมุ่งหวังให้ผู้กระทำผิดกลับตัวและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในครอบครัว

การจะเข้าไปแก้ไขที่ตัวพ่อแม่ห้ามทำร้ายลูกเป็นเพียงทฤษฎีที่ต้องเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะพ่อแม่เกือบทุกคนทราบอยู่แล้วว่าการทำร้ายลูกเป็นสิ่งไม่ดี หากทำร้ายลูก ลูกก็คงเสียใจ และอาจจะมีบาดแผล แต่เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจถึงผลกระทบต่อตัวเด็ก เพราะว่าสุดท้ายแล้วพ่อแม่แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรในทางกฎหมาย ซึ่งถ้ามีกฎหมายที่เข้มงวดก็อาจจะช่วยชะลอความรุนแรงได้

กระบวนการการช่วยเหลือและเยียวยา

เพื่อให้เข้าใจปัญหาเรื่องทารุณกรรมเด็กมากขึ้น เราจึงไปคุยกับ คุณจินดา ชัยพล ผู้จัดการมูลนิธิสายเด็ก 1387 

คุณจินดา ให้สัมภาษณ์ว่า หลายครั้งที่เด็กไปแจ้งความแต่ตำรวจไม่รับแจ้ง และไม่ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ แก่เด็ก เช่น เด็กไปแจ้งตำรวจว่าโดนพ่อตีซ้ำ ๆ สิ่งที่ตำรวจถามเด็กกลับมาคือ แล้วเด็กไปทำอะไรมา ไปดื้อหรือเกเรมาใช่ไหม ซึ่งมันเป็นคำถามในเชิงตัดสินว่าถ้าไม่ทำแบบนั้นพ่อคงไม่ตีหรอก จึงทำให้เด็กหลาย ๆ คนไม่อยากไปแจ้งความ เพราะสุดท้ายตำรวจก็โทรหาพ่อให้มานั่งคุยกันในโรงพัก แล้วใช้การประนีประนอมโดยไม่มีลายลักษณ์อักษร 

การเรียกมานั่งคุยกันไม่ได้ทำให้เหยื่อและผู้กระทำรู้สึกดีขึ้น ตัวเหยื่อก็จะรู้สึกว่าถูกผลักให้กลับไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงเหมือนเดิม ส่วนตัวผู้กระทำก็รู้สึกว่ามีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์กับเขาอยู่ เพราะฉะนั้นลูกต้องเชื่อฟัง ทำตาม แต่เมื่อลูกยังต่อต้าน รวมทั้งยังสร้างปัญหาให้เขาโดยการไปแจ้งความ ความรุนแรงในครอบครัวจึงดำเนินต่อไปอย่างไม่จบสิ้น เพราะกระบวนการที่จะเข้าไปเยียวยาจิตใจเด็ก หรือให้ความรู้พ่อแม่ โดยให้พวกเขาเห็นถึงผลกระทบต่อเด็กมันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย

ในทางทฤษฎี เมื่อมูลนิธิ หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่คุ้มครองเด็ก ซึ่งรวมถึงตำรวจได้รับแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจากเด็กหรือผู้อื่นที่พบเห็น ต้องประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์ หาสาเหตุของปัญหา แล้วพยายามสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว พยายามประสานรอยร้าวโดยการทำแผนการช่วยเหลือระยะยาว

เจ้าหน้าที่จะประเมินว่าครอบครัวยังเป็นที่ปลอดภัยของเด็กไหม ถ้าในขณะนั้นเด็กไม่ปลอดภัยก็จำเป็นต้องแยกตัวเด็กออก ติดต่อหาญาติหรือผู้ปกครองคนอื่นที่เด็กสามารถอยู่ด้วยแล้วปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ถ้าไม่มีก็จะส่งเด็กไปที่บ้านพักซึ่งเป็นความดูแลของหน่วยงานรัฐ เช่นบ้านพักเด็ก บ้านพักฉุกเฉิน บ้านเมตตา บ้านกรุณา แต่สถานที่เหล่านี้ก็ไม่ต่างกับสถานพินิจหรือคุกเลย แม้เด็กไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ทั้งยังเป็นเหยื่อของความรุนแรง แต่เขาต้องเข้าไปอยู่ในกรอบการจัดระเบียบที่คล้ายกับระเบียบทหารซึ่งไม่เป็นมิตรกับเด็ก ดังนั้นการส่งเด็กกลับครอบครัวคือเป้าหมายสูงสุดในการความช่วยเหลือ

Sexual Abuse

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2560 มีเด็กเกือบ 9,000 คนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากถูกทำร้าย โดยส่วนใหญ่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ 

การทารุณกรรมทางเพศ คือปัญหาอย่างหนึ่งที่ยังไม่มีวิธีเยียวยาจิตใจเด็กผู้ตกเป็นเหยื่อได้ โดยคุณจินดา ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อก่อนมีเด็กที่มาแจ้งว่าถูกทารุณกรรมทางเพศโดยไม่เอาความ เพราะต้องการแค่มาระบายให้ฟังเท่านั้น แต่ตอนนี้เด็กเริ่มลังเลว่าควรดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ ควรจะให้เรื่องจบลงที่ตัวเขาเองแล้วแบกรับชะตากรรมนั้นไว้ หรือว่าควรจะให้คนที่ทำร้ายเขาได้รับโทษทางกฎหมาย 

เด็กที่โดนความรุนแรงทางเพศ แล้วต้องการฟ้องร้องคนร้าย เด็กคนนั้นต้องกล้ามาก ๆ ถ้าเขาไม่กล้า เขาจะสู้กับคดีไม่ได้เลย เพราะเหยื่อต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนไปถึงชั้นศาล ถูกทนายอีกฝั่งซักจนเหยื่อรู้สึกว่าตัวเขาเองนั่นแหละ คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการข่มขืนขึ้น 

การฟ้องร้องคดีการทารุณกรรมทางเพศที่มีเหยื่อเป็นเด็ก เหยื่อจะมีโอกาสทำให้คดีประสบความสำเร็จสูงมาก เนื่องจากผู้ใหญ่มักจะประเมินว่าการให้เด็กเล่าเรื่องเดิมหลาย ๆ ครั้งก็คงไม่เป็นอะไรเพราะพวกเขายังอายุน้อย แต่เมื่อเวลาล่วงเลยจนเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ตอนนั้นเขาจะชนะคดี  แต่ความโหดร้ายที่เขาเคยประสบมากลับไม่จางหาย อดีตที่ทุกข์ทรมานยังคงค้างอยู่ในจิตใจของพวกเขา เวลาไม่ได้ช่วยเยียวยาจิตใจของเด็กน้อยในวันนั้นเลย เรื่องราวต่าง ๆ ยังคงไม่ไปไหน เพราะก่อนหน้านี้เขาเล่าจนจำเรื่องราวเหล่านั้นฝังลึกอยู่ในจิตใจ และภาพเหล่านั้นยังคงติดตาพวกเขาอยู่

ในปัจจุบัน มีมาตรการให้บันทึกวิดีโอการให้ปากคำของเด็กไว้ เพื่อปกป้องไม่ให้เด็กต้องนึกถึงความโหดร้ายเหล่านั้นซ้ำ ๆ แต่ในทางปฏิบัติ เด็กก็ต้องพูดต่อหน้าศาลอยู่ดี จึงทำให้เหยื่อหลายคนต้องการปกปิดหรือว่าบางครั้งเขาก็ไม่อยากพูด เพราะมันเจ็บกว่าเดิม

การช่วยเหลือจากสังคมเป็นสิ่งจำเป็น

คุณจินดา กล่าวว่าการช่วยเหลือเด็กที่โดนทารุณไม่ว่าทางไหนก็ตาม แค่ลำพังตัวเด็กหรือครอบครัวเองไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ บางครั้งเพียงแค่คนที่เขาไว้ใจยื่นมือเข้ามาช่วย ก็อาจจะเป็นหนทางที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคนคอยเป็นกำลังใจให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาโหดร้ายนี้ไปได้

ปัจจุบัน ทางมูลนิธิได้รับรายงานจากเพื่อนบ้านหรือคนรอบข้างมากขึ้น เพราะว่าน้อยมากที่เหยื่อ หรือคนในครอบครัวจะแจ้งเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจาก หนึ่งเขายังไม่มีความพร้อมที่จะออกมาจากครอบครัวนั้น สองเขากังวลว่าหากแจ้งความไปแล้วมันจะแย่กว่าเดิมไหม หรือสามกังวลเรื่องอนาคต จึงยอมทนต่อความรุนแรงต่อไป  

เมื่อไหร่ที่ความรุนแรงเกิดขึ้น แล้วตัวเหยื่อต้องการความช่วยเหลือ เขาไม่เคยรู้เลยว่ามีหน่วยงานไหนที่สามารถเข้าถึงได้บ้างนอกจากตำรวจ แต่ถามว่าตอนนี้ ประชาชนมีความเชื่อมั่นในตำรวจมากน้อยเพียงไร เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่เข้ามาสอดส่อง เหยื่อไม่ออกมาส่งเสียง และสังคมยังไม่เข้ามาช่วยเหลือ เหยื่อก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากขุมนรกที่เรียกว่า ‘การทารุณกรรม’

การที่เราเห็นว่ามีเด็กคนหนึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อน สังคมอาจจะต้องลุกขึ้นมาแล้วช่วยเหลือเด็กคนนั้น เพราะหลายคนจะคิดว่ามันเป็นปัญหาของครอบครัวเขา ไม่อยากไปยุ่ง พ่อแม่มีสิทธิที่จะสั่งสอนลูกได้ แต่ทุกคนเป็นพลเมืองไทย ทุกคนมีสิทธิที่จะช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน รวมทั้งยังมีสิทธิที่จะเข้าไปช่วยดูแล แล้วก็ให้ความปลอดภัยกับคนอื่นตามที่ตนสามารถทำได้

“หลาย ๆ คนที่ออกมาเปิดเผยว่าเขาคือเหยื่อ เขาเรียกตัวเองว่าผู้เป็น survivor แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เล่าเรื่องแล้วยังรู้สึกสะเทือนใจ แสดงว่าพวกเขาก็ยังเป็น victim ที่ควรได้รับการเยียวยา”


อ้างอิง

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
5
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
4
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Society

Articles

“สงกรานต์” แสนแพง: เมื่อรัฐเอื้อทุนพลังงาน แก้วิกฤตด้วยการสงเคราะห์

เรื่อง: ธาวิน กิตติพงศ์พิทยา ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา “สงกรานต์” ควรเป็นช่วงเวลาที่คนบ้านไกลได้กลับบ้านไปใช้เวลากับครอบครัวอันเป็นที่รัก ทว่าปีนี้กลับเป็นปีที่หลายคนคิดหนัก คนที่เคยกลับก็ชั่งใจ ส่วนคนที่มีสถานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวยยิ่งชั่งใจกว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ทุนในการเดินทางและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ...

Articles

เปลี่ยนจาก ‘สาดน้ำ’ เป็น ‘อ้อมกอด’: คืนความเรียบง่ายให้สงกรานต์ยุคน้ำมันแพง

เรื่อง: ณัฏฐณิชา มาลีวรรณ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา สงกรานต์ปีนี้ คิดยังไงก็คงไม่สนุกสุดเหวี่ยงแบบตัวเปียกทุกพื้นที่ที่น้ำเข้าถึง ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ หรืออำเภอใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดที่มีการจัดงานคงไม่เห็นความแตกต่างจากทุกปีมากนัก แต่พอไม่ใช่เมืองใหญ่ การเล่นน้ำสงกรานต์อาจจะเหลือแค่การรอสาดน้ำประแป้งคนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านตัวเองแบบเหงา ๆ ...

Articles

ในวันที่ระเบียบโลกสั่นคลอน ระเบียบไทยกลับเข้าสู่จุดเดิม

เรื่อง: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ในห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเผชิญกับภาวะสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจ ประเทศไทย — จากชัยชนะการเลือกตั้งของภูมิใจไทย — กลับแสดงปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะเลือกเส้นทางที่ย้อนกลับไปสู่ ‘จุดเดิม’ อีกครั้ง ชัยชนะของภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งในสภาถึง ...

Art & Culture

ตีตั๋วทัวร์งานศพไปกับหนังสือ จากดับสูญสู่นิรันดร์

เรื่อง: รณรต วงษ์ผักเบี้ย ภาพปก: เก็จมณี ทุมมา ‘ตายแล้วไปไหน?’ เป็นคำถามที่มักผุดขึ้นมาในหัว เมื่อผมไปเข้าร่วมงานศพหรือต้องพูดคุยเรื่องความตาย และคำตอบที่ได้คงมีอยู่ไม่กี่แบบ ขึ้นสวรรค์หรือตกนรก เป็นวิญญาณเร่ร่อนล่องลอยไปมา หรือไม่ไปไหนเลย สูญมลายไปในความว่างเปล่าของความไร้ตัวตน ทว่าเรื่องความตายไม่ได้มีแค่ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย ...

Society

ประชามติแบบโอมากาเสะ

เรื่อง: พลกฤต นฤพันธาวาทย์ ท่ามกลางบรรยากาศในช่วงก่อนและหลังการยุบสภาที่เต็มไปด้วยความชลมุน วุ่นวาย และโชกเลือด ในที่สุดวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญเพื่อ ‘ขอแก้ไข’ รัฐธรรมนูญ 2560 จากเดิมก่อนหน้านี้ที่เราเคยลงประชามติเพื่อ ‘รับ’ ...

Society

รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยใช้ “We the People”

เขียน: ธนินี นววงศ์วิวัฒน์ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่ระบุถึงอำนาจ ผู้ใช้อำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจเหล่านั้น ดังนั้น หากอยากรู้ว่ารัฐ ‘ทำงาน’ อย่างไร เราสามารถอ่านได้จากตัวบทรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าอยากเข้าใจชุดความคิด คุณค่า อุดมการณ์ของประชาชนและสังคมมวลรวมในรัฐใดรัฐหนึ่ง ...

0 %